อากาศในสวนข้างนอกสดชื่นอย่างเหลือเชื่อ ไม่รู้ว่าโดมินาริมีวิทยาการอะไรที่สามารถสร้างสวนขนาดใหญ่อยู่ใต้ท้องทะเลได้แบบนี้ หรือแม้กระทั่งูเาที่ผมเคยมองเห็นไกล ๆ จากหน้าต่างห้องในคราวแรกที่มาถึงเซกเตอร์สิบเจ็ด
ที่สำคัญคนที่ผมเดินอยู่ด้วยตอนนี้ ก็เป็ถึงเ้าหญิง... น่าจะใช่นะ เ้าหญิงแห่งเผ่าพันธุ์ไลแคนที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ในโลกยุคปัจจุบันของเซเปียนส์ที่แทบจะไม่ได้มีระบบกษัตริย์ปกครองแล้ว ทำให้ผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำที่ออกจะฟังดูเทพนิยายอย่างคำว่า “เ้าหญิง” สักเท่าไร แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกบังเกิดความตื่นเต้น และความรู้สึกห่างไกลบางอย่างกับคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ ผมตอนนี้เหลือเกิน
ั้แ่เดินออกมาจากห้องรับแขก เราไม่ได้พูดอะไรกันเลย ผมได้แต่เดินอยู่ ๆ ข้าง ๆ วายาอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งเธอเป็คนทำลายความเงียบนั้นลงก่อน
“เมื่อวาน ขอบคุณนะ ที่เข้ามาปกป้องฉัน” วายาพูดขึ้นมาโดยไม่ได้มองมาทางผม สายตาของเธอยังคงทอดไกลไปยังแนวไม้ด้านหน้า
“แล้วเ้า... เออ... นายเป็อะไรหรือเปล่า ที่รับะเิแทนฉัน?” วายาถามผม
ผมต้องพูดตอบเ้าหญิงยังไงนะ าาศัพท์? เขาพูดกันยังไงนะ
“เออ ..กระผม ..หายดีแล้ว ..คะครับ ..ขอรับ?”
“คิกคิก นายพูดภาษาอะไรของนายน่ะ” วายายิ้มหัวเราะอย่างน่าเอ็นดู
“นายไม่ต้องพยายามพูดภาษาแปลก ๆ หรอก ไอ้ที่พวกเซเปียนส์เรียกว่าาาศัพท์ใช่มั้ย? มันฟังแล้วจั๊กจี้ยังไงไม่รู้”
ท่าทีของเธอผิดไปกับผู้หญิงขี้หงุดหงิดเมื่อวานเหลือเกินลิบลับ ราวกับเป็คนละคน
ตอนนี้เธอเหมือนกับผู้หญิงวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความสดใสอะไรอย่างนั้น
“พวกเราไลแคนน่ะ ไม่ได้ยึดติดกับพิธีรีตองอะไรที่เป็เปลือกนอกแบบนั้นสักเท่าไรหรอก พูดคุยแบบธรรมดา ๆ ดีกว่า แล้วก็เรียกฉันว่าวายาก็พอ นายชื่อคาลใช่มั้ยฉันจะเรียกนายว่าคาล”
“ใช่ครับท่านหญิง”
“วายา” วายาเสียงเข้มพร้อมขมวดคิ้วใส่ผม
“ใช่ วายา”
“ดีขึ้นมาก แล้วก็อีกเื่ เื่เมื่อวาน... ฉันต้องขอโทษด้วยที่ทำตัวไม่ค่อยดีเท่าไร หวังว่านายจะไม่ถือเป็เื่จริงจังนะ”
เมื่อวาน... มันเป็วันที่มึนงงที่สุดวันนึงในชีวิตของผมเลยล่ะ ทั้งไม่เป็ตัวของตัวเอง มึน ๆ งง ๆ เหมือนกับเมายาแก้ไข้ทั้งวัน ตื่นมารับรู้เื่บางอย่างที่ควรจะแปลกใจ แต่พอฟังแล้วกลับกลายเป็ว่าตัวเองดันยอมรับง่าย ๆ เสียแบบนั้น ทั้งเื่ที่ตัวเองไม่ใช่มนุษย์ ไม่ซิ ไม่ใช่โอโมเซเปียนส์ ทั้งเื่การมีอยู่ของโฮโมโดมินาริที่เซเปียนส์คิดว่าเป็ปีศาจตลอดมา ทั้งการเจอคนมากมาย ทั้ง..
“นี่ เหม่อไปไหนอยู่” วายาก้มหัวลงมามองหน้าผมพร้อมโบกมือไปมา
“คิดอะไรนิดหน่อยนะ คือฉันเหมือนกับเจอเื่ต่าง ๆ เข้ามาพร้อม ๆ กันเยอะแยะไปหมด เลยรู้สึกไม่ค่อยเป็ตัวเองเท่าไรน่ะ่นี้”
“เื่สตรัคซินะ ฉันเข้าใจดี ฉันก็เคยมีคนรู้จักโดนสตรัค” วายาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงและเหมือนเจือปนไปด้วยความเศร้า แล้วเธอก็พูดต่อ
“สตรัคมันเป็วิธีการที่โหดร้ายมาก ๆ ที่โดมินาริคนหนึ่งจะพึงได้รับ มันทำให้คนคนนั้นต้องสูญเสียความเป็ตัวเองไป ทั้งอดีต ความรงจำ ความสัมพันธ์ แล้วก็ต้องทนอยู่กับความทรงจำใหม่ที่เ้าตัวเองก็มีความสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่านั่นคือตัวเองจริง ๆ หรือเปล่า”
วายาพูดด้วยดวงตาเหม่อลอย
“คือฉันรู้สึกเหมือนกับไม่เป็ตัวเองเลยวายา เอาจริง ๆ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวฉันเองน่ะเป็แบบไหน เพราะฉันจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย แต่กลับมีความทรงจำเื่สถานที่ต่าง ๆ ได้ มีความทรงจำเื่การใช้ชีวิตแบบเซเปียนส์ได้ ทุก ๆ อย่างมันเหมือนว่าฉันกำลังใช้ชีวิตอยู่ในความฝัน แล้วก็มีคนมาถอดปลั๊กที่หลังหัวแล้วบอกให้ตื่นอะไรแบบนั้น”
วายาจ้องหน้าผม แล้วเราทั้งคู่ก็เงียบกันไปพักหนึ่ง
แล้วอยู่ ๆ เธอก็เอามือของเธอมากุมมือผมไว้แล้วก็บีบเบา ๆ
“เอางี้ ฉันจะสอนนายเื่ของการเป็โดมินาริให้เอง นายอยากรู้เื่อะไรบ้างล่ะ”
“ฉันว่าต้องทั้งหมดเลยแหละ” ผมยิ้ม
.............................................................
ลีฟลำใหญ่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วผ่านเส้นทางที่มองออกไปคล้ายเป็ทุ่งหญ้า
ในลีฟลำนี้ประกอบไปด้วยคนจำนวนห้าคนได้แก่ วิคเตอร์เป็คนขับ ข้าง ๆ ของเขาคือเรย์ที่ยังมีทีท่าหงุดหงิดนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ ส่วนเบาะหลังซึ่งเป็ที่นั่งหันหน้าเข้าหากันสองแถวมีอาเบลนั่งอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งที่ติดกับฝั่งคนขับมีเยว่เฟิงที่ร่างกายกลับเป็ปกติแล้ว และนอร่านั่งอยู่
“อาเบล แล้วเรามากันแค่นี้นายคิดว่าโอเคแน่นะ เพราะในคำสั่งสภาบอกให้หน่วยของพวกเรามารับคำสั่งพร้อมกันทุกคน” วิคเตอร์ถามมาจากที่นั่งคนขับ
“ไม่เป็ไรหรอกวิคเตอร์ ฉันแจ้งทางสภาเรียบร้อยแล้วว่าเราจะมากันแค่ห้าคน เพราะวลาด ชาโดว์ และโจจิควรได้รับการพักผ่อน เนื่องจากช่วยป้องกันเมืองไว้เมื่อวาน” อาเบลตอบกลับวิคเตอร์ด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นก็โอเค ว่าแต่นอร่า เธอได้ไปดูโจจิหรือยังว่าหมอนั่นเป็ยังไงบ้าง” วิคเตอร์ถามนอร่าขึ้นมา
“ยังเลย... ฉัน... ยังไม่พร้อมจะคุยกับโจจิน่ะ” นอร่าตอบมาด้วยเสียงหวาน ๆ เบา ๆ พร้อมกับหลุบตาลง
คำตอบของนอร่าทำให้บทสนทนาสั้น ๆ จบลงอย่างรวดเร็ว และบังเกิดความเงียบขึ้นมาบนรถอีกครั้งหนึ่ง
“อาเบล นายว่าเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ มีความเกี่ยวข้องกับการถูกเรียกตัวด่วนของพวกเราหรือไม่นะ?”
“เป็ไปได้นะวิคเตอร์ แต่ฉันยังไม่อยากด่วนสรุปอะไรตอนนี้ แม้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ มันจะดูประจวบเหมาะกันจนน่าแปลกใจ อีกทั้งเื่ที่เราคุยกันไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับพวกทรินิตี้และคาล เหตุการณ์นั้นมันก็ดูมีพิรุธอะไรหลาย ๆ อย่างกับพฤติกรรมของพวกนั้นจนไม่น่าเชื่อ”
“มันก็แค่พวกโง่ ๆ ทำอะไรโง่ ๆ แค่นั้นแหละ เฮอะ” เรย์ค่อนแขะ
“เรย์ เธอเองก็ไม่คิดเหรอว่ามันมีอะไรแปลก ๆ ปกติมันไม่น่าจะกล้าลงมือกับคนที่มีพลังระดับเธอในที่สาธารณะเลยนะ” วิคเตอร์ถาม
“ฉันไม่สนใจ โอเคมั้ยวิคเตอร์ ฉันไม่ชอบพวกมันสักคน ทั้งทรินิตี้ ทั้งสตัรคเกอร์ และถ้ามีโอกาสฉันจะฆ่าพวกมันให้เรียบ”
“เรย์ เธอใจเย็น ๆ ลงหน่อยดีกว่า ฉันไม่อยากเห็นท่าทีแบบนี้จากเธอเลย ยิ่งต่อหน้าของสภา เธอรู้ใช่มั้ยว่าเธอแสดงออกแบบนี้ไม่ได้นะเรย์”
“ฉันรู้น่าอาเบล ฉันแค่.. แค่ไม่ชอบทั้งทรินิตี้และสตรัคเกอร์ พวกนายก็รู้อยู่แล้ว ถ้านายไม่อยากได้ยินอะไรแย่ ๆ จากฉันช่วยพูดเื่พวกนี้ตอนที่ฉันไม่อยู่ละกันนะ ถือว่าฉันขอร้อง”
ความเงียบบังเกิดขึ้นในลีฟอีกครั้ง
ลีฟยังแล่นไปด้วยความเงียบอีกพักใหญ่จนกระทั่งเข้าจอดที่หน้าอาคารแห่งหนึ่ง
อาคารแห่งนี้มีลักษณะคล้าย ๆ กับเรือลำใหญ่ที่มีปีกแผ่ออกไปทั้งสองข้าง ความยาวรวม ๆ ของทั้งอาคารไม่น่าจะต่ำกว่าสามร้อยเมตร
ความสูงของอาคารน่าจะประมาณตึกเจ็ดชั้นบนโลกเบื้องบน
ด้านหน้าของอาคารมีตัวอักษรภาษาอังกฤษเขียนว่า ARCH
ที่นี่คือที่ตั้งของสภาปกครองแห่งสายพันธุ์โดมินาริทั้งหมด สภาแห่งนี้จะทำหน้าที่ร่างนโยบาย ออกกฎหมาย ข้อปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อควบคุมให้วิถีชีวิตของเหล่าโฮโมโดมินาริดำเนินได้ต่อไปตราบนานแสนนาน และแน่นอนว่าเมื่อมีผู้ใดที่ทำผิดแผกจากกฎและข้อกำหนดเ่าั้ ย่อมต้องถูกลงฑัณฑ์
สมาชิกของสภาทั้งสิบสองได้มาจากการคัดเลือกโดยเหล่าผู้คงอยู่ทั้งห้า โดมินาริห้าคนที่มีชีวิตยืนยาวเหนือกว่าเหล่าผองโดมินาริทั้งมวล เว้นแต่เพียงโดมินาริเพียงผู้เดียว... อาดัม บุรุษตั้งต้น ผู้ถือเป็ต้นกำเนิดแห่งโดมินาริทั้งมวล
จำนวนสิบสองนั้นมาจากเมื่อครั้งโบราณกาลที่โดมินาริตัดสินใจจะตัดขาดจากเซเปียนส์ ผู้นำโดมินาริสิบสองคนจึงได้ทำการอพยพโดมินาริส่วนใหญ่มาสู่เรมูเลียแห่งนี้
ภายใต้สภายังมีหน่วยงานอีกจำนวนมากมายที่รับหน้าที่คอยทำให้สังคมของโดมินาริเป็ไปตามนโยบาย ข้อกฎหมายเ่าั้
หน่วยงานต่าง ๆ เ่าั้รวมถึงหน่วยงานดูแลความสงบและกำจัดภัยคุกคามต่อโดมินาริอยู่ด้วย
“อาเบลหัวหน้าหน่วยงานดูแลความสงบและกำจัดภัยคุกคามต่อโดมินาริหน่วยที่สิบเอ็ดขอรายงานตัวกับสภาฯ ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน”
เสียงของอาเบลดังขึ้นในห้องโถงกว้างที่มีเพดานสูงสภาพคล้ายกับโรงละคร ด้านหน้าของอาเบลห่างออกไปประมาณห้าเมตรเป็ยกพื้นที่สูงแทบจะท่วมหัวผู้ชายตัวโต ๆ มิด บนยกพื้นนั่นมีเก้าอี้ตัวใหญ่ตั้งเรียงกันเป็รูปครึ่งวงกลมสิบสองตัว
อาเบลบนรถเข็นเงยหน้ามองขึ้นไปยังเก้าอี้เ่าั้ ส่วนคนอื่น ๆ ยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ด้านหลังของอาเบล
แสงสลัวภายในห้องทำให้มองเห็นเพียงเงาร่างของเก้าอี้สิบสองตัวเท่านั้น แต่ถึงจะเป็แค่เงาร่าง ที่นั่งทั้งสิบสองนั้นก็สร้างแรงกดดันให้กับผู้ที่อยู่ในห้องนั้นเหลือเกิน
“อาเบล ดีใจเหลือเกินที่ได้พบท่านอีก กี่ร้อยปีแล้วนะที่เราไม่ได้พบกัน” เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังออกมาจากเก้าอี้ตัวหนึ่งที่อยู่กึ่งกลางทั้งสิบสองตัวนั้น
“เซท นานเหลือเกิน ข้ารำลึกถึงท่านเช่นกัน” อาเบลกล่าวพร้อมก้มหน้าทำท่าเหมือนกับเคารพชายผู้นั้น
“ท่านยังคงนั่งอยู่บนรถเข็นนั่น.. แปลว่าท่านยังลืมเื่นั้นไม่ได้ซินะ”
“เป็ดังนั้นเซท เื่บางเื่ใช้เวลาเพียงวูบเดียวเพื่อเกิดขึ้น แต่กลับสัดส่วนของเวลาหลังจากนั้นแทบทั้งหมดเพื่อหวนคิดถึงมัน”
เซทเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นก็กล่าวขึ้นมาว่า
“ดีใจที่ได้เจอพวกท่านเช่นกัน เยว่เฟิง นอร่า วิคเตอร์ และเรย์”
“ยินดีที่ได้เจอท่านเช่นกันเซท” ทั้งหมดตอบกลับอย่างพร้อมเพียง
“ขอบคุณทุกท่านที่เดินทางมาอย่างพร้อมเพรียงกัน และน่าเสียดายที่วลาดิเมียร์ โจจิ และชาโดว์ ไม่สามารถเข้ามาพบกับพวกเราได้วันนี้ อย่างไรก็ดีต้องขอฝากคำขอบคุณที่พวกเขาช่วยปกป้องเมืองของพวกเราไม่ให้เกิดความเสียหายไปมากกว่านี้...” เซทกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่ แต่ไม่ทันที่เขาจะพูดจบก็มีเสียงตบแขนเก้าอี้ดังปัง
“ไอ้พวกอันเดด ด้วยเกียรติแห่งเผ่าพันธุ์ไลแคน ข้าขอรับรองว่าพวกมันจะต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม” ไลคาออนคำรามลั่น
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านดีไลคาออน เื่นั้นเป็ประเด็นที่เราต้องหาทางจัดการกันต่อ สำหรับประเด็นสำคัญที่ข้าเรียกทุกท่านมา ข้าเชื่อว่าพวกท่านบางคนทราบเื่แล้ว” เซทพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงพร้อมกับหันหน้าไปยังเก้าอี้ตัวหนึ่งทางด้านซ้าย ...ซึ่งปรากฏว่ามันว่างเปล่า
“อาเบลข้าต้องขอแจ้งกับท่านว่า... อาเวนพี่น้องของพวกเรา หนึ่งในสิบสองสภาฯ ได้หายตัวไป!”
จบตอนที่ 12