“ให้ตายเหอะ คุณจะส่งเมิ่งเซียนมาทำไม แบบนี้ไม่ใช่ว่าจะทำให้ผมโดนเพ่งเล็งหรือยังไง”
เป็วันหยุดที่อเล็กเซย์ขับรถบึ่งออกมาั้แ่เช้าหลังจากเปิดเจอข้อความชวนให้ขนหัวลุก
“ผมตั้งใจทำงานตัวเป็เกลียวขนาดนี้ ขอร้องล่ะ ไม่ว่าคุณมีแผนอะไร อย่าลากผมเข้าไปเลย แค่เขารู้ว่าคุณให้ผมรับผิดชอบโปรเจกต์นั้น ก็เรียกผมไปหา แล้วพูดแต่เื่น่าปวดหัว”
“เขาพูดว่าอะไรบ้าง” อเล็กเซย์เลิกคิ้ว ก่อนจะเปิดคลิปเสียงแล้ววางมันลงบนโต๊ะ ทำหน้าซังกะตาย
ความฝันของเขาคือการอยู่เฉยๆ แล้วมีเงินทองใช้ไม่ขาดมือนั่งกินนอนกิน ฟ้าส่งให้เขามาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย ถึงแม้ว่าครอบครัวเขาออกจะบิดเบี้ยวไปหน่อยก็เถอะ แต่ดันถูกบีบให้ทำงานงกๆ อยู่ทุกวัน ถ้าจะใช้งานหนักขนาดนี้นอกจากพระเ้าจะส่งมาเกิดในครอบครัวชนชั้นสูงแล้วก็ควรประทานหัวสมองอันชาญฉลาดมาด้วยสิ แต่นี่เขาต้องใช้พลังกายและใจทั้งหมดทุ่มใส่งานจนแม้แต่เวลากินข้าวก็ยังไม่กล้าไปกิน มันเกินไปหน่อยไหม อเล็กเซย์จิ๊ปากก่อนจะคิดได้ว่าบางทีเขาอาจต้องใช้ไม้อ่อน
“คาร์ล คุณเหมือนพี่น้องผมมากกว่าน้าหลานเสียอีก คุณไม่รู้เหรอว่าผม้าอะไร แม่อยากให้ผมช่วยงานคุณผมก็เข้ามาแล้ว ตาบอกให้คุณโยนโครงการใหญ่ให้ทำ ผมก็ทำ คุณฟังทุกคนในบ้าน ยกเว้นผม อำนาจของ
โกลเดนเบิร์กมากมาย ถ้าคุณคิดจัดการปัญหาอะไรสักอย่างมันไม่ได้ยากไม่ใช่หรือ จะโยนงานพวกนั้นมาให้คนที่มีสมองอันน้อยนิดแบบผมทำไมกัน คนที่บริหารเก่งกว่าผมตั้งมากมายเราก็ใช้เงินแก้ปัญหาจ้างพวกเขาเสียสิ ดีไหม” เกลี้ยกล่อมสุดๆ
“ฉันไม่อยากใช้วิธีนั้น” ไม่สนใจคำพูดกันเลยสักนิด เอาแต่กดโทรศัพท์ในมือ
“น่าเบื่อเป็บ้า” ไม้อ่อนไม่ได้ผล
หงุดหงิดจะตายชัก ครอบครัวเขามีใครพูดคุยได้บ้างเนี่ย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบ้านใหญ่แค่เดินเข้าไปชะตาหัวก็ขาดแล้ว ระหว่างที่กำลังหงุดหงิดงุ่นง่าน อเล็กเซย์ก็เดินไปเจอกับต้นแคคตัสริมหน้าต่างมันถูกวางบนเก้าอี้ตกแต่งรอบข้างด้วยหินและตุ๊กตาเซรามิก มองไปที่แผ่นป้ายกราฟฟิกวิธีการดูแลเล็กน้อย ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา เขาเหลือบมองคาร์ลที่นั่งเช็กข้อมูลในหน้าจอไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย ไม้อ่อนไม่ได้ผล งั้นก็...
“เ้านี่คุณซื้อมาจากไหน ผมชอบมัน ผมขอนะ” ว่าแล้วก็ยกกระถางเซรามิกขึ้นมา คาร์ลเหลือบมองเล็กน้อยพอรู้ว่าเ้าหลานตัวดีกำลังจะทำอะไรก็ไม่สามารถรักษาสีหน้าได้อีกต่อไป
“วางมันลง”
“ผมชอบมัน ให้มันปลอบขวัญผมไม่ได้เหรอ เดี๋ยวผมซื้ออันใหม่มาแลก” พูดด้วยท่าทางยียวน
“วางมันลง”
“ว้า พูดอะไร ไม่ได้ยินเลย” ทำท่าว่าจะเดินออกจากห้อง
“พี่เหรอ อเล็กซ์มัน....”
อเล็กเซย์ตาเหลือก หันกลับมามองคาร์ลที่ยกโทรศัพท์แนบหู เขาหลอกอเล็กเซย์และมันได้ผล
“คุณอายุเท่าไหร่แล้ว หา เป็เด็กหรือไง มีอะไรก็ฟ้องแม่เนี่ย ผมคืนแล้วนี่ไงคืนแล้ว” ะโโวยวายแล้ววางต้นแคคตัสราคาไม่กี่เหรียญไว้บนชั้นรองเท้า
“เอามานี่” คาร์ลแบมือ นั่นทำให้อเล็กเซย์ต้องเอามันไปวางบนมือหนา สีหน้าไม่สบอารมณ์ด้วยกันทั้งคู่
“เื่เอเดรียน เขาอยากทำอะไรก็ปล่อยเขาไปก่อน นายเเค่เล่นตามน้ำไปก็พอ ส่วนเื่งาน ก็เพราะนายเป็เหมือนพี่น้องฉัน ดังนั้นไม่ว่าเื่อะไรก็ตาม เราต้องรับผิดชอบร่วมกันยังไงล่ะ ให้ฉันทำงานเลี้ยงนายหรือ ฝันไปเถอะ” ได้ฟังแล้วอเล็กเซย์ก็ทำหน้าซังกะตาย
“นี่ฉันเกิดมาในครอบครัวคนรวยทำไมวะเนี่ย”
“อย่าบ่น นั่นประตู” ไล่กันขนาดนี้ ไม่อยู่ก็ได้ เขาหันหลังกลับไปก่อนจะถูกเรียกไว้อีก
“อะไรอีกล่ะ แค่มาระบายด้วยเนี่ย จะบ่นทำไมนักหนา ให้ผมมีพื้นที่ได้ระบายบ้างเถอะ”
“ไม่ได้จะว่า”
“แล้วอะไร”
คาร์ลเดินไปหยิบถุงกระดาษขนาดใหญ่มาใบนึง มองจากภายนอกก็ไม่แน่ใจว่าด้านในเป็อะไร อเล็กเซย์รับมาถือไว้ ก่อนจะเห็นว่าด้านในเป็ชุดนอนเข้าเซตน่ารักมาก จะยิ้มก็ไม่ได้จะร้องไห้ก็ไม่ออก สีหน้าที่แสดงออกมาจึงแปลกพิลึก
“อาทิตย์ก่อนฉันกลับบ้าน แม่นายฝากมา” อเล็กเซย์เหมือนเดินลอยออกมาจากห้อง จริงๆ คือถูกผลัก เขาจิ๊ปากก่อนจะเดินเข้าลิฟต์แล้วกดไปยังโซนจอดรถเฉพาะของคาร์ล
ระหว่างที่อยู่ในลิฟต์อเล็กเซย์ก็ขมวดคิ้วมุ่น ‘เอเดรียน โอเดนบรู๊ค’ คือชื่อพ่อของอเล็กเซย์ เป็คนที่ทำให้เขาเกิดมา โอเดนบรู๊คแตกหักกับ
โกลเดนเบิร์กมานาน ั้แ่จำความได้เขาก็ถูกเลี้ยงโดยครอบครัวฝั่งแม่
พ่อเริ่มเข้ามาในชีวิตตอนเขาอยู่มัธยมปลาย ถึงอย่างนั้นในหนึ่งปีก็เจอกันแบบนับครั้งได้
โอเดนบรู๊คเพิ่งจะเข้ามามีบทบาทจริงจังในชีวิตเขาหลังจากที่เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แม้แต่คนที่โง่ที่สุดก็รู้ว่าโอเดนบรู๊คคาดหวังอะไรจากการเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับโกลเดนเบิร์ก ปราการรับแรงกระแทกตอนนี้คือคาร์ล หากเขาเคลื่อนไหวอะไรที่ส่งผลดีต่อโอเดนบรู๊ค คนที่จะรับลูกไม้สกปรกก็หนีไม่พ้นคาร์ล ไม่พูดออกไปใช่ว่าจะไม่เป็ห่วง อเล็กเซย์ไม่แน่ใจว่าคาร์ลคิดจะทำอะไร แต่เขารู้ว่ายิ่งเขาไต่ขึ้นไปสูงเท่าไหร่ คนที่กำลังจะถูกผลักตกลงไปคือน้าชายของตัวเอง
⚖️
อเล็กเซย์เครียดแทบตาย สุดท้ายก็มายืนอ้าปากค้างอยู่ในลานจอดรถ เหมือนภาพฉายซ้ำ รถเขาหายไปอีกแล้ว อเล็กเซย์ได้แต่ตีอกชกหัวตัวเอง แค่แคคตัสต้นเดียว ไอ้ต้นที่จะตายแหล่ไม่ตายแหล่นั่นต้นเดียว ไอ้บ้าเอ้ย แน่นอนเขาทำอะไรไม่ได้ โทรเรียกใครมาช่วยก็ไม่ได้ จำใจต้องลงไปล๊อบบี้แล้วรอให้ทางคอนโดเรียกรถให้ บัดซบ อยากกรี้ดออกมาแต่ตาดันเหลือบไปเห็นกล้องวงจรปิด
อเล็กเซย์จำใจเดินลงบันไดอีกรอบ ทว่าคราวนี้ดันเจอกับ โจทก์เก่า ‘สามภพ’ อีกฝ่ายกำลังเดินขึ้นมาขณะที่เขากำลังจะเดินลงไป
“...” มองตากันปริบๆ
แล้วเ้าบ้านี่มาทำอะไรที่บันไดน่ะหา ถามหน่อย มีบัตรสำหรับใช้ลิฟต์ส่วนบุคคลไม่ใช่หรือไงแล้วมาทำอะไรตรงบันไดน่ะหา อเล็กเซย์อยากจะกรีดร้องออกมา ยิ่งตอนเห็นสามภพมองตุ๊กตาหมีตัวโตบนเสื้อสลับกับรองเท้าแตะแล้วเขาอยากปาถุงกระดาษในมือใส่คนตรงหน้าจริงๆ เพียงแต่ว่าของด้านในมันจะทำให้เขาขายหน้ามากกว่าเดิมน่ะสิ
“มาทำอะไรตรงนี้”
“แล้วนายมาทำอะไรตรงนี้ล่ะ” ไม่ตอบแถมยังยียวนกลับ
“ถูกแกล้งมาอีกแล้วหรือไง”
อึ่ก สะอึกเลย จี้ใจดำชะมัด ใช้คำพูดให้มันดูน่าเกรงขามกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไงวะฮะ อเล็กเซย์ขมวดคิ้วมุ่น ไม่อยากเสวนาด้วยเลยว่ะ ไม่ถูกชะตา
ข้อแรกเลยเขาเคยเรียนห้องเดียวกันหนึ่งปีการศึกษาก่อนที่อเล็กเซย์จะถูกเชิญไปอยู่ห้องที่เก่งน้อยกว่าเดิมไปหน่อย ส่วนสามภพคือท้อปสามของโรงเรียนทุกปี สมญานามรวยแต่โง่ เทียบกับความเทพของคนตรงหน้านี้จะไม่ให้อเล็กเซย์รู้สึกไม่ถูกชะตาได้อย่างไร
แค่นั้นยังไม่พอ พอเขาคิดจะจริงจังกับผู้หญิงสักคน อีกฝ่ายก็ดันมาสนใจผู้หญิงคนเดียวกัน แล้วด้วยสมองน้อยๆ ของเขาบวกกับสภาพการทำงานตอนนี้ นอกจากเื่งานแล้วก็ไม่สามารถคิดเื่อื่นได้ เคยพยายามไปเทียวไล้เทียวขื่ออยู่สักพัก ก่อนจะพบสภาวะน็อกยาวตื่นขึ้นมาทำงานไม่ได้ถึงสองวัน ให้ชาวบ้านเอาไปนินทาใส่สีตีไข่ไปร้อยแปด เื่โจษจันในบริษัทแค่ไหนทำไมจะไม่รู้ ได้แต่อยู่ไปเนียนๆ สุดท้ายพอต้องให้เลือกระหว่างความรักที่ยังไม่ทันเริ่มต้นกับครอบครัวที่รอปาดคอเขาอยู่ อเล็กเซย์ผู้รักตัวกลัวตายย่อมต้องเลือกครอบครัว ดังนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้หญิงที่เขาปลื้มใจหลุดลอยไปไกลโขแล้ว น่าโมโหชะมัด
“ไปที่รถกัน เดี๋ยวไปส่ง”
“ไม่ต้องมาทำดีกับฉันหรอกนะ ทำธุระของนายไปเถอะ ไปละ”
อเล็กเซย์ว่าแล้วก็ตบไหล่อีกฝ่ายดังแปะๆ จากนั้นก็เดินลงบันไดไป ระหว่างที่สวนกันข้อมือเขากลับถูกคว้าไว้ ไอ้บ้านี่ จะลองดีใช่ไหมหา
“ชั้นเห็นสภาพนายแล้ว แต่นายคงไม่อยากให้คนอื่นเห็นมากกว่านี้ใช่ไหม ไปด้วยกันเถอะ ฉันไปส่ง”
‘สภาพ’ เลยเหรอ? ไอ้บ้านี่มองเขายับเยินขนาดไหนกัน
⚖️
แล้วก็มานั่งอยู่ในรถศัตรูจนได้ อเล็กเซย์มองพวงกุญแจรูปเป็ดสีขาวถูกห้อยอยู่กับกระจก ชอบผู้หญิงคนเดียวกันไม่พอ ยังมาชอบตัวการ์ตูนตัวเดียวกันอีก ทำไมขี้ก้อปนักฮะ ถามหน่อย ใจอเล็กเซย์ตีกันวุ่นวาย แม้ไม่พูดออกมาแต่ทุกอย่างก็แสดงออกทางสีหน้าชัดเจนจนสามภพหลุดขำ
“อะไรติดคอเหรอ” อดจิกกัดออกไปไม่ได้ ยิ่งเห็นว่าอีกคนอารมณ์ดียิ่งหงุดหงิด
“นายนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะ”
“หมายความว่ายังไง”
“นายเอาแต่วิ่งตามคาร์ล”
อเล็กเซย์ไม่ชอบใจ ไม่รู้ว่าคนพูดมีเจตนาอะไร รู้สึกเหมือนว่าตัวเองตัดสินใจผิดพลาดที่ปล่อยให้อีกฝ่ายลากขึ้นรถมาง่ายๆ ทีนี้จะหนีก็หนีไม่พ้น เอาตัวเองมาทรมานโดยแท้
“เขาเป็ครอบครัวฉัน ไม่วิ่งตามเขาจะให้วิ่งตามนายหรือไง ประสาท”
สามภพถึงกับนิ่งไป จริงๆ แล้วไม่ใช่อเล็กเซย์ที่วิ่งตามคาร์ลหรอก อีกฝ่ายกำลังถูกคาร์ลดึงขึ้นไปเพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกัน คนที่วิ่งตามหลังคาร์ลมันเขาต่างหาก อย่างอเล็กเซย์ไม่มีทางวิ่งตามเขาแน่นอนอยู่แล้ว
“แต่ว่าอย่าพูดถึงเขาให้โมโหมากกว่านี้เลย จิ๊”
“นายโตขนาดนี้เขายังแกล้งนายได้อีกเหรอ” พูดจบก็ถูกมองตาขวาง
“ฉันก็ปล่อยไปแค่่นี้เท่านั้นแหละ แก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย” คิดถึงตอนที่เขายืนเคว้งกลางลานจอดรถแล้วมันน่าเจ็บใจ เพราะแคคตัสต้นเดียว คอยดูสิเขาจะขโมยมันเข้าสักวัน
“ไหนว่าเป็ครอบครัว” สามภพกลั้นขำเมื่อกี้ยังดูเหมือนรักใคร่กลมเกลียว นาทีต่อมาบอกรอวันเอาคืน
“นายเคยเห็นพี่น้องบ้านไหน กอดกันบอกรักกันบ้างล่ะ หา น่ารำคาญเป็บ้าเลย ขับไปอย่างเดียวไม่ได้หรือไง จะพูดอะไรเยอะแยะ นายสนิทกับฉันั้แ่เมื่อไหร่ฮะ ถามขนาดนี้ก็มาเกาะติดขอบเตียงฉันเลยไหมเล่า” ดูท่าว่าจะโมโหมากจริงๆ เช้าขนาดนี้ซ้ำยังออกจากบ้านมาสภาพเหมือนเพิ่งตื่นอาจจะรีบมาจนไม่ได้กินอะไร พอหิวก็จะโมโหง่ายกว่าปกติสินะ
“หิวไหม”
“...” อะไรอีกล่ะ น่ารำคาญเป็บ้าเลย
“จะลงไปซื้อให้ หิวไหมครับ”
“หิว”
สามภพเลี้ยวรถเข้าไปยังร้านเบอเกอร์ขึ้นชื่อ ก่อนจะรีบวิ่งลงไป
อเล็กเซย์นั่งเคาะคอนโซลรถก่อนจะดีดเ้าตุ๊กตาเป็ดอย่างแรง โทษฐานเลือกเ้าของได้ห่วยแตก หลังลงมือกับสิ่งของเขาก็เบนสายตาไปยังกระจกข้างรถ มองคนที่ถือถุงกระดาษไว้ในมือ สามภพมองซ้ายขวาแล้วเดินกลับมาทางรถ
...ก็หล่อดี แต่น้อยกว่าเขาเยอะ อย่างน้อยเื่หน้าตาอเล็กเซย์มั่นใจว่าไม่แพ้ เขายืดตัวขึ้น ก่อนจะตัวยอบลงเพราะคิดว่าสุดท้ายเมิ่งเมิ่งก็ไม่ชอบตัวเองอยู่ดี พอสามภพเปิดประตูเข้ามาก็ยื่นถุงเบอเกอร์ให้คนที่นั่งรออยู่
อเล็กเซย์เอาเบอเกอร์ออกมากัดคำโตแถมยังกระดิกเท้าเป็จังหวะ ดูเหมือนก่อนหน้านี้จะโมโหหิวจริงๆ สินะ...
“มองอะไร ขับรถไปสิ” เปิดโอกาสให้ขนาดนี้ พ่อจะใช้อย่างทาสไปตลอดทางเลยคอยดู
คนสองคนคิดกันไปคนละเื่...คนนึงพระเอก ส่วนอีกคนตัวร้าย?
⚖️
ปลายฤดูร้อน ณ โรงเรียนทำอาหาร
เดือนกว่าหลังจากสมัครเรียน ในที่สุดเฉินรุ่ยก็ได้เข้ามาเรียนอย่างจริงจัง ในตอนเช้าจะเรียนเป็ทฤษฎีต่างๆ เช่นโภชนาการ กฎหมายการประกอบอาหารและการดำเนินธุรกิจร้านอาหารเป็ต้น ส่วนใน่บ่ายจะเป็การลงมือปฏิบัติจริง
เสียงกระทบกันของเครื่องครัวดังขึ้น เฉินรุ่ยก็เป็หนึ่งในคนเ่าั้ที่กำลังขะมักเขม้นกับการแล่เนื้อใส่ลงไปในหม้อน้ำซุปที่กำลังเดือด กลิ่นอาหารยังสามารถจรรโลงใจเขาได้เสมอ ไม่นานกลิ่นของเนื้อและน้ำซุปก็กระจายไปทั่วทั้งห้อง นักเรียนต่างก็จัดตกแต่งหน้าตาของชามตัวเองให้ดูดีที่สุด
หลังจากนั้นอาจารย์และผู้ช่วยจะเดินตรวจชิมว่าอาหารแต่ละคนมีรสชาติตามมาตรฐานของโรงเรียนหรือไม่ เมื่อจบคอร์สเฉินรุ่ยก็เอากระบอกใส่อาหารแบบเก็บความร้อนสองอันออกมา หมุนเปิดฝาตักซุปใส่ลงไป ก่อนจะเก็บชุดมีดที่ซื้อเป็ของตัวเองไปล้างเช็ดจนแห้ง แล้วก็เก็บเข้ากระเป๋าใส่คืนช่องที่
ว่างอยู่
หลังจากเรียนเสร็จเขาก็ลงไปรอเวลาที่ฮ่าวกงจะมารับกลับบ้าน
เฉินรุ่ยไม่ได้เจอกับคาร์ลมาเดือนกว่าแล้ว ที่คิดถึงไม่ได้แปลว่าอยากเจอ แค่นึกขึ้นได้เท่านั้น
เฉินรุ่ยนั่งกระดิกเท้าไปมา มองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม สิ้นสุดหน้าร้อนเริ่มจะเข้าหน้าฝนแล้ว ฟ้าแบบนี้อีกไม่นานฝนคงจะตกลงมา ั้แ่พี่เมิ่งเซียนย้ายไปทำงานกับอเล็กเซย์ก็กลายเป็ว่าทุกวันนี้เธอบ่นเก่งขึ้นกว่าเดิมมาก แม้ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่แต่เขาก็พยายามเก็บข้อมูลที่ได้ยินไว้ส่วนหนึ่ง เ้านายเก่าเขาเป็ถึงตัวร้าย คนคนนี้ย่อมมีผลต่อเนื้อเื่มหาศาลตราบใดที่เขายังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ย่อมได้รับอิทธิพลจากตัวละครหลักไม่มากก็น้อย
เพราะว่าเฉินรุ่นเห็นภาพที่ตัวเองเคยรับใช้โอเดนบรู๊ค เขาจึงมอง
อเล็กเซย์ผ่านอคติ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ควรไว้ใจคนพวกนี้ นั่นทำให้หลังเลิกเรียนในบางวันเขาจะใช้เวลาในการตรวจเช็กความเคลื่อนไหวทางธุรกิจของโอเดนบรู๊ค สัมปทานและการติดต่อเจรจาคู่ค้าสำคัญ ไม่ว่าในทางสว่างหรือในที่มืดก็ตาม
เฉินรุ่ยปล่อยเวลาให้ผ่านไปขณะนั่งรอ คิดอะไรเรื่อยเปื่อย เขาไม่ได้รีบอยู่แล้ว คาร์ล โกลเดนเบิร์ก ชื่อนี้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง อาจเพราะไม่ค่อยมีคนทำดีกับเขามากนักในชีวิตก่อน เื่ดีในชีวิตเกิดขึ้นไม่มาก เื่ให้นึกถึงจึงไม่มี ในชีวิตนี้พอมี่เวลาที่ดีสักนิด เขาจึงคิดถึงมันซ้ำไปมา
เฉินรุ่ยปล่อยใจไปสักพักก็ได้ข้อสรุปบทหนึ่งสำหรับเขากับคาร์ล คือเื่บังเอิญไม่เคยเกิดขึ้นซ้ำ เื่บังเอิญมักเกิดขึ้นในครั้งแรก ในครั้งต่อมามันคือความตั้งใจ ดังนั้นคนสองคนที่ชีวิตอยู่บนจุดสูงสุดและต่ำสุดจะไม่มีทางพบกันได้ โลกไม่ได้ใจดีขนาดนั้น
มือถือของเฉินรุ่ยสั่น ดึงเขาออกจากภวังค์ความคิด
“ครับ”
เป็ฮ่าวกง อีกฝ่ายมาถึงแล้ว เฉินรุ่ยลุกขึ้นเดินไปยังที่จอดรถ ชีวิตเขาก็ดำเนินไปแบบนี้ พอเดินไปถึงชั้นจอดรถก็เห็นฮ่าวกงยืนพิงรถอยู่ เขาเดินเข้าไปยื่นซุปที่ตักแบ่งไว้ส่วนหนึ่งให้คนอายุมากกว่า
“คืออะไรน่ะ”
“ซุปกระดูกวัวครับ”
“ขอบใจ ปะ ขึ้นรถเถอะ”
เฉินรุ่ยขึ้นนั่งบนรถรัดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย ฮ่าวกงขับมาส่งถึงคอนโดแล้วจึงวนรถออกไป ระหว่างที่เขาเดินเข้าคอนโด เสียงชัตเตอร์จากมุมที่ห่างออกไปก็ดังขึ้น แม้ไม่ได้ยินแต่สัญชาตญาณก็ทำให้ฝีเท้าเฉินรุ่ยหยุดลง จากนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินต่อ เพื่อไม่ให้ใครก็ตามที่กำลังเฝ้าดูผิดสังเกต เมื่อเข้าไปในลิฟต์แล้วถึงค่อยหันกลับมา สายตาที่มองตรงออกมานั้นสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบก่อนประตูลิฟต์จะปิดตัวลง
⚖️