วันเดือนเคลื่อนคล้อย ดินแดนจิตรกร้างเงียบงันสรรพสิ่งไร้สำเนียง จักรพรรดิาผู้บ้าคลั่งกลับไปเมื่อสองวันก่อนแล้ว บัดนี้เฟยหลางได้เรียนรู้หลายสิ่งมามากมาย สมัญญาเทพามิใช่ว่าได้มาโดยโชคลาภ
หลังจากที่บรรลุปลุกพลังสายเืได้สำเร็จ สายฟ้าที่ล้อมรอบกายก็กลับกลายเป็สีม่วงเป็เอกลักษณ์โดดเด่นสมรรถภาพทางกายก็คล้ายจะสูงขึ้นมากสมดั่งคำว่า์ประทานพร
“กระนั้นแล้วท่านปู่ก็ยังไม่เคยเอื้อมถึงจุดนี้ การหวนคืนของสายโลหิต” ครั้นแหงนหน้ามองดาวเดือน ดาวหมองแสง จันทราเมฆาบัง ก็ได้แต่เศร้าใจในตอนนี้ไม่มีใครที่จะมาชมเชยความสำเร็จนี้แล้วกระมัง แต่กลับรู้สึกได้ว่าทุกคนในตระกูลกำลังเฝ้ามองจากที่ใดสักแห่ง “พวกท่านช่างตระหนี่คำชมยิ่งนัก”
ในตอนที่ดวงฤทัยหมองมัวก็ได้หวนรำลึกเื่ราวเมื่อกาลก่อน ที่บ้านหลังเล็กในเขตสกุลเฟย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในทวีปพยัคฆ์ภูต
สงบสุขโลกหล้าใต้การปกครองของตระกูลเฟยและสามตระกูลราชัน ใต้ชื่อราชันพวกเขาจึงมีหน้าที่ปกป้องดูแลทุกพื้นที่ของยุทธจักร จากโจรร้าย สัตว์อสูรหรือตัวตนที่เริ่มจะปรากฎออกมาเป็บางคราวเช่นเผ่ามาร
ที่ลานฝึกซ้อมกว้างใหญ่ ใต้ต้นบ๊วยยามหนาวผลิบานดอกขาวสู้ลมพายุยามนี้เฟยหลางเป็เพียงเด็กอายุแปดลมหนาว ในมือมีตำราอยู่เล่ม บนโต๊ะไม้แดงอีกหลายเล่ม ทว่าในแววตากลับไม่มีความเบื่อหน่าย ตัวเขาเป็เพียงคนไม่พร์ในการฝึกตนจึงได้หันมาศึกษาหกศิลป์ แม้จะรู้และแตกฉานในวิชา ทว่าก็มีเพียงค่ายกลเท่านั้นที่สามารถบรรลุขอบเขตจิตสัจธรรมแท้จริง
ครั้นมองเห็นชายชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาก็วางหนังสือลง แล้วลุกขึ้น ประสานมือเคารพ “ท่านประมุข!”
ชายชราในอาภรณ์แพรไหมสีดำ ปักลวดลายพยัคฆ์ขาวอันประณีต สีตัดกับทุกอย่างบนร่างกายที่ขาวโพลนเย้ยจันทรา “เ้ารู้หรือไม่ ในอดีตมีผู้ฝึกหกศิลป์จนเก่งกาจสามารถบรรลุมรรคาขึ้น์ไปได้” เขาเอ่ยขึ้นกลางความเงียบงัน
เฟยหลางไม่ค่อยมีความสัมพันธ์อันดีกับปู่ของตนเฟยหลงหยางมากนัก ชายชราผู้นี้มีภาระมาก การพบกันแต่ละครั้งยากเสียยิ่งกว่าเจอสตรีงาม ทั้งสองแม้จะอยู่ใกล้กันทว่าก็เหมือนมีสายน้ำกั้นกลาง ต่างฝ่ายต่างเงียบคอยสังเกตท่าทีของฝ่ายตรงข้าม
“เช่นนั้นข้าก็จะฝึกค่ายกลจนเข้าถึงมรรคาแล้วใช้มันเปิดประตูสู่์ด้วยตนเอง” บุรุษร่างเล็กตอบ ดวงตาฉายแววสุกใสดุจหยก ยามสายลมพัดมาเรือนผมก็พริ้วขึ้นมาเป็สายเป็ภาพที่น่าประทับใจ ถึงไม่มีลมปราณสูงส่งแต่กลับมีท่าทางที่น่าเคารพ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วกระมัง
“ทะเยอทะยานเป็เื่ที่ดี ทว่าโลกนี้โหดร้ายสักวันคงได้รู้ด้วยตนเอง เพียงว่าความสามารถของเ้าก็ไม่ใช่ธรรมดา ผู้ที่บรรลุวิทยายุทธ์สกุลเฟยทั้งหมดกระบวนมีน้อยนัก หากมารดาเ้ายังอยู่คงดีกว่านี้ ข้ารู้สึกว่าปัญหาเล็กน้อยนี้นางคงทำเพียงแค่กระพริบตาแก้ไข” เฟยหลงหยางกล่าวราบเรียบ น้ำเสียงคล้ายมีความอาดูรที่ไม่อาจละวาง
“แล้วท่านแม่ข้าอยู่ที่ใด” เขาเอ่ยถามด้วยประโยคอันอันสั้น ั้แ่อดีตไม่เคยพบมารดามาก่อน แต่กลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่เคยได้รับจากมารดาผู้ให้กำเนิด
เฟยหลงหยางถอนหายใจครานึงทิ้งความอาดูรลงในส่วนลึกของหัวใจ “ ที่แห่งนั้นสูงส่งยิ่งนัก ลำพังแค่ข้าและบิดาเ้าไม่อาจไปได้ ในชีวิตนี้ข้าก็หวังว่าจะได้เจอนางอีกสักครั้ง หวังให้พวกเ้ามีความสุขเช่นครอบครับทั่วไป” สิ้นคำกล่าวชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้นกลับมาในปัจจุบัน
ยามนั้นเองที่ทิวทัศน์ของดินแดนรกร้างก็ได้แปรผันเป็ความมืดมิด สิ่งแรกที่เข้ามาในสายตาเป็เช่นอดีต ยามสกุลเฟยถูกทำลายมารฟ้ามองมาที่บุรุษหนุ่มด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง
“เราจะได้พบกันอีกเป็แน่ และข้าจะเป็ผู้ที่สังหารเ้าด้วยตนเอง ความหวังของมนุษย์เช่นนั้นหรืออย่าได้วาดหวังไปเลย วันใดที่อีกสายเืตื่นขึ้นเ้าจะต้องตาย!”
“แกก็เช่นกัน”เมื่อได้ยินเสียงมารฟ้าก็ไม่เสียขวัญแดนแห่งจิตนี้ไม่ได้เป็ความลับอันใด ผู้ที่อยู่ขอบเขตเซียนย่อมหาเจอโดยง่าย ไม่เพียงไม่กลัวแต่ยินดีเสียมากกว่าบุรุษหนุ่มสาบานต่อ์ด้วยเสียงอันดังก้องว่าจะทำลายเผ่ามารให้สิ้น ต่อหน้ามารฟ้าที่กำลังเฝ้ามองจากอีกด้าน แล้วจึงทำสมาธิหลับตาก่อนจะเดินออกจากดินแดนแห่งนี้ไป ยามนี้ตื่นขึ้นบนเตียงสิ่งแรกที่พบเป็ผ้าม่านสีเขียวมีฝุ่นเกาะ ข้าหลับไปนานเท่าใดกัน
“เ้าฟื้นแล้ว!? “ สตรีคนเดิมกล่าวด้วยเสียงใส ั์ตาฉายแววเคารพชื่นชมอยู่ตามส่วน ถึงแม้จะมีความระแวดระวังอยู่ก็ตาม
“ผ่านมากี่วันแล้ว” เฟยหลางกล่าวถาม ยามนี้รู้สึกเพียงว่าไม่สิ่งใดเหลืออยู่ในกระเพาะอีกแล้ว ยามเห็นนางชูสองนิ้วก็โล่งใจ ที่พื้นที่จิตรกร้างเขาอยู่เป็นับเดือน
ยามนั้นประตูก็เปิดออกอีกครา ชายผู้หนึ่งเดินเข้ามา ร่างกายมีกลิ่นหอมสมุนไพรท่าทางคล้ายหมอยา เขาตรวจชีพจรอย่างว่องไว แล้วก็เลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย
“ ปรกติขอรับ ปรกติทุกอย่างข้าคิดว่าเขาแค่นอนหลับไป เนื่องจากความเหนื่อยล้า อย่างไร้เสียการใช้ค่ายกลปราบมารเพียงคนเดียวก็เป็เื่ยากมีเพียงนักอักษรค่ายกลขั้นสูงเท่านั้นที่ใช้ได้
‘ข้าอยู่ขั้นสัจธรรมแท้จริงแล้ว ลำพังค่ายกลง่ายๆเช่นนี้ไม่เพียงพอที่จะให้จิตเหนื่อยอ่อนได้หรอก’ เมื่อได้สดับดังนั้นก็หัวร่อในใจ ก่อนจะลุกขึ้นสำรวจหลังทุกคนจากไป ที่แห่งนี้มีลมปราณหนาแน่นพอสมควร คงมีสายธาริญญาอยู่ใต้เท้าแน่แท้
ช่วยเหลือพาข้ากลับมาที่นี่ คงหวังให้ข้าสำนึกบุญคุณเข้าสำนักนี้กระมัง ความคิดไม่มีสาระเลยแม้แต่น้อย ไม่นานเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้ผู้มีวรยุทธ์สูงที่สุดของที่นี่กำลังมา