บทที่ 18 ไม่มีทางเลือก
คืนนี้มืดลงเรื่อย ๆ ในเมืองผีแห่งนี้ไม่เห็นแม้แต่ดวงจันทร์ มีแต่หมอกควันเต็มไปหมด มองแล้วทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ผมนอนอยู่บนต้นไม้ จิตใจไม่สงบเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ต้าเหว่ยได้รับพิษและสามคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในเมืองก็ไม่ใช่คนดี ทุกคนมีความไม่ธรรมดาในตัว
ต้องหาวิธีแก้พิษให้ต้าเหว่ยก่อน ผมไม่สามารถมองดูเขาตายต่อหน้าต่อตาได้ ไม่เช่นนั้นชีวิตนี้คงกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่ ขณะที่กำลังกังวลใจอยู่ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้และเสียงต่อสู้ เดี๋ยวดังเดี๋ยวเบาสลับกันไปมาเหมือนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้ หัวของผมเริ่มปวดตุบ ๆ มือยิ่งจับกิ่งต้นไม้แน่น ไม่กล้าขยับเขยื้อน
ว่ากันว่าผีเด็กน่ากลัวยิ่งกว่าผีผู้ใหญ่อีก… ผมกัดฟันแน่นแม้แต่เสียงหายใจก็พยายามเบาลง เล็บจิกลึกเข้าไปในเนื้อ ขมับเต้นตุบ ๆ ผมไม่กล้าแม้แต่จะหันหลัง กลัวว่าถ้าหันไปจะเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น
ผมหลับตา กำจี้หยกที่อกแน่น ร่ายคาถาไล่ผีร้าย เสียงเด็กร้องไห้หายไปในพริบตากลับสู่ความเงียบอย่างรวดเร็ว แม้แต่ผมยังคิดไปชั่วขณะว่าตัวเองประสาทเสีย บางทีอาจแค่หลอกให้ผมใก็ได้
ผมคิดด้วยใจที่หวังลม ๆ แล้ง ๆ แต่ก็นึกถึงต้าเหว่ยขึ้นมา นานขนาดนี้แล้วยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรเขาจะไม่ได้หลับไปแล้วใช่ไหม ผมรีบมองลงไปข้างล่าง แต่กลับสบเข้ากับดวงตากลวงโบ๋คู่หนึ่ง
ผมสะดุ้งจนเกือบตกต้นไม้ รีบหันหน้าหนี ทรงตัวให้มั่น แต่ดวงตาคู่นั้นกลับตามหลอกหลอนไม่เลิก เหมือนจะจ้องมองผม ผมมองไปทางไหนเขาก็อยู่ตรงนั้น ในใจผมขนลุกซู่ ตามสัญชาตญาณก็ถอยหลังหนี แต่กลับขยับไปเจอที่ว่างเปล่า แล้วร่วงหล่นจากต้นไม้ลงมา
ผมพยายามจะลุกขึ้น แต่ขยับขาทีไรก็ปวดราวกับถูกฉีกทึ้ง คงกระดูกหักแน่ ๆ ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือเ้าของดวงตาคู่นั้นเหมือนจะเคลื่อนที่มาทางผม อย่าบอกนะว่าจะเป็ปีศาจน่าขยะแขยงที่มีหน้าเป็คนตัวเป็งูอีก
ผมใช้มือข้างหนึ่งหยิบมีดออกมาอย่างเงียบ ๆ ส่วนอีกข้างกำหยกไว้ ถึงยังไงก็ต้องสู้กับมันให้ถึงที่สุด ผีจะทำอะไรได้มันไม่สามารถทำร้ายผมได้จริง ๆ หรอก
ผมเห็นสิ่งนั้นเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ผมชะงักงันทำไมถึงเป็เด็ก ที่เห็นตรงหน้านอกจากดวงตากลวงโบ๋ไร้ความรู้สึกแล้ว ก็เหมือนเด็กทั่วไป ตัวไม่สูง แต่เดินได้อย่างมั่นคง
“คิก คิก…” เด็กนั้นหัวเราะขึ้นมาทันใด ฟันของเด็กแหลมคม ดำสนิท ดูน่ากลัวมาก เด็กนั่นเอียงหัวไปมาและกำลังจ้องมองผม สีหน้าเหมือนกับตอนที่กู่พิษมองผมกับต้าเหว่ย ผมรู้สึกคลื่นไส้ในท้อง อดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปทีละนิด
“ลูกรัก อย่าซน” ทันใดนั้น เสียงหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลังเด็ก ก่อนผู้หญิงคนหนึ่งในชุดกี่เพ้าจะปรากฏตัวขึ้น เด็กคนนั้นก็หุบเขี้ยวเดินโซเซไปหาหญิงสาว
เธอเป็คนหรือผี หรือว่าเป็แม่ของเด็กนี่ ผมไม่กล้าส่งเสียง ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่พูดอะไร ทั้งสองฝ่ายต่างเงียบใส่กันจนบรรยากาศชวนอึดอัดมาก
“เธอถูกยายนั่นจับมาใช่ไหม” ผู้หญิงคนนั้นเดินส่ายสะโพกมาหาผม ผมจึงเห็นหน้าตาเธออย่างชัดเจน ใบหน้าสวยโครงหน้าประณีตในชุดกี่เพ้าที่ตัดเย็บพอดีตัว แต่ผ่าค่อนข้างสูงมาก ขยับนิดเดียวก็เห็นไปไหนต่อไหน
ผมพยักหน้าอย่างไม่มั่นใจ ถึงแม้เื่จะซับซ้อนไปหน่อย แต่ผมก็ถูกยายหวังจับมาจริง ๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ถูกต้องแล้ว ตามฉันมาเถอะ ฉันช่วยเธอได้” ผู้หญิงคนนั้นมองตรงมาที่ผม ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มอย่างไร้พิษภัย
แต่ผมกลับลังเล ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอเป็คนหรือผี เื่ของลุงอวี้ทำให้ผมยังหวาดกลัวอยู่ คนที่ใช้ชีวิตอย่างสบายใจในเมืองผีนี้ จะเป็คนดีได้ยังไง
“ไม่เชื่อเหรอ” ผู้หญิงคนนั้นไม่โกรธอะไร กลับพูดกับผมว่า “ตอนนี้เธอาเ็ ถ้าไม่รักษา ก็มีแต่รอความตายเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ข้างหน้ามีหมาป่า ข้างหลังมีเสือ ถึงแม้ตอนนี้ฉันจะไล่แมงมุมนั่นไปได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความว่ายายหวังจะไม่ปล่อยอะไรออกมาไล่ล่าเธออีก ถึงตอนนั้นเธอก็มีแต่ต้องรอความตาย สู้เชื่อใจฉันเถอะ ฉันผู้หญิงตัวคนเดียว จะทำอะไรได้”
ฟังดูมีเหตุผลไม่น้อย ผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนจะไม่มีความสามารถอะไรมากมาย แต่ผมยังคงระแวงเด็กที่อยู่ข้าง ๆ เธอ เขี้ยวเ่าั้ทำให้ผมขนลุกทุกครั้งที่นึกถึง ผู้หญิงคนนั้นเหมือนจะอ่านใจผมออก จึงเข้าใจทันทีแล้วพูดขึ้น
“เด็กคนนี้แค่ล้อเล่นกับเธอเท่านั้น ไม่มีพลังทำร้ายอะไรหรอก” พูดจบ เธอก็ลูบผมของเด็ก ราวกับจะพิสูจน์ว่าเด็กคนนั้นเชื่อฟังมากแค่ไหน ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองหญิงสาวคนนั้นอย่างระมัดระวัง
“คุณสามารถถอนพิษที่อยู่ในร่างของเพื่อนผมได้ไหม” หญิงสาวได้ยินดังนั้น ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองผมด้วยสายตาคลุมเครือ พลางพยักหน้า
ผมตั้งใจจะขอคำอธิบายสักหน่อย แต่ดูเหมือนว่าต้าเหว่ยจะตื่นแล้ว เขาครางอือ ๆ อยู่ตลอด ถ้าผมไม่สนใจเขา เขาคงจะประท้วงแล้ว
“คุณช่วยแก้เถาวัลย์ที่พันตัวเขาออกได้ไหม” เดิมทีผมตั้งใจจะไปเอง แต่ขาของผมที่เหมือนพิการไปครึ่งนึงนี้ไม่ว่าจะพยายามยังไงก็ขยับไปไม่ได้สักก้าว สุดท้ายผมจึงต้องหันไปมองหญิงคนนั้นด้วยความจำใจ
หญิงคนนั้นยิ้มแย้มตอบตกลง ร่างกายของต้าเหว่ยหนักมาก แต่หญิงคนนั้นกลับให้เด็กตัวเล็ก ๆ ไปประคองเขา ผมอึ้งไปครู่หนึ่ง กำลังจะห้ามปราม แต่เด็กนั่นกลับแบกต้าเหว่ยไว้บนหลังได้อย่างง่ายดาย แถมยังะโไปมาได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย
ในใจผมใยิ่งนัก ดูท่าเด็กนี่ต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ และต่างจากที่หญิงสาวคนนั้นบอกไว้ว่าไร้อันตรายอย่างสิ้นเชิง ผมอดไม่ได้ที่จะมองไปยังหญิงสาวที่กำลังประคองผมอยู่ แต่กลับสบตากับเธอโดยบังเอิญผมถูกมองจนตัวอ่อนปวกเปียก เกือบล้มลงไปกองกับพื้น
“ว้าย!” ผู้หญิงคนนั้นร้องอุทานออกมา รีบประคองผมไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใย “เธอไม่เป็ไรนะ”
ผมฝืนยิ้มออกมาจากมุมปาก พยายามเอ่ยปากตอบ
“ผมไม่เป็ไร เราไปกันเถอะ” ไม่นาน เธอก็พาผมไปยังห้องแห่งหนึ่ง พอเข้าไปก็พบว่า เมื่อเทียบกับที่พักอันแร้นแค้นของลุงอวี้ การกินอยู่ใช้สอยของเธอคนนี้ถือว่าหรูหราเลยทีเดียว ถ้าเป็สมัยสาธารณรัฐจีน คงมีแต่ตระกูลใหญ่เท่านั้นที่กล้าฟุ่มเฟือยแบบนี้
หลังจากหญิงคนนั้นปล่อยผมลง เธอก็พาเด็กนั่นเข้าไปในห้องด้านใน เหลือแต่ผมกับต้าเหว่ยสองคน ผมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในใจผมยุ่งเหยิงมาก ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใจผู้หญิงคนนี้ดีหรือไม่ ลุงอวี้คนนั้นยังมีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนหลอกพวกเราไปแล้วครั้งหนึ่ง ผมไม่อยากโดนหลอกอีกแล้ว
แต่ก็เหมือนกับที่หญิงคนนั้นพูด ตอนนี้ผมกับต้าเหว่ยไม่มีทางเลือกจริง ๆ ขณะที่กำลังรำคาญใจอยู่ ผู้หญิงคนนั้นก็ยกน้ำชามาให้ รินใส่ถ้วยจนเต็ม แต่ผมกลับลังเลใจว่าจะรับดีหรือไม่
“อย่าขนาดนั้นเลย นายยังกลัวฉันใส่ยาพิษอีกเหรอ” เธอพูดทั้งล้อเล่นทั้งจริงจัง แววตาลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ผมยิ้มแหย ๆ รับแก้วมาโดยไม่พูดอะไร แล้วดื่มรวดเดียวหมด
“ในนั้นมียาแก้พิษ ให้พี่ชายของคุณดื่มด้วยนะ” ผู้หญิงคนนั้นพูดเรียบ ๆ ขณะจดจ่ออยู่กับการจัดของ
ผมแอบมองเธอแล้วก็มองไปที่ต้าเหว่ย พลางคิดว่า ‘เอาวะ ยังไงก็ต้องลองดู’ ผมบีบปากต้าเหว่ยแล้วก็ป้อนยาให้ โชคดีที่เขาไม่ได้สลบไปจนหมดสติ และยังสามารถกลืนยาลงไปได้
“เขาโดนพิษของยายแก่คนนั้น แต่โชคดีที่ไม่ได้เป็พิษลึก ไม่อย่างนั้นภายในหนึ่งชั่วโมงก็ต้องตายแน่ ๆ” หญิงสาวพูดเสริมอีกประโยคอย่างเชื่องช้าขณะที่กำลังจ้องมองผมด้วยสายตาที่บอกความหมายไม่ถูก มองด้วยสายตาเหมือนยิ้มแต่ไม่ใช่ยิ้มจากความรู้สึกจริง ๆ