หลังหลินอันกับสวีหว่านหนิงกลับไปตงจื่อก็รีบต้มน้ำตาลทรายแดงให้ชุ่ยเฟินดื่ม
“ตอนนี้พวกเรามีเงินแล้วพรุ่งนี้เช้าฉันจะไปซื้อไข่ไก่มาต้มแกงจืดไข่น้ำใส่น้ำตาลทรายแดงให้เธอกินทุกวันและใส่พุทราจีนอีกสองเม็ดลงไปด้วย”
ปริมาณของที่สวีหว่านหนิงให้มาหากกินอย่างประหยัดคงจะพอกินได้สิบกว่าวันถึงครึ่งเดือน
น้ำตาลทรายแดงต้มหวานมากหวานจนแสบคอ แต่รสชาตินี้ชุ่ยเฟินเพิ่งเคยได้ชิมเป็ครั้งแรก
หลังดื่มไปได้ครึ่งถ้วยเธอก็ไม่ยอมดื่มอีก และยืนกรานบอกให้ตงจื่อดื่มที่เหลือให้หมด
ตงจื่อไม่ยอมดื่มชุ่ยเฟินถามเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ “เธอรังเกียจที่ฉันดื่มไปแล้วเหรอ”
“พูดอะไรแบบนั้น”ตงจื่อถลึงตาใส่ “เธอเป็ภรรยาของฉันฉันจะรังเกียจเธอได้ยังไง แต่ของหวานแสบคอแบบนี้ ฉันไม่ชอบกินเลยจริงๆ เชื่อฟังฉันดื่มมันให้หมดเถอะนะ”
“มันหวานเกินไปฉันก็ไม่ชอบเหมือนกัน”
“คิดเสียว่าเพื่อลูกของเราได้ไหม?”
ชุ่ยเฟินเถียงสู้ตงจื่อไม่ได้เธอจึงต้องดื่มน้ำตาลทรายแดงต้มที่เหลือจนหมด
“ฉันจะไปล้างจาน”
ชุ่ยเฟินเบื่อๆจึงมองห่อพุทราจีนอย่างสนอกสนใจ
หลังเปิดมาออกมาเธอก็เพิ่งเห็นตั๋วธัญพืชและตั๋วเนื้อที่ถูกสอดเอาไว้ในนั้น
ชุ่ยเฟินใมากก่อนจะรีบเดินไปหาตงจื่อที่นอกบ้าน
หลังจากนั้นเธอก็เห็นตงจื่อกำลังเลียถ้วยน้ำตาลทรายแดงต้ม
สีหน้าที่ดูอิ่มเอมใจของเขาทำให้ขอบตาของเธอชื้นขึ้นมาทันที
นั่นคือน้ำตาลทรายแดงต้มใครบ้างจะไม่ชอบ แต่ตงจื่อกลับปฏิเสธไม่ยอมดื่ม แค่เพราะอยากให้เธอได้บำรุงร่างกายมากกว่านี้
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าตงจื่อก็รีบชักมือกลับมา แต่กลับเห็นหยดน้ำตาของชุ่ยเฟินพอดี
“ทำไมถึงร้องไห้”
คงไม่ใช่ว่าเห็นเขากำลังเลียถ้วยอยู่หรอกนะ?มันน่าขายหน้าเกินไปแล้ว!
ชุ่ยเฟินยื่นของในมือให้เขา“พี่สะใภ้ทิ้งตั๋วธัญพืชกับตั๋วเนื้อให้พวกเรา ตงจื่อพี่สะใภ้ดีกับพวกเราขนาดนี้ พวกเราจะเอาอะไรไปตอบแทนเขา?”
……
ระหว่างเดินทางไปที่ร้านขายของเก่าหลินอันอยากพูดบางอย่างหลายครั้งแต่ก็เงียบไปกลางคัน
“มีอะไรอยากถามก็ถามมาตรงๆ”
“เธออยากซื้อบ้านในเมืองจริงหรือ”
สวีหว่านหนิงหัวเราะเบาๆ“ถ้าฉันไม่พูดแบบนั้น ตงจื่อกับชุ่ยเฟินจะยอมรับของที่ฉันให้เอาไว้หรือ”
เธอตั้งใจจะซื้อบ้านก็จริงแต่จะซื้อบ้านในเมืองหรือไม่ ยังไม่แน่นอน
นโยบายการสอบเข้ามหาวิทยาลัยถูกบังคับใช้เมื่อไรเธอจะสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยแน่นอน ถ้าสอบติดั้แ่ปีแรกเธอจะพาแม่หลินกับลูกอีกสองคนเข้าไปเรียนในตัวเมือง
ถึงตอนนั้นซื้อบ้านที่ไหนก็จะย้ายสำมะโนครัวของลูกๆ ไปอยู่ที่นั่น
แต่สิ่งเหล่านี้เธอยังไม่คิดจะบอกกับหลินอัน
ถึงอย่างไรพระเอกก็เป็ของนางเอก
หลังได้ยินคำอธิบายของเธอหลินอันก็ไม่ได้ถามอะไรอีก
เมื่อทั้งคู่มาถึงร้านซื้อขายของเก่าก็เห็นหยวนซินยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนกำลังเจอปัญหา เธอกำลังเถียงกับคุณปู่ที่ทำหน้าที่เฝ้ายาม
“หว่านหนิงพี่หลิน พวกเธอกลับมาแล้วเหรอ” หยวนซินเช็ดขอบตาหน้าตาดูน่าสงสารราวกับกระต่ายขาวตัวน้อย
แต่ผู้หญิงแกร่งและตรงไปตรงมาอย่างสวีหว่านหนิงไม่มีทางสงสารนางเอกในมิตินี้
คนเดียวที่จะรู้สึกสงสารนางเอกได้ก็คือหลินอันแต่เขากลับเดินผ่านตัวหยวนซิน แล้วเอารถเข็นไปเก็บไว้ที่เดิม
คุณปู่ภารโรงคืนเงินมัดจำให้กับสวีหว่านหนิงแล้วถอนหายใจ“สหายผู้นี้เป็เพื่อนของพวกเธอใช่ไหม เธอดื้อรั้นเหลือเกิน ฉันบอกแล้วว่าของที่ออกจากร้านไปแล้วจะไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราอีกต่อไป แต่ทำอย่างไรเธอก็ไม่ยอมฟังพยายามจะให้ฉันหาวิธีเอาโต๊ะตัวนี้ไปส่งที่หมู่บ้านต้าเจียงให้ได้! เธอกำลังพูดเหลวไหลมิใช่หรือ?”
ขายโต๊ะตัวนี้ได้เงินจากเธอมาแค่หนึ่งหยวนยังจะต้องส่งของให้ถึงบ้านอีกหรือ ร้านไหนทำกันแบบนั้นบ้าง?
หยวนซินพูดอย่างน้อยใจ“แต่ว่าฉันมาคนเดียว ขนมันกลับไปไม่ไหวนี่คะ”
“แล้วทำไมเธอถึงอยากซื้อโต๊ะตัวนี้ให้ได้ล่ะ” สวีหว่านหนิงเกือบกลอกตาใส่อีกฝ่าย
ตอนอ่านนิยายเธอมัวแต่สนใจเนื้อหาที่อ่านแล้วสะใจ ลอบพึมพำในใจว่า นางเอกช่างโชคดีเหลือเกินเธอไม่เคยสังเกตเลยว่า โต๊ะตัวใหญ่ขนาดนี้นางเอกขนกลับไปได้อย่างไร
อีกอย่างในนิยายก็ไม่เคยเขียนบรรยายไว้ด้วยว่าหยวนซินขนโต๊ะกลับไปได้อย่างไร
หยวนซินไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
วันนี้เดิมทีเธอไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาในเมืองแต่หลังตื่นนอนตอนเช้าก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนมีพลังงานบางอย่างกำลังดึงดูดให้เธอเข้ามาในเมือง
เธอจึงเดินทางมาที่ร้านซื้อขายของเก่าแห่งนี้ตามสัญชาตญาณและความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้
หลังจากนั้นเธอก็เจอกับหลินอัน
จุดประสงค์เดิมในวันนี้ของเธอก็คือการเจอหลินอันจนกระทั่งเธอเห็นสวีหว่านหนิงแตะโต๊ะตัวนี้
แม้โต๊ะตัวนี้จะเหลือขาแค่สามข้างและไม้ที่ใช้เป็วัสดุคุณภาพก็ธรรมดามาก แต่สัญชาตญาณกลับบอกเธอว่าเธอจะต้องเอาโต๊ะตัวนี้กลับไปให้ได้
“ฉัน...ฉันก็แค่อยากได้มัน!”
เพราะไม่รู้จะอธิบายอย่างไรหยวนซินจึงเลือกที่จะไม่อธิบาย
หลินอันเดินกลับมาพอดีหยวนซินตาเป็ประกายแล้วรีบกล่าวว่า “พี่หลินพี่ช่วยขนโต๊ะตัวนี้กลับไปให้ฉันได้ไหมคะ”
หลังถามเสร็จหยวนซินก็นึกเสียใจ เธอรีบหันกลับไปมองสวีหว่านหนิงแล้วอธิบายว่า “หว่านหนิงเธออย่าเข้าใจผิดนะ ฉันไม่มีเจตนาอื่น อยู่ที่นี่ฉันรู้จักแค่เธอกับพี่หลินเท่านั้นฉันเลยต้องขอให้พี่หลินช่วย”
สวีหว่านหนิงโบกมือ“เธอไม่ต้องอธิบายกับฉันหรอก ถึงหลินอันจะเป็สามีฉันแต่เขาไม่ใช่สิ่งของในของฉัน เธอพูดคุยกับเขาได้โดยตรง ขอแค่เขาเต็มใจฉันก็จะไม่ก้าวก่าย”
ตลกหรือเปล่าโอกาสดีๆ ที่จะให้พระนางพัฒนาความสัมพันธ์แบบนี้ ตัวร้ายอย่างเธอจะทำลายได้หรือ?
ในฐานะตัวร้ายเธอสมควรเจียมตัว
หยวนซินส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปให้หลินอัน“พี่หลิน พี่ช่วยฉันได้ไหมคะ”
“ไม่ได้” หลินอันปฏิเสธตามตรง “ฉันต้องช่วยหว่านหนิงแบกกล่องพัสดุ”
“ไม่ต้องคิดถึงฉัน” สวีหว่านหนิงพูดแทรก “ฉันขี่จักรยานมาเหมือนกัน ฉันเอากล่องพัสดุกลับไปเองได้”
หลินอันมองไปที่เธอ“เธอมั่นใจ?”
สวีหว่านหนิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น“มั่นใจเต็มร้อย”
“พี่หลินคะฉัน...”
“ขอโทษทีฉันคิดว่าจักรยานที่ถูกกู้จวิ้นใช้งานจนเก่าผุพังคันนั้นคงจะขนโต๊ะตัวใหญ่ขนาดนี้ไม่ไหวเธอไปที่ร้านขายน้ำจับเลี้ยงตรงปากซอยเพื่อรอนั่งเกวียนกลับหมู่บ้านได้ขอแค่จ่ายเงินมากพอ ปู่ซุนจะพาเธอกับโต๊ะกลับไปเอง”
น้อยครั้งที่หลินอันจะพูดรวดเดียวยาวขนาดนี้เขาช่วยบอกวิธีแก้ไขปัญหาให้กับหยวนซินแล้ว คงไม่มีใครกล้านินทาว่าร้ายเขา
ถ้าหยวนซินยังคงขอความช่วยเหลือจากเขาอีกก็จะดูมีจุดประสงค์แอบแฝงมากเกินไป
หยวนซินรู้สึกไม่ชอบใจนักทำไมพี่หลินถึงกลายเป็คนเ็าไร้หัวใจขนาดนี้?
ตอนเขาช่วยเธอก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็แบบนี้สักหน่อย!
อีกอย่างร้านซื้อขายของเก่าตั้งอยู่ที่ท้ายซอย ผู้หญิงบอบบางอย่างเธอจะแบกโต๊ะตัวใหญ่ไปที่ปากซอยได้อย่างไร
เพราะจนปัญญาหยวนซินจึงหันไปมองคุณปู่ภารโรง “ปู่คะ ขอฉันยืมใช้รถเข็นได้ไหมคะ”
“ได้สิจ่ายค่ามัดจำก่อน”
“ยังไม่กลับอีกหรือ?”
หลินอันเข็นรถจักรยานสองคันออกมาแล้วเขาเห็นสวีหว่านหนิงมองแผ่นหลังของหยวนซินอย่างเหม่อลอยจึงส่งเสียงเรียก
สวีหว่านหนิงกลอกตาใส่เขาอย่างหงุดหงิด“ผู้ชายสมองทึ่ม!”
ฉันจะรอดูว่าอนาคตนายจะตามง้อเมียยังไง!
ผู้ชายสมองทึ่ม!
นี่มันคำศัพท์แปลกประหลาดอะไรกัน?