สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 65 อีกสามปี

            อันเจิงตื่นขึ้นมาอยู่บนรถม้าที่กำลังวิ่งอยู่ หลังจากที่เขาลืมตาก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดราวกับโดนคลื่นซัดกระหน่ำไปทั่วร่าง โอ๊ย! เขาร้องออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจทุกส่วนในร่างกาย ไม่มีส่วนไหนที่จะไม่เจ็บเลย ความรู้สึกนี้ราวกับถูกเหล็กแข็งฟาดไปทั้งร่างจนกระดูกแตกละเอียด

     

            “ตื่นสักทีนะ”

     

            ในความสะลึมสะลือ อันเจิงได้ยินเสียงตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น

     

            ดวงตาของอันเจิงในตอนนี้ยังคงพร่ามัวตาของเขาบวมเป่งจนแทบจะมองอะไรไม่เห็น จากนั้นก็ได้ยินเสียงของชวีหลิวซีดังขึ้น “อย่าเพิ่งลืมตาตอนนี้ตาเจ้ายังบวมอยู่”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หัวเราะขึ้น“ข้าบอกแล้ว เจ้าเด็กนี่มีโชคชะตาที่แปลกมาก ไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าไม่อาจอธิบายด้วยหลักการอะไรได้เลย”

     

            ชวีหลิวซีพูด “ก่อนที่ข้าจะรักษาอันเจิงในร่างกายเขาก็มียาวิเศษกำลังรักษาบาดแผลนั้นอยู่แล้ว ข้าเพียงแค่เสริมสมุนไพรบางตัวเข้าไปเท่านั้นเองนี่ไม่ใช่โชคช่วยอย่างแน่นอนแต่เป็นเพราะร่างกายเขามียาวิเศษอยู่ในนั้นแล้วต่างหากแต่ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก เพราะยานั่นมันมีการทำงานที่ละเอียดอ่อนและยังเปลี่ยนแปลงสรรพคุณในการรักษาไปตามสภาพบาดแผลของอันเจิงอีกด้วย”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วหัวเราะพลางส่ายหัว “โชคช่วยจริงๆ...เจ้าไม่เข้าใจ”

     

            ชวีหลิวซีก็ยิ้มเช่นกันเป็นเวลาสามวันสามคืนที่นางมีสีหน้าตึงเครียดตลอดเวลา พอนางยิ้มก็ราวกับดอกไม้ที่ผลิบานสะพรั่งเลยทีเดียว

     

            “ข้าไม่เข้าใจ ๆ พอใจหรือไม่ ผู้อาวุโสไปนอนพักสักหน่อยเถอะท่านไม่ได้พักผ่อนมาหลายวันแล้ว”

     

            “เจ้านั่นแหละไปนอนเถอะ สามวันสองคืนแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย”

     

            ชวีหลิวซียกมือขึ้นเก็บผมที่หล่นมาบังหน้าแล้วพูดขึ้นเบาๆ “ไม่เป็นไร ผ้าพันแผลนี้ใช้มาสามวัน ฤทธิ์ยาก็คงจะหมดแล้วอีกประเดี๋ยวข้าจะเปลี่ยนยาให้อันเจิงก่อน”

     

            อันเจิงได้ยินคำพูดพวกนี้ก็ถึงกับน้ำตาจะไหล

     

            เขาอ้าปากคล้ายต้องการจะพูดบางอย่างแต่กลับไม่มีเสียงใด ๆ ออกมาเลยสักคำ

     

            “อย่าเพิ่งพูด”

     

            ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น “หลิวซีบอกว่าตอนนี้ร่างกายเจ้าได้รับผลกระทบทุกส่วนถึงแม้เจ้าจะรับการโจมตีของเจินจวงปี้ได้ แต่พลังมหาศาลได้พุ่งเข้าตัวเจ้าอย่างจังร่างกายจึงรับแรงโจมตีนี้ไม่ไหว กระดูกหักไปหลายสิบที่ อวัยวะภายในก็ได้รับความเสียหายไม่น้อยตอนนี้หน้าเจ้าใหญ่กว่าหน้าข้าเสียอีก ตาทั้งสองก็บวมเหมือนซาลาเปาไม่มีผิด”

     

            อันเจิงเปิดปากเล็กน้อยดูท่าทางเหมือนกำลังหัวเราะอยู่

     

            “เจ้านี่มันบ้าจริง ๆ”

     

            ตู้โซ่วโซ่วก่นด่า “ผู้เฒ่าฮั่วบอกว่าเจ้าอาจเป็นคนที่มาจากยุคก่อนก็ได้ไม่เคยมีใครที่มีพลังวัตรในขอบเขตจุติสวรรค์แล้วท้าประลองกับผู้ที่มีพลังวัตรในขอบเขตสุมารุมาก่อนเขาบอกว่าเจ้าโชคดี แต่ข้าก็ไม่เข้าใจว่าโชคดีเป็นอย่างไรคิดว่าก็คงเหมือนที่โบราณว่าเหยียบขี้หมาแล้วได้โชคกระมัง? ผู้เฒ่าฮั่วก็นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะฆ่าเจินจวงปี้ได้แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ เมื่อก่อนเจ้าเป็นคนโชคร้าย มักถูกคนอื่นรังแกอยู่เรื่อยอยู่มาวันหนึ่งก็กลับตาลปัตรกลายเป็นดีซะทุกเรื่อง...ฮ่า ๆ ๆ”

     

            ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะเสียงดัง “เจ้าบาดเจ็บขนาดนี้ที่ข้าหัวเราะก็คงดูไม่ดีนัก แต่ข้าอดใจไม่ไหวจริง ๆ…”

     

            ชวีหลิวซีไล่ส่ง “กลับไปนอนในรถม้าของเจ้าเลยไป”

     

            ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้ารัว “ไม่ ๆ ๆ ข้าอยู่บนรถม้าคนเดียวน่าเบื่อจะตายเสี่ยวชีเต้าก็เพิ่งนอนหลับ หากข้าเข้าไปเขาต้องตื่นแน่ ข้ารับประกันจะไม่หัวเราะอีกพอใจหรือไม่...”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วเงียบไปชั่วขณะจากนั้นก็พูดขึ้น “อันเจิง ข้ามีบางเรื่องอยากปรึกษาเจ้า ข้ารู้ว่าเจ้าเสียใจที่ไม่ได้ช่วยเชียวจ่างเฉินแต่ในตอนนั้นเจ้าช่วยเขาไม่ได้หรอก...หากเจ้าลงมือมีแต่จะทำให้ตัวเองและเพื่อนเดือดร้อนเปล่าๆ เจ้าคิดจะไปเมืองฟางกู้แห่งแคว้นเยี่ยนข้าไม่คัดค้าน แต่อยากเตือนเจ้าเรื่องหนึ่ง...ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาหากเจ้ายอมฟังคำของข้า พวกเราไปหาที่ที่ปลอดภัยและฝึกพลังวัตรก่อนจะดีกว่า”

     

            “รออีกสามปี หลังเสี่ยวชีเต้าอายุครบแปดขวบด้วยวรยุทธ์ของเขาในตอนนั้นน่าจะเพียงพอต่อการรับมือกับอันตรายแล้ว ส่วนพวกเจ้าก็จะมีพลังที่ก้าวหน้าขึ้นถึงตอนนั้นเราค่อยไปเมืองฟางกู้จะดีกว่ามีคนเคยบอกว่าโลกมายาเป็นที่ที่โหดร้ายที่สุด แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้นกลับกัน เมืองฟางกู้ซ่อนความโหดร้ายไว้ในมุมมืด พวกเจ้าต่างก็ยังเด็ก ทั้งยังมีพลังวัตรไม่มากหากไม่ระวังก็จะตกลงไปในบ่อโคลนแล้วอาจออกมาไม่ได้อีกเลย”

     

            อันเจิงพยักหน้าเล็กน้อยแต่ไม่สามารถพูดได้

     

            หลังจากตื่นขึ้นมาในครั้งนี้เขามีท่าทีที่สงบลงไม่น้อย

     

            อันที่จริงแล้วการที่เขาออกไปฆ่าเจินจวงปี้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำแต่ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด อันเจิงรู้ว่าตัวเองมีสมบัติวิเศษอยู่หลายชิ้นแต่ก็มีเพียงกระดิ่งแก้วเท่านั้นที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ได้หากเขาตั้งสติให้มากกว่านี้แล้วทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอฟ้ามืดก็แอบพาคนอื่นๆ หนีออกจากโลกมายาไป เพราะอย่างไรเสียเจินจวงปี้คงต้องฆ่าเขาอย่างแน่นอนแต่อันเจิงกลับฆ่าเจินจวงปี้เสียก่อน

     

           หรือต่อให้พวกเขาแค่หนีไปซ่อนอยู่ในตราประทับท้าทายสวรรค์สักช่วงหนึ่งหากเจินจวงปี้หาตัวพวกเขาไม่เจอ ก็คงปล่อยวางเรื่องนี้ไปได้เอง

     

           จนถึงตอนนี้ความใจร้อนของอันเจิงก็ยังคงเปลี่ยนไม่ได้หรือมันอาจเป็นสิ่งที่ฝังลึกในนิสัยของเขาไปแล้ว โดยเฉพาะหากทำเพื่อเพื่อนเขาจะยิ่งใจร้อนมากกว่าปกติเช่นเมื่อครั้งที่เขาได้ยินมาว่า องค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าซีอยู่บนเทือกเขาชางหมานและกำลังได้รับอันตรายเขาไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย และเพราะเวลาคับขันจึงไม่ได้พาใครไปด้วย เลือกลุยเดี่ยวเข้าไปอย่างเร่งรีบ

     

            หากไม่ใช่เพราะนิสัยเช่นนี้เขาคงไม่ต้องเผชิญอันตรายบนเทือกเขาชางหมานอย่างโดดเดี่ยว เพื่อน ๆต่างรู้จักนิสัยของอันเจิงเป็นอย่างดี แม้กระทั่งศัตรูก็เช่นกันจนบางครั้งไม่อาจแยกแยะระหว่างเพื่อนกับศัตรูได้เลย

     

            หลังจากอันเจิงได้ยินผู้เฒ่าฮั่วพูดแล้วเขาก็บอกกับตัวเองว่าอย่าใจร้อนจนวู่วามอีก ใช่แล้ว ก่อนเจินจวงปี้จะตายเขามีความรู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย และวิธีเดียวที่จะไม่ต้องรับความรู้สึกเสียใจแบบนั้นอีกก็คือต้องแข็งแกร่งขึ้นมาให้ได้

     

            รถม้าทั้งสี่คันแล่นไปตามทางที่คดเคี้ยวตอนนี้ออกมาไกลจนมองไม่เห็นเทือกเขาชางหมานแล้ว

     

            เข้าสู่วันที่สิบอันเจิงเริ่มลุกขึ้นมาออกกำลังกายเองได้แล้ว สำหรับชวีหลิวซี มันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากอาการสาหัสขนาดนี้ ปกติต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายอย่างน้อยสามเดือนขึ้นไปจึงจะดีขึ้น

     

           อันเจิงไม่กังวลว่าคนของหอสมุดมายาจะมาแก้แค้น แต่ที่เขากลัวคือในคืนที่ฆ่าเจินจวงปี้เขานำสมบัติวิเศษออกมามากเกินไป จึงกลัวว่าผู้คนในโลกมายาจะโลภมากแล้วคิดอยากแย่งชิงของพวกนั้นผู้เฒ่าฮั่วเลือกเดินทางในช่วงค่ำซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด แต่ทว่าคนที่สามารถพาทุกคนหนีการไล่ล่ามาได้อย่างปลอดภัยไม่ใช่ผู้เฒ่าฮั่วแต่เป็นกู่เชียนเยว่ต่างหาก

     

            กู่เชียนเยว่เด็กสาวที่เป็นหัวหน้าเผ่ากู่เลี่ยก็จากเทือกเขาชางหมานมาด้วยเช่นกันออกมาจากชนเผ่าที่นางเติบโตอย่างถาวร ไม่มีใครรู้ว่าทำไมนางถึงตัดสินใจแบบนี้หรืออาจเป็นเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอันเจิง และอาจเป็นไปได้ว่านางมีจุดประสงค์อื่นๆ ซ่อนอยู่

     

            ผู้เฒ่าฮั่วมีประสบการณ์มากมายแต่ก็ไม่ได้ชำนาญพื้นที่ในเขตเจียงหูมากนักทว่ากู่เชียนเยว่กลับช่ำชองการใช้ชีวิตในป่า นางพาทุกคนเข้าป่าและหนีผู้ที่ตามล่าด้วยการซ่อนอยู่ใต้น้ำจากนั้นก็ไปหลบอยู่ในถ้ำครึ่งค่อนวัน หลังจากนั้น นางจึงส่งคนกลับชนเผ่ากู่เลี่ยเพื่อไปนำรถม้าและจากโลกมายามาในที่สุดแคว้นเยี่ยนอยู่ทิศเหนือ แต่พวกเขากลับเดินทางไปทิศใต้ที่เป็นอาณาเขตของแคว้นจ้าว

     

            แคว้นเยี่ยนกับแคว้นจ้าว ทั้งสองแคว้นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในเยี่ยนโยวสิบหกแคว้น มีเพียงสองแคว้นนี้ที่ไม่เคยสู้รบกันเลยแม้แต่ครั้งเดียวและฮองเฮาแห่งแคว้นเยี่ยนก็เป็นองค์หญิงมาจากแคว้นจ้าวอีกด้วย

     

            พวกเขาเดินทางมาอีกหนึ่งวันเต็ม ๆ และเจอกับอ่าวที่ใหญ่มากๆ คนในพื้นที่เรียกอ่าวนี้ว่าอ่าวเชี่ยวซ่วย มันมีขนาดกว้างใหญ่หลายร้อยกิโลเมตร ริมอ่าวเชี่ยวซ่วยมีชาวประมงตั้งถิ่นฐานอยู่บ้างดูเหมือนผู้คนที่นี่จะมีชีวิตที่เรียบง่าย ไกลออกไปมีเทือกเขาเล็ก ๆ ตั้งอยู่เป็นเทือกเขาที่ไม่ได้สูงตระหง่านและมีกลิ่นอายของความสงบสุข

     

            รถม้าทั้งสี่คันจอดพักที่นี่ ขณะนั้นที่ปลายขอบฟ้าพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน เป็นบรรยากาศที่ชวนหลงใหล น้ำนิ่งใสดั่งกระจก เมื่อมองจากที่ไกลๆ จึงเป็นภาพพระอาทิตย์ตกดินที่งดงามที่สุด ความน่าหลงใหลของมันทำให้ทุกคนที่ผ่านมาที่นี่ไม่อยากจากไปอีกเลย

     

            ตู้โซ่วโซ่วประคองอันเจิงลงมาจากรถม้าจากนั้นก็ไปนั่งบนพื้นหญ้าริมอ่าว

     

            “เสี่ยวช่านยังไม่ตื่นรึ?” อันเจิงถาม

     

            ‘อืม’ ตู้โซ่วโซ่วเปล่งเสียงออกมา “นับตั้งแต่ที่เจ้าฆ่าเจินจวงปี้เสี่ยวช่านก็สลบไป จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาครึ่งเดือนแล้ว มันยังไม่มีทีท่าจะตื่นขึ้นมาเลยหลิวซีเคยดูอาการมันแล้ว นางบอกว่าเสี่ยวช่านไม่ได้เป็นอะไรมากอาจเป็นเพราะใช้พลังมหาศาลอย่างฉับพลันจึงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูนานหน่อยแต่ถึงอย่างนั้น เสี่ยวช่านก็พักฟื้นนานเกินไปแล้วหรือไม่ น่าแปลกสิ้นดี...เจ้าเป็นคนฆ่าเจินจวงปี้แล้วเสี่ยวช่านจะใช้พลังมหาศาลได้อย่างไร หรือเพราะให้กำลังใจเจ้าจนเหนื่อยเช่นนั้นหรือ?”

     

            อันเจิงไม่รู้จะอธิบายอย่างไรกับเรื่องนี้แต่เขารู้ดี หากไม่มีการโจมตีของเสี่ยวช่านในวันนั้นตัวเขาคงตายด้วยน้ำมือเจินจวงปี้ไปแล้ว

     

            ที่จริงแล้วไม่ใช่แค่เพียงเสี่ยวช่านเท่านั้นอันเจิงยังสังเกตได้ว่าสร้อยลูกประคำโลหิตของเขาก็เหมือนหลับใหลไปด้วย

     

            อาจเป็นเพราะมันได้รับบาดเจ็บสาหัสสร้อยลูกประคำโลหิตไม่สามารถดูดเลือดในตัวอันเจิงไปได้ มิหนำซ้ำยังคอยใช้สมุนไพรเติมพลังให้อันเจิงอีกฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่ามันอาจจะพักฟื้นอยู่เหมือนกัน และโดยเฉพาะลูกประคำเม็ดที่สี่ตัวอักษรบนลูกประคำช่างดูเลือนราง เลือนรางจนแทบจะสลายหายไป

     

            แม้กระทั่งผ้าฟู่หมัวที่อยู่ข้างเสี่ยวช่านจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย

     

            ก่อนอันเจิงจะสลบไสลเขาหันไปเห็นผ้าฟู่หมัวเปิดกางแล้วฆ่าคนบริเวณนั้นหากไม่ใช่เพราะผ้าผืนนี้ช่วยเขาไว้ ศิษย์ในหอสมุดมายาคงจะจัดการอันเจิงและขโมยสมบัติวิเศษไปทั้งหมดแล้วก็ได้

     

            “ราวกับเป็นความฝัน”

     

            ตู้โซ่วโซ่วทิ้งตัวไปด้านหลังเขานอนบนพื้นหญ้าและจ้องดูพระอาทิตย์ตกดิน “ข้าเคยคิดจะออกจากโลกมายาและเทือกเขาชางหมานนับครั้งไม่ถ้วนไม่คิดเลยว่าจะได้จากมาเร็วขนาดนี้ เมื่อคิดถึงชีวิตที่นั่นก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อยแต่ข้าก็รู้ดี หากยังไม่มีอำนาจมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงโลกมายาได้ข้าจะไม่มีวันกลับไปเด็ดขาด”

     

            “ที่นั่นเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายถ้าข้ามีอำนาจมากพอ ข้าจะต้องกลับไปที่นั่นอีกครั้ง แล้วเปลี่ยนรูปแบบของโลกมายาใหม่ทั้งหมด”

     

            เขาหันหน้าไปมองอันเจิง “จะว่าไปแล้วที่นั่นมีป่าเขาเขียวขจีและมีน้ำที่ใสสะอาด หากผู้คนมีความเมตตาและคุณธรรมละก็คงเป็นเมืองที่น่าอยู่ไม่น้อย”

     

            “เช่นนั้นก็รอให้เจ้าประสบความสำเร็จแล้วกลับไปเป็นเจ้าเมืองสิ”

     

            ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า “ได้ ข้าสัญญา”

     

            อันเจิงมองไปที่ริมอ่าวกู่เชียนเยว่ยืนกอดอกมองดูความงดงามเบื้องหน้า ร่างนางราวกับหนาวสั่นเล็กน้อยทันใดนั้น ชวีหลิวซีก็นำเสื้อเดินออกไปคลุมให้นาง หญิงสาวที่มีจิตใจเมตตาปรานีอย่างชวีหลิวซีเมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกับกู่เชียนเยว่นานเข้า ทั้งสองก็ไม่มีเรื่องบาดหมางกันอีกหรือคงเป็นเพราะชวีหลิวซีมีพระซ่อนอยู่ในใจ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจที่ใสสะอาดของนางได้

     

            กู่เชียนเยว่หันไปส่งยิ้มให้ชวีหลิวซีจากนั้นก็เอื้อมไปจับมือของนางไว้ ทั้งสองยืนชมความงดงามอยู่ริมน้ำ แต่ในสายตาพวกเขานางสองคนกลับดูงดงามยิ่งกว่าพระอาทิตย์ตกดินเสียอีก

     

            “หัวหน้าเผ่านั่นตามเรามาทำไมกัน” ตู้โซ่วโซ่วถามด้วยความสงสัย

     

            อันเจิงส่ายหน้า “คงเป็นเพราะเกล็ดมัจฉานั่นกระมัง”

     

            ตู้โซ่วโซ่วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่นางมองเจ้าด้วยสายตาแปลกๆ ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรดี...”

     

            “ไสหัวไป...” อันเจิงไล่ส่ง

     

            “จริงด้วย”

     

            ตู้โซ่วโซ่วถามขึ้นทันที “ตอนนี้จงจิ่วเกอไปอยู่ที่ไหนเสียแล้วเจ้าให้เขาไปหาของกลับมาจนถึงตอนนี้ก็นานมากแล้ว หากเขากลับโลกมายาแล้วไม่เจอพวกเราเล่าเขาอาจถูกคนอื่นเล่นงานก็ได้”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “ไม่ถูกจับง่าย ๆ หรอกเขาเข้าใจวิถีชีวิตในเจียงหูดีที่สุด คนในสำนักเชียนเหมินถึงแม้จะไม่มีวิชาที่เก่งกาจแต่พวกเขามีไหวพริบที่เป็นเลิศ”

     

            “เจ้าให้เขาไปที่ไหนกัน?” ตู้โซ่วโซ่วถาม

     

            “จักรวรรดิต้าซี”

     

            ตู้โซ่วโซ่วถามอีกครั้ง “เขาไปช่วยเจ้าหาอะไรหรือ?”

     

            อันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ตอบกลับ “หาความหวัง”

     

            ตู้โซ่วโซ่วฟังไม่เข้าใจและคงไม่มีทางเข้าใจ

     

            “แล้วตอนนี้เราจะไปไหนกัน?”ตู้โซ่วโซ่วถามคำถามสุดท้าย

     

            “เมืองตูชวีแห่งแคว้นเยี่ยน ที่นั่นไม่ใหญ่มากและมีประชากรน้อยแต่ถึงกระนั้น ที่นั่นก็มีทหารชายแดนที่ดีและแข็งแกร่งเฝ้าอยู่ ต่อให้คนในโลกมายาจะโหดร้ายแค่ไหนก็ตามพวกเขาก็ยังไม่กล้าเข้ามาวุ่นวายที่เมืองนั้น พวกเราไปอยู่เมืองตูชวีสักสามปีจากนั้นค่อยไปตามหามารดาของเสี่ยวชีเต้ากัน”

     

            หลังจากที่อันเจิงพูดจบก็พึมพำกับตัวเอง “ไม่รู้ว่าตอนนี้แม่นางเยว่จะเป็นอย่างไรบ้าง”

     

            ตู้โซ่วโซ่วออกความเห็น “คงสบายดีแหละเท่าที่ดูมู่ฉางเยียนเป็นคนดีแล้วเขาก็รักแม่นางเยว่ด้วยฉะนั้นคงไม่ทำให้นางลำบากหรอก”

     

            ขณะเดียวกัน ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร ที่เมืองฟางกู้แห่งแคว้นเยี่ยนแม่นางเยว่ถูกคนอื่นใส่ร้าย ตอนนี้นางถูกล่ามโซ่และขังอยู่ในคุกใต้ดิน

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน