มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 137 เคลื่อนมหาสมุทรดับกองไฟ

    บทที่137 เคลื่อนมหาสมุทรดับกองไฟ

             

            สตรีสะคราญโฉมตรงหน้าแม้นพิลาสล้ำสะกดสายตา แต่เส้าเทียนยังจะมีกระจิตกระใจชมเชยนางอยู่หรือ เมื่อนางคือคนจากนิกายเทวะวจนะเท่ากับว่าตนบังเอิญเข้าถ้ำเสืออย่างไม่รู้ตัวแล้ว

             

            เส้าเทียนคิดไหวตัวเตรียมทะยานกายหลบออกจากประทุนรถม้าคันนี้ ทว่ามันก็ได้แต่คิด ขณะจะกระโจนออกมันก็คล้ายสัมผัสถึงเส้นใยที่ถี่ยิบกั้นขวางเป็นใยโปร่งแสงที่เสมือนกับใยแมงมุม ทั้งเหนียวแน่นแลอ่อนหยุนยากที่พลังยุทธ์ของมันจะทำลายได้โดยง่ายว่าจะตวัดแท่งโลหะสีดำในมือ แท่งโลหะของมันก็ได้ถูกเส้นใยที่มองไม่เห็นนี้พันธนาการเอาไว้แล้วมันในตอนนี้มิต่างจากแมลงติดใยแมงมุมที่รอคอยให้แมงมุมมาเขมือบแม้แต่น้อย นี่ก็คือค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ที่ลึกล้ำแลน่ากลัว

             

            สตรีแห่งนิกายเทวะวจนะตรงหน้ากลับเป็นผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางแห่งมหาวิถีวจนะปัญญาผู้หนึ่ง!

             

            หลังจากถูกค่ายกลพลังปาฏิหาริย์พันธนาการร่างจนมิอาจขยับเส้าเทียนก็แทบร่วงรู้ในชะตากรรมของตน ต่อหน้าคนของนิกายเทวะวจนะผู้นี้ ต่อหน้าค่ายกลที่ลึกล้ำแน่นหนามันก็จนปัญญาหาทางหนี ไหนเลยตอนนี้จอมยุทธ์ในมหาวิถีวจนะที่ไล่ล่ามันเมื่อครู่ก็ได้ควานหามาถึงแล้ว!

             

            อู่ถงไล่ติดตามมาอย่างรวดเร็วพบกองกำลังทหารแลเหล่ามือปราบปิดล้อมอยู่เบื้องหน้า สอบถามอย่างละเอียดก็ไม่มีใครพบเห็นผู้ต้องสงสัยผ่านทางเช่นนั้นอู่ถงมันจึงประเมินว่าเส้าเทียนย่อมหลบอยู่ภายใต้บริเวณเมืองนี้มิอาจไปที่ไหนไกลมันมองโดยรอบบริเวณ มองฝูงชนแลอาคารร้านรวงที่เป็นไปได้สำหรับกบดาน มองเห็นอาคารหลังหนึ่งแต่ยังมิทันจะได้เข้าไปก็ไปสดุดตากับเหล่ารถม้าเทียมเกวียนที่จอดเรียงรายเสียก่อน

             

            มันจึงเดินแง้มดูประทุนรถม้าเหล่านั้นเดินไปจนถึงรถม้าคันหนึ่ง ขณะจะเอื้อมมือเปิด หน้าต่างรถม้าคันดังกล่าวก็เปิดขึ้นทันใดเผยให้เห็นวงหน้าสะคราญโฉมภายใต้ชุดคลุมสีฟ้าครามที่แย้มยิ้มออกมา

             

            “มีธุระอันใดกับข้าหรือไม่"

             

            เห็นสตรีสะคราญโฉมตรงหน้าอู่ถงก็ปรากฏแววความแปลกใจมิน้อย ก่อนประสานมือ

            “หัวหน้าหน่วยสามแห่งวิหารปัญญาไม่คิดว่าคนต่ำต้อยเช่นข้าจะมีวาสนาได้พบท่านในเมืองแถวชายแดนเช่นนี้"

             

            สตรีสะคราญโฉมในอาภรณ์สีฟ้าครามนางนี้แท้จริงกลับเป็นหัวหน้าหน่วยที่สามแห่งวิหารปัญญานามเจียวมิ่ง เจียวมิ่งนอกจากจะเป็นผู้ที่มีจิตใจแลปัญญาอันพิสุทธ์ ทั้งเลื่องชื่อในด้านมหาวิถีวจนะปัญญาแล้วสตรีนางนี้ก็ยังเป็นสตรีรุ่นเยาว์นางเดียวที่แสงสังหารแห่งวจนะให้ความเคารพนับถือดั่งพี่สาวซ้ำยังให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คนในนิกายกริ่งเกรงไป๋เหิ่นซินมากเพียงใด พวกมันก็พลอยย่นระย่อในตัวของเจียวมิ่งด้วย

             

            เจียวมิ่งกล่าวว่า

            “ข้ามีหน้าที่เผยแพร่คำสอนแห่งเทวะวจนะทั่วใต้หล้าชี้นำชาวประชาให้ใฝ่หาแสงสว่าง จึงมิแปลกที่ท่านจะเห็นข้าอยู่ตามเมืองชายแดนเช่นนี้แต่ที่น่าแปลกคือท่านที่มีหน้าที่ดูแลประตูวิหารยุทธ์ เหตุไฉนจึงมาปรากฏอยู่ที่แห่งนี้เสียได้"

             

            อู่ถงหัวเราะแผ่วเบาพลางมองวงหน้าที่พิลาสล้ำตรงหน้าแล้วกล่าว

            “แม้นมีหน้าที่เฝ้าประตูก็มิได้หมายว่าข้าจะต้องเฝ้าประตูตลอดไป… ท่านหัวหน้าหน่วย เมื่อมีวาสนาพบพานแล้วขอให้ข้าได้เป็นธุระจัดหาอาหารชั้นเลิศให้แก่ท่านได้หรือไม่”

             

            เจียวมิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “ข้าขอบพระคุณในความหวังดีแต่แคว้นนี้ยังมีผู้คนรอคอยแสงสว่างจำนวนมาก ข้าคงมิอาจชักช้ารั้งตัวอยู่นานได้ คงต้องขออภัยแล้ว"

             

            อู่ถงผงกศีรษะ

            “ถือเสียว่าข้าผู้นี้ไร้วาสนา…ว่าแต่ท่านพบเจอบุรุษผู้หน้าสงสัยผู้หนึ่งผ่านมาทางนี้หรือไม่”

             

            พออู่ถงกล่าวคำนี้เส้าเทียนที่นั่งนิ่งเพราะถูกค่ายกลพลังปาฏิหาริย์พันธนาการร่างก็จ้องสายตามองเจียวมิ่งแต่เจียวมิ่งยังคงมองออกไปที่ด้านนอกพร้อมรอยยิ้ม

            “สิ่งใดที่เรียกว่าน่าสงสัยหรือเพราะที่นี่นอกจากท่านแล้วก็ไม่มีใครทำตัวลับๆล่อๆ อีก”

             

            รอยยิ้มของอู่ถงชะงักไปปกติคนจากวิหารปัญญามักจะถกเรื่องความดีชั่วแลถูกต้อง ทั้งยังคอยขัดคอกับวิหารอื่นๆจนเกิดความไม่ลงรอยอยู่เสมอ การที่คนของวิหารยุทธ์ของตนอยู่ที่นี่ ซึ่งเสมอมาได้ถูกเก็บเป็นความลับอย่างดียิ่งหากให้วิหารแห่งปัญญารู้ว่าพวกตนอาศัยที่นี่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำอีกทางหนึ่ง เห็นทีจะเกิดปัญหาขึ้นแน่แน่นอนว่าวิหารยุทธ์ย่อมไม่กลัววิหารปัญญา แต่บางตัวตนจากวิหารปัญญาก็มิอาจตอแยได้

             

            เห็นอู่ถงเงียบไปประกอบกับคนคุมบังเหียนที่ไปทำธุระส่วนตัวได้วิ่งมาพอดี มันทำความเคารพอู่ถงเล็กน้อยรอฟังคำสั่งจากเจียวมิ่ง พอนางประสานมือกล่าวอำลาอู่ถงอย่างเชื่องช้า พร้อมกับประตูรถม้าที่เลื่อนปิดรถม้าของนางก็เคลื่อนออกไปในทันที

             

            ภายในรถม้าค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ยังคนทำงานอยู่สิ่งที่เกิดขึ้น วาจาที่เปล่งออกมา เหล่านี้คนนอกเทียมเกวียนจึงไม่มีทางจะได้ยิน เส้าเทียนจึงกล่าวถามด้วยความสงสัย

            “เหตุใดจึงช่วยข้า"

             

            เจียวมิ่งปลดปล่อยเส้นใยที่พันธนาการร่างมันออกจึงกล่าวตอบ

            “เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับความเท่าเทียมและได้รับโอกาสที่จะหันหน้าเข้าหาแสงสว่างกันทุกคน"

             

            เส้าเทียนกล่ามถามจริงจัง

            “ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?”

     

            “เป็นใครนั้นสำคัญไฉน…สำคัญที่ความคิดและการกระทำมากกว่า”

             

            “หากท่านรู้ท่านอาจมีความผิดต่อนิกายได้"

             

            “หากช่วยคนคือความผิดข้าก็จะขอรับผิด”

            กล่าวคำนี้ออกมานางก็ได้นึกคิดข่าวสารที่นางได้รับตลอดการอยู่แคว้นเว่ย สองฐานอำนาจที่เริ่มครุกรุ่นขัดแย้ง การจัดการที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดรวมถึงความละโมบชั่วร้ายของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน เห็นความทุกข์ยากของประชาราษฎร์ที่มากกว่าแคว้นอื่นนับหลายเท่ากอปรกับได้เห็นตัวตนสำคัญจากวิหารยุทธ์ในที่แห่งนี้ นางจึงได้ประติดประต่อเรื่องราวจนเข้าใจแทบจะแจ่มแจ้งถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อแคว้นเว่ยเช่นนั้นนางจึงกล่าวต่อ

            “วิหารยุทธ์ยังช่วยคนชั่วได้ข้าจะช่วยคนที่มีคุณธรรมซักคนมิได้เลยหรือ"

             

            เส้าเทียนขมวดคิ้วเจียวมิ่งจึงประสานมือขึ้นแก่มันแสดงความเลื่อมใส ก่อนกล่าวต่อ

            “รู้ว่าตรงหน้ามีกับดักแต่เพื่อเถ้าถ่านกำเดียวท่านกลับเสี่ยงชีวิตมาเอา จิตใจของท่านก็ยังใช้ได้กว่าจักรพรรดิพระองค์นี้มากนัก”

             

            เส้าเทียนมองวงหน้าสะคราญโฉมด้วยหัวคิ้วที่ยังขมวดอยู่เรื่องของมันนี้กลับมิพ้นหูตาของนางได้

            “ท่านช่วยข้ามีวัตถุประสงค์ใดกันแน่"

             

            เจียวมิ่งเปิดหน้าต่างทอดสายตาไปยังแมกไม้ที่อยู่รายทาง

            “ปณิธานของข้าคือชักนำผู้คนให้เข้าสู่แสงสว่างแห่งวจนะแต่ความทุกข์ยากแร้งแค้นของผู้คนมากมายสุดคณานับ พวกมันยังจะเหยียบย่างสู่แสงสว่างอย่างแท้จริงได้อย่างไรเช่นนั้นปณิธานของข้าก็คงไม่มีวันได้บรรลุ"

             

            “ท่านเห็นการกระทำของคนที่ถือตนว่าเดินตามคำสอนและกฎเกณฑ์แห่งเทวะวจนะแล้วท่านก็ยังเชื่อว่าสิ่งนี้ดี?"

             

            “คำสอนไม่ผิดกฎแห่งวิถีก็มิเคยเอนเอียง แต่คนทึ่ตีความหมายแลนำไปปฏิบัติต่างหากที่ผิด หลายผู้มองว่าฝึกญาณชั่วแต่แท้จริงฝึกญาณไม่ได้ชั่ว ทว่าเป็นคนบางผู้ต่างหากที่ทำให้มันชั่ว ไม่เช่นนั้นคนจากวิหารยุทธ์บางผู้ที่บอกว่าตนใฝ่หาแสงสว่างแห่งเทวะวจนะจะมีความละโมบชั่วช้าได้อย่างไร”

             

            เส้าเทียนมองสตรีสะคราญโฉมตรงหน้าตาไม่กระพริบ

            “ท่านคือคนจากนิกายเทวะวจนะคนแรกที่ข้านับถือ"

             

            .

            .

            .

             

            ม้าเร็วส่งข่าวสารถึงวังหลวงยืนยันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าผู้ที่ไปคือผู้มีวาสนาแห่งมังกรคนสุดท้าย เมื่อเป็นสายเลือดสุดท้ายเว่ยซวงเฟย จักรพรรดิแห่งแคว้นจึงอยากไปเห็นด้วยตาของตนเอง หรือจิตเจตนาที่แท้จริงก็คืออยากไปสังหารสายเลือดสุดท้ายนี้ให้ตกตายกับมือ โค่นล้มขุมอำนาจของจักรพรรดิพระองค์เดิมประคองบัลลังก์มังกรแห่งแคว้นให้มั่นคงสืบไป

             

            เมื่อจักรพรรดิแห่งแคว้นจะเสด็จขบวนกองทัพหลวงที่กอปรไปด้วยนายทหารฝีมือดี ทหารม้าสุดแก่กล้า รวมถึงเหล่ายอดฝีมือของทางการต่างหลั่งไหลเมืองอิ๋งซานที่อยู่แถวชายแดนแห่งนั้น เมืองที่ไม่เจริญรุ่งเรืองพอให้ชนชั้นสูงต้องเหยียบย่างบัดนี้กลับมีตัวตนอันสูงส่งนำพากองกำลังที่มีทั้งหมดไปเยือน ทหารทั่วเมืองต่างๆ ก็ราวกับอยู่ในสภาวะสงครามพวกมันล้วนถูกราชโองการให้ระดมพลไปยังเมืองอิ๋งซานเพื่อล้อมจับศัตรูจนหมดสิ้น

             

            หากต้องจัดการผู้มีวาสนาแห่งมังกรจักต้องสำแดงแสนยานุภาพของกองกำลังฝ่ายตนให้เกรียงไกรเป็นที่สุด!

             

            ตอนนี้เมืองอิ๋งซานราวกับถูกห้อมล้อมด้วยกำแพงภูษาเหล่าภมรหนอนแมลงซักตัวก็ยังไม่มีโอกาสได้รอดผ่าน

             

            เห็นข่าวการเคลื่อนทัพใหญ่ออกจากวังหลวงเห็นจักรพรรดิผู้ที่เพียงนั่งแต่บนบัลลังก์ยกพลออกไปด้วยพระองค์เอง องครักษ์ซ้ายขวาอย่างซุนหวงและหนานเฟิงก็ยิ่งปรากฏแววความลุ่มร้อนตรึงเครียดการที่จักรพรรดิของแคว้นยกกำลังเคลื่อนทัพภายใต้สภาวะที่ไร้สงครามเช่นนี้ นั่นย่อมหมายถึงมันได้มีเป้าหมายอย่างชัดเจนแล้วและนั่นย่อมหมายถึงอันตรายอย่างใหญ่หลวงที่องค์ชายของพวกตนจะประสบ!

             

            หากมองตามสายตาของคนทั่วไปการกระทำที่เอริกเกริกของจักรพรรดิในครานี้มิต่างจากการเคลื่อนมหาสมุทรดับกองไฟแม้เพียงนิดเพราะไฟเพียงกองเดียวที่ก่อด้วยฟืนอยู่หน้าบ้าน อาศัยน้ำในตุ่มหลังบ้านก็ดับได้แล้วไม่จำเป็นต้องไปขนเอาน้ำจากมหาสมุทรอันกว้างใหญ่มาดับให้เสียเวลาและเสียทรัพยากรอันมีค่าเลยซักนิดเช่นเดียวกับเพียงจัดการคนคนเดียว ไม่เห็นจะต้องระดมพลมากมายถึงเพียงนี้ อาศัยยอดฝีมือไม่กี่คนก็จบสิ้นแล้ว

             

            แต่ในสายตาของซุนหวงหนานเฟิง หรือคนที่เคยสนับสนุนพวกมันอย่างๆ ลับนั้นกลับเห็นต่าง นี่เป็นทั้งคำขู่ เป็นทั้งการประกาศศักดิ์ดาความยิ่งใหญ่ให้พวกมันได้ตระหนัก ให้พวกมันได้หวาดกลัว ให้พวกมันได้รับรู้ว่ามิควรตอแยหรือกล้าท้าทายพลังอำนาจนี้พลังที่เพียงออกปากก็พร้อมที่จะถาโถมกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ดั่งมหาสมุทรที่มีคลื่นยักษ์ซัดสาด!

             

            ตอนนี้ไม่มีใครกล้าทานอำนาจของจักรพรรดิพระองค์ใหม่ทั้งกายและใจเพราะพวกมันกลัวที่จะถูกคลื่นมหาสมุทรลูกนี้กลืนกินเช่นเดียวกับผู้มีวาสนามังกรที่อยู่เมืองอิ๋งซาน

             

            “เพื่อพระประสงค์ของจักรพรรดิพระองค์ก่อนพวกเราจะต้องช่วยเหลือองค์ชายให้ได้"

             

            “เป็นพวกเราที่นำพาองค์ชายให้มาตกในปักโคลนบัลลังก์เลือดนี้ต่อให้ต้องสละชีวิตก็จะต้องนำพระองค์ให้หลุดพ้นออกไป"

             

            ความตั้งใจแลปณิธาณของสององครักษ์ซ้ายขวายังเด็ดเดี่ยวแม้พวกมันจะถอดใจในเรื่องบังลังก์มังกรที่สมควรจะสืบทอดสู่สายเลือดที่แท้จริงแล้ว แต่พวกมันก็ไม่ถอดใจที่จะช่วยองค์ชายให้หนีรอดออกไปเป็นพวกมันที่นำพาองค์ชายมา ทำให้ชีวิตอันสงบสุขขององค์ชายต้องมาพบกับความเป็นตายเช่นนี้ดังนั้นพวกมันจึงคิดที่จะใช้ชีวิต กระทำทุกวิถีทางเพื่อให้องค์ชายได้คืนกลับสู่ชีวิตอันเป็นปกติสุขอีกครั้ง

             

            ถึงตอนนี้ทั้งสองก็เริ่มได้คิดพวกมันอาจจะเข้าใจคำฝากฝังแลปณิธานของจักรพรรดิพระองค์ก่อนผิดไป บางทีพระองค์อาจเพียงอยากเห็นสายเลือดสุดท้ายที่เหลืออยู่มีชีวิตที่สงบสุขเท่านั้นคนเห็นแก่ตัวจึงอาจเป็นพวกมัน ที่แปลงปณิธานความตั้งใจของตนเสริมใส่ในปณิธานขององค์จักรพรรดิร่วมด้วย

             

            ตลอดรายทางที่มุ่งไปสององครักษ์มีใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ร้อนแลรู้สึกผิด ยิ่งไม่รู้ชะตากรรมขององค์ชายเป็นเช่นไรพวกมันจึงยิ่งหนักอึ้งในจิตใจแลสมอง จนผมสีดำของพวกมันเริ่มเห็นสีขาวดอกเลาแซมขึ้นอย่างชัดตาพวกมันเดินทางอย่างลืมความเหนื่อยล้า ลอบฝ่ากองกำลังทั้งเผชิญเหล่ายอดฝีมือ ความเป็นตายเฉียดผ่านครั้งแล้วครั้งเล่าแต่พวกมันหาได้สนใจแต่อย่างใด ความคิดเดียวที่มีคือจักต้องไปให้ถึงเมืองอิ๋งซาน

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน