บทที่ 8 ฝากตัวเป็ศิษย์
“ข้าไฉหรงฉ่าง”
“ข้าไป๋หลิงเยี่ย”
ทั้งสองถูกรับเข้าไปในจวนสกุลกง แต่ไม่ได้พบปรมาจารย์กงซิ่งอวี่ตามที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากสำนักศึกษาที่อยู่ในเขตราชฐานหลวงเกิดเหตุไม่ชอบมาพากล ในฐานะขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก และมีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักศึกษาเจิ้งซวนฉู่โดยตรง ด้วยเหตุนี้ผู้าุโกงจะไม่ไปก็ไม่ได้
เช่นนั้นไฉหรงฉ่างกับไป๋หลิงเยี่ยกำลังยิ้มแฉ่ง เอื้อนเสียงสดใสไพเราะเพราะพริ้งให้ผู้ใดฟัง???
กงซินเยว่ เด็กหญิงวัยสามขวบ หลานสาวคนงามของผู้เฒ่ากง นอกจากเป็บุตรสาวของคุณชายใหญ่กงเสวี่ยหาน กับคุณหนูสามตระกูลหลิน หลินจื่อเฟย กงซินเยว่หรือพวกบ่าวไพร่เรียกจนติดปากว่า คุณหนูซินเยว่ นางยังเป็แก้วตาดวงใจของผู้เฒ่ากงซิ่งอวี่อีกต่างหาก
ส่วนสิ่งมีชีวิตสีส้มขนปุย ซึ่งกำลังเดินนวยนาดอยู่บนกำแพงสูง มันคือสัตว์เลี้ยงของคุณหนูซินเยว่ แมวอ้วนสุดเย่อหยิ่งตัวนั้นมีชื่อว่า เสี่ยวฉุย กิจวัตรประจำวันของมัน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ากินกับนอน คุณหนูซินเยว่ให้ความสำคัญกับเสี่ยวฉุยค่อนข้างมาก เสี่ยวฉุยจึงติดนิสัยขี้เอาแต่ใจมาจากเ้านายของมัน
“ข้าเคยได้ยินท่านปู่พูดถึงผู้เฒ่าหวังอยู่บ่อย ๆ ไม่คิดว่าวันนี้จะได้พบศิษย์ทั้งสองของผู้าุโโดยบังเอิญ” บิดามารดาไม่อยู่ ท่านปู่ก็ไม่อยู่จวน หน้าที่ต้อนรับแขกจึงตกมาเป็ของเด็กหญิงวัยสามขวบอย่างกงซินเยว่
“บังเอิญที่ไหนกัน พวกข้าเดินทางไกลตั้งหกคืนเจ็ดวัน กว่าจะมาถึงที่นี่… เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว อึก~” เ้าอ้วนไฉหรงฉ่างปากไม่มีหูรูด คิดอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น สุดท้ายก็ต้องโดนนิ้วมือเรียวของหลิงเยี่ยอุดไว้อีกตามเคย ก่อนจะยัดขนมเฉียนกั่วตามไปติด ๆ
“เข้าใจผิดแล้ว พวกข้าคือศิษย์จากสำนักซาน ไม่ใช่ศิษย์ของผู้เฒ่าหวัง” ไป๋หลิงเยี่ยรีบพูดแก้ต่าง
“คุณหนู นายท่านใหญ่กลับมาแล้วขอรับ” พ่อบ้านาุโเข้ามากระซิบจากด้านหลัง แต่พูดยังไม่ทันสิ้นเสียงกงซินเยว่รีบหยัดกายขึ้นยืน แล้วซอยฝีเท้าต้วมเตี้ยมไปชะเง้อชะแง้อยู่หน้าซุ้มประตู ทันทีที่เห็นท่านปู่ลงจากกระโจมรถม้า หลานสาวคนงามอ้าแขนกว้างวิ่งเข้าไปกอดหมับเข้าที่หน้าขาของท่านปู่
หัวกลมทุยของนางคลอเคลียอยู่เช่นนั้น น้ำเสียงงุดงอดเบาบางแต่จับเป็ภาษาได้ง่าย ๆ
“เยว่เอ๋อร์ต้อนรับแขกให้ท่านปู่ได้เป็อย่างดี ไม่เชื่อก็ถามพ่อบ้านฟางดูเถิดเ้าค่ะ” หลานสาวขี้ฟ้อง และเป็คนบ้ายอมาแต่ไหนแต่ไร ส่วนหนึ่งเพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ทุกคนในจวนตามใจซินเยว่เสมอ นางจึงกลายเป็เด็กที่้าคำชื่นชมตลอดเวลาอย่างที่เห็น
“ดี! ดีเหลือเกิน ไม่มีใครหน้าไหนดีเด่นได้เท่าหลานสาวของข้าอีกแล้ว”
กงซิ่งอวี่ในวัยเจ็ดสิบปี ดูกระฉับกระเฉงไม่ต่างจากคนรุ่นราวหกสิบปี สีหน้าค่าตาบ่งบอกว่าเขาเป็คนจิตใจดีมีเมตตา ไม่แปลกที่กงซินเยว่จะรักท่านปู่มากกว่าพ่อแม่ของตัวเองเสียอีก
“เป็อย่างไร? คนที่ผู้เฒ่าหวังส่งมา หล่อเหลาหรือไม่” กงซิ่งอวี่พูดเสียงดังติดตลก
กงซินเยว่ถูนิ้วมือดุนปลายคาง ออกเสียง ‘งืม’ ในลำคอ สีหน้าบ่งบอกว่าครุ่นคิดอย่างหนัก เงียบงันไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงเจื้อยแจ้วว่า “หนึ่งคนพูดจาดี หนึ่งคนพูดจาไม่ดี ถามถึงองค์รวมของหน้าตานับว่าเสมอกัน”
“อะฮ่า! เ้าเลือกได้แค่หนึ่งคนเท่านั้น” กงซิ่งอวี่ใช้กุศโลบายในการพร่ำสอนหลานสาว
“ในเมื่อหล่อเหลาใกล้เคียงกัน ซินเยว่ควรประเมินจากบุคลิกภายนอก กับสัดส่วนรูปร่างถึงจะถูก ไฉหรงฉ่างอวบอ้วน กินจุ และพูดมาก ส่วนไป๋หลิงเยี่ย พูดน้อย หลักแหลม ถ่อมตน รูปร่างสันทัดสมส่วน เช่นนั้น…เยว่เอ๋อร์คิดว่าไป๋หลิงเยี่ยหล่อเหลาที่สุด”
เด็กหญิงวัยสามขวบพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน วาจาที่ใช้ล้วนฉะฉานและตรงไปตรงมา เพียงเท่านี้ก็ทำให้กงซิ่งอวี่ภูมิใจในตัวหลานสาวจะแย่ ธรรมเนียมบ้านอื่นอาจรักหลานชายมากกว่าหลานสาว แต่ใช้ไม่ได้กับสกุลกง
ตราบใดที่เป็มนุษย์ มีเืเนื้อเชื้อไขเหมือนกัน ผู้ที่เจริญแล้วไม่ควรตัดสินว่าเพศไหนดี เพศไหนด้อย เพราะในความเป็จริง ทุกเพศทุกวัยล้วนมีความมหัศจรรย์ที่แตกต่างกัน ด้วยกระบวนความคิดที่ลึกซึ้งและแตกต่างจากคนทั่วไป ทำให้กงซิ่งอวี่เป็ราชครูคนสำคัญของแผ่นดินกัวฉู่อย่างที่เป็อยู่ในตอนนี้
“เด็กวัยสามขวบรู้จักคิดวิเคราะห์ได้ขนาดนี้ ถือว่าไม่ธรรมดา ในสายตาข้าเยว่เอ๋อร์คือยอดผู้เยาว์ที่น่าเลื่อมใสที่สุดในใต้หล้า” กงซิ่งอวี่จูงมือซินเยว่เดินไปเรื่อย ๆ สลับเอื้อมมือไปลูบหัวพร้อมทั้งเอ่ยชมไม่ขาดปาก ผู้เฒ่าให้ท้ายหลานสาวอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
“เยว่เอ๋อร์รักท่านปู่ที่สุด” เด็กหญิงยิ้มแฉ่งเบิกบานใจ
“แต่มีอย่างหนึ่งที่เยว่เอ๋อร์ควรรู้ไว้ เ้าบอกว่าไฉหรงฉ่างอวบอ้วนลงพุง แล้วเยว่เอ๋อร์เล่า ผอมเพรียวกว่าไฉหรงฉ่างตรงไหน?” ผู้าุโกงซิ่งอวี่พูดฉอเลาะหยอกเย้าหลานสาวตัวน้อย เพราะถูกเลี้ยงดูอย่างดี อาหารการกินไม่เคยขาด กงซินเยว่จึงอ้วนเป็เ้าลูกหมูไม่ได้ต่างจากไฉหรงฉ่างนัก
“ฮี่ฮี่ เยว่เอ๋อร์เป็เด็กอ้วนที่น่ารัก ส่วนคนผู้นั้นเป็เด็กอ้วนที่น่าชัง เปรียบเทียบกันได้เสียที่ไหน” กงซินเยว่หัวเราะเหอะหะแก้เขิน ก่อนจะแก้ต่างให้ตัวเองหน้าตาเฉย เหมือนสำนวนที่ว่า ‘เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น’
“คราวหลังอย่าวิจารณ์คนอื่นแค่ภายนอก เข้าใจหรือไม่” ผู้เฒ่ากงเคาะหน้าผากหลานสาวตัวยุ่งไปทีหนึ่ง ก่อนจะถูกเ้าตัวสะบัดมือทิ้ง แล้ววิ่งหัวสั่นหัวคลอนไปที่ไหนก็ไม่ทราบ...
“คารวะผู้าุโ” เสียงสะท้อนจากผู้เยาว์สองคนดังมาจากศาลาทรงแปดเหลี่ยมทิศประจิม
“เ้าคือไฉหรงฉ่าง ส่วนเ้าคือไป๋หลิงเยี่ยสินะ” กงซิ่งอวี่หยุดเท้า แล้วสบตากับเด็กทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสลับไปมองแต่ละคนอย่างเพ่งพิศ แค่ฟังคำวิจารณ์จากเยว่เอ๋อร์ก็น่าจะพอเดาได้ ว่าใครคือไฉหรงฉ่าง ใครคือไป๋หลิงเยี่ย
แต่ที่ชัดเจนที่สุด เห็นทีจะเป็ใจความในจดหมายที่หวังเยี่ยนเฟิงส่งมา ไม่เพียงฝากฝังความ้า มอบหมายให้กงซิ่งอวี่สอนสั่งและฝึกฝนให้ไฉหรงฉ่างรู้จักควบคุมพลังยุทธ์จากเส้นปราณบริสุทธิ์ ยังระบุอีกว่า ไฉหรงฉ่างมีรูปร่างอย่างไร ไป๋หลิงเยี่ยมีรูปร่างอย่างไร
ไม่เพียงอธิบายได้ละเอียดหมดจด ภาพที่ผู้เฒ่าหวังวาดด้วยพู่กันหยาบยังเหมือนตัวจริงมากถึงเจ็ดส่วน
“ท่านผู้าุโรู้จักพวกข้าได้อย่างไรขอรับ?” ไฉหรงฉ่างเอียงคอถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ ยามอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ไฉหรงฉ่างลดท่าทางโอหังของตนลงไปมาก ถือว่ายังรู้ความอยู่พอตัว
“อะฮ่า เด็กโง่ กว่าพวกเ้าจะเดินทางมาถึง ตาเฒ่าหวังส่งจดหมายหาข้าเกือบทุกวัน พวกเ้าทั้งสองน่าจะสำคัญกับหวังเยี่ยนเฟิงอยู่พอตัว ในเมื่อรู้อย่างนี้ข้าย่อมใส่ใจ และไม่เพิกเฉยที่จะทำความรู้จักกับพวกเ้าแน่นอน”
เพียงได้เห็นหน้ากันครั้งแรก ผู้เฒ่ากงซิ่งอวี่รู้สึกถูกชะตากับเด็กทั้งคู่อย่างบอกไม่ถูก อีกประการหนึ่งก็ััได้ว่าไฉหรงฉ่างไม่ใช่เด็กกะโหลกกะลาทั่วไป นอกจากนี้ยังััได้ถึงขุมพลังสองสายที่ไหลเวียนอยู่ในกายของหรงฉ่างอีกด้วย
“ผู้าุโกง กับผู้าุโหวัง หน้าตาคล้ายคลึงกันมาก ข้าผู้เยาว์ขอบังอาจถาม ท่านทั้งสองใช่พี่น้องสายเืเดียวกันหรือไม่?” ไป๋หลิงเยี่ยประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะถามบางอย่างที่รุกล้ำความเป็ส่วนตัวของอีกฝ่ายพอสมควร
หากเป็ผู้าุโท่านอื่น ไม่แน่ว่าคงถือโทษโกรธเคืองอยู่บ้าง ทว่ากงซิ่งอวี่นอกจากจะไม่ส่อแววว่าโกรธเคือง ยังหลุดหัวเราะร่วนออกมาอย่างชอบอกชอบใจ ก่อนจะเอ่ยว่า
“น่าสนใจ เ้าเองก็น่าสนใจ พี่ใหญ่หวังส่งเพชรเม็ดงามมาให้ข้าเจียระไนถึงสองคนเชียวหรือนี่”
กงซิ่งอวี่ต้อนเด็กสองคนให้กลับเข้าไปนั่งในศาลาทรงแปดเหลี่ยม ก่อนจะค่อย ๆ ซักถามประวัติของแต่ละคนอย่างละเอียด แต่ก็ต้องผิดหวังไปตามระเบียบ เมื่อประวัติชาติเกิดที่กงซิ่งอวี่้าไม่มีให้ขุดคุ้ย
ในเมื่อซักถามกันมาพอประมาณ ก็ถึงเวลาที่กงซิ่งอวี่จะกล่าวถึงประวัติความเป็มาของตนเองเสียบ้าง ทว่าก่อนที่จะได้ฟังเื่ราวเ่าั้ กงซิ่งอวี่ตั้งเงื่อนไขเป็ข้อแลกเปลี่ยนว่า ผู้เยาว์ทั้งสองจะมีสิทธิ์ได้รับรู้ประวัติของกงซิ่งอวี่ก็ต่อเมื่อยินยอมกราบกรานกงซิ่งอวี่เป็อาจารย์…