ผลึกอสูรเม็ดสุดท้ายถูกโยนเข้าปาก มู่เฉินขมวดคิ้วด้วยความกังวลเขา้าหลอมสายเืให้สำเร็จภายในคืนนี้ นั่นเพราะการล่าสัตว์อสูรทำได้ยากยิ่งขึ้น จำนวนสัตว์อสูรในชั้นที่สามน้องลงอย่างมาก อีกทั้งขณะนี้เขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะลงไปยังเหวชั้นที่สี่อีกด้วย
ปราณอสูรเส้นสุดท้ายถูกดูดเข้าไปยังหัวใจทมิฬที่สงบนิ่ง ทันใดนั้นพลันเกิดการเปลี่ยนแปลง
ตุบ ตุบ ตุบ!!! หัวใจทมิฬที่นิ่งสงบตลอดมาเริ่มเต้นเป็จังหวะ ปราณทมิฬกระจายตามเส้นด้ายสีดำไปยังจุดลมปราณทั้งร้อยแปดจุด ต่อมาลมปราณทมิฬที่เคลื่อนไหวอย่างแ่เบาเริ่มบ้าคลั่ง มันหมุนวนด้วยความรวดเร็วจนเส้นลมปราณของเขาฉีกขาด
“อ๊ากกกก” มู่เฉินร้องด้วยความเ็ป เส้นลมปราณถูกทำลายย่อยยับอย่างรวดเร็ว จุดตันเถียนสั่นะเืจนแทบะเิ
ความเ็ปกินเวลาราวหนึ่งก้านธูปจึงค่อยบรรเทาลง เส้นลมปราณที่ฉีกขาดเริ่มกลับมาประสานกันอีกครั้ง มันมีขนาดใหญ่และเหนียวกว่าเดิมนับสิบเท่า ส่งผลให้อวัยวะภายใน กระดูก กล้ามเนื้อเส้นเอ็นและิัของเขาพัฒนาไปอีกระดับ
‘ปลดผนึกทักษะสายเื นิมิตเทวะ’ เสียงทรงอำนาจที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้มู่เฉินไม่ได้ตกตะลึงแต่อย่างใด เขาได้คาดการณ์ไว้แล้วเมื่อสำเร็จการหลอมสายเืจะต้องมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
มู่เฉินลืมตาขึ้นช้าๆด้วยความโล่งอก ความเ็ปช่างรุนแรงนักแต่นับว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาได้รับ ตอนนี้ร่างกายเขาอัดแน่นไปด้วยพลังที่พร้อมประทุออกทุกเมื่อ
“สำเร็จแล้ว มันสำเร็จแล้ว ได้เวลาที่ข้าจะมุ่งไปที่การฝึกยุทธ์แล้ว” เขากำหนดแผนการฝึกยุทธ์ใน่เวลาเก้าเดือนก่อนที่หลินเยว่จะตื่นขึ้น โดยเขาจะดูดกลืนพลังฟ้าดินเพื่อยกระดับพลังยุทธ์ที่ซอกผาแห่งนี้ตลอดแปดเดือนจากนั้นเดือนสุดท้ายจึงจะลงไปยังเหวชั้นที่สี่
มู่เฉินนั่งลงดูดกลืนพลังฟ้าดินที่อยู่รอบกาย พลังฟ้าดินราวกับโดนคำสั้งประกาศิตมันหมุนวนและพุ่งเข้าหาเขาอย่างรุนแรง ซึ่งมันรวดเร็วขึ้นถึงสิบเท่าเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้
พลังฟ้าดินถูกดูดกลืนและแปลสภาพให้เป็ปราณทมิฬโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปที่ต้องใช้ิญญายุทธ์ในการกลั่นปราณฟ้าดิน เวลาเพียงไม่นานปราณทมิฬเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากก่อนหน้านี้มันเป็เพียงกลุ่มก้อนขนาดเล็กแต่ตอนนี้มันเริ่มกระจายตัวออกรอบด้านราวกับผืนทะเล
“นี่มันทะเลปราณ เป็ไปได้อย่างไร? มิใช่ต้องบรรลุระดับิญญาจึงจะสร้างทะเลปราณได้รึ?” มู่เฉินตกตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้นในจุดตันเถียนของเขา การที่เขามีทะเลปราณั้แ่ตอนอยู่ระดับกำเนิดเป็เื่เหลือเชื่อยิ่งนัก เกรงว่าทั่วทั้งดินแดนชิวเทียนแห่งนี้จะมีเขาแต่เพียงผู้เดียวที่ทำได้
ร่องรอยความปิติปรากฏเต็มใบหน้าของเขา แม้ทะเลปราณจะไม่ได้ทำให้เขาแข็งแกร่งมากขึ้นแต่มันเป็สิ่งที่มีประโยชน์มาก มันทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับิญญามีปราณใช้อย่างมหาศาลโดยไม่ถูกจำกัดเช่นระดับกำเนิดที่มีเพียงกลุ่มก้อนปราณเท่านั้น
เขาเก็บความตื่นเต้นและหยุดการฝึกยุทธ์ลง แม้จะมีพลังเต็มเปี่ยมแต่ร่างกายเขาเองอ่อนล้ามากจากการล่าสัตว์อสูรตลอดทั้งวัน
ค่ำคืนที่สงบเงียบกลับมาอีกครั้ง มู่เฉินนอนอยู่ด้านในซอกผาข้างกองสมุนไพรหลายร้อยต้น ไม่นานก็หลับสนิท แต่ที่เขาไม่รู้คือพลังฟ้าดินโดยรอบถูกดูดเข้าไปในจุดตันเถียนเขาอีกครั้งหลังจากเขาหลับสนิทแล้ว แม้มันจะมีความเร็วเพียงห้าส่วนจากตอนที่เขาฝึกยุทธ์แต่นับว่าเป็เื่อัศจรรย์ยิ่งนัก
ในฝันมู่เฉินกำลังฝึกฝนทักษะหมัดกำราบมาร สิ่งที่เขาไม่เข้าใจในเคล็ดวิชาค่อยๆปรากฏขึ้นอย่างช้าๆราวกับม่านหมอกถูกกำจัดออกไป ตอนนี้ที่เขากำลังฝึกคือเนื้อแท้แห่งทักษะหมัดกำราบมารอย่างไม่ต้องสงสัย
ยามเช้ามาเยือนอีกครั้ง หนังตามู่เฉินเปิดขึ้นในขณะคิ้วเขาขมวดแน่น ในฝันเขาฝึกหมัดกำราบมารจนสมบูรณ์และตอนนี้ภาพเ่าั้ยังคงฝังแน่นในใจเขา นอกจากนี้เขายังตรวจพบว่าทะเลปราณของเขาขยายใหญ่ขึ้นอีกด้วย
“หรือว่ามันคือทักษะนิมิตเทวะ มันจะเกินจริงไปหน่อยแล้ว ฝึกทักษะยุทธ์และฝึกยุทธ์ในเวลาหลับนอน”
การที่มีััเทวะที่แข็งแกร่งแล้วยังมีนิมิตเทวะที่มหัศจรรย์อีก นี่มันพรจาก์อันใดกัน? หากมีผู้คนรู้ความลับนี้ชีวิตเขาคงตกอยู่ในอันตรายเป็แน่ เมื่อคิดถึงจุดนี้เขาจึงเข้าใจสิ่งที่หลินเยว่ห้ามเขามิให้บอกต่อผู้ใดเกี่ยวกับสายเืทมิฬ
“หลังจากนี้ข้าไม่ต้องกังวลเื่การฝึกยุทธ์อีกแล้ว ข้าจะเพิ่มประสบการณ์ต่อสู้จริงในเวลากลางวันและจะฝึกยุทธ์ในเวลากลางคืน” มู่เฉินยิ่มร่าทันที จะมีสิ่งใดประเสริฐกว่านี้ ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปจะฝึกฝนทีละด้าน แต่เขาสามารถทำไปพร้อมกันได้ มันจะลดเวลาในการเติบโตของเขาได้อย่างมหาศาล
“ได้เวลาทดสอบหมัดกำราบมารที่สมบูรณ์” มู่เฉินพูดด้วยความมุ่งมั่น เขาออกจากซอกผามุ่งตรงไปยังป่าลึกก่อนถึงรอยต่อของเหวชั้นที่สี่
ห่างจากเหวชั้นที่สี่เพียงห้าลี้เป็ป่าทึบ ต้นไม้ขนาดใหญ่เรียงรายหนาแน่น นี่เป็สถานที่เดียวของเหวชั้นสามที่ยังมีสัตว์อสูรเหลืออยู่จำนวนมาก แต่นับว่าอันตรายมากเช่นกันเพราะมันล้วนเป็สัตว์อสูรระดับสามที่แข็งแกร่งที่สุด
มู่เฉินยืนนิ่งอยู่บนกิ่งไม้กิ่งหนึ่งของต้นไม้ใหญ่ขนาดสูงสิบจั้ง เบื้องล่างเป็ธารน้ำขนาดเล็กที่มักมีสิตว์อสูรมาดื่มกิน การดักรอผ่านไปเพียงไม่นานพุ่มไม้ทางทิศเหนือของธารน้ำก็เกิดการสั่นไหว สัตว์ขนาดใหญ่สูงหนึ่งจั้งเดินสองขาตรงเข้ามายังธารน้ำ
ร่างที่ปกคลุมด้วยขนสีดำเข้ม เขี้ยวแหลมคมที่สามารถจะบดขยี้ศรีษะมนุษย์ให้แหลกละเอียดได้ภายในการกัดครั้งเดียว มันเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าพร้อมกับสายตาที่มองไปรอบทิศทาง มันคือหมีเขี้ยวเงินซึ่งเป็ผู้ปกครองเหวอสูรชั้นสามแห่งนี้
ก่อนหน้านี้มู่เฉินเคยพบกับมันมาครั้งหนึ่งและด้วยพลังของเขาไม่สามารถทำอัตรายใดๆกับมันได้ เขาได้แต่หลบหนีเอาชีวิตรอดเท่านั้น แต่ในครั้งนี้มันต่างจากเดิมแล้ว ปราณเขาแข็งแกร่งขึ้นและยังบรรลุหมัดกำราบมารที่สมบูรณ์อีกด้วย
มู่เฉินพุ่งตัวลงจากกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว หมัดกำราบมารขั้นสมบูรณ์ถูกปล่อยออกอย่างรวดเร็ว หมีเขี้ยวเงินมีประสาทััจมูกที่ดีมากมันจึงตรวจพบมู่เฉินได้ทันทีที่เขาพุ่งลงจากกิ่งไม้
ปัง!!! เกิดเสียงประทะอย่างรุนแรงระหว่างกรงเล็บหมีเขี้ยวเงินกับหมัดกำราบมาร มู่เฉินเซถอยหลังไปสองก้าว ต่างกับหมีเขี้ยวเงินที่กระเด็นกลับหลังชนเข้ากับต้นไม้อย่างแรง กรงเล็บที่แสนภาคภูมิใจของมันแหลกละเอียดแต่สายตามันยังเต็มไปด้วยความ้าสังหารเข้มข้น
ร่างที่เปอะเปื้อนไปด้วยเืของหมีเขี้ยวเงินพุ่งสวนกลับมาอย่างรวดเร็ว กรงเล็บอีกข้างที่ยังเหลืออยู่พุ่งเข้าหาส่วนคอมู่เฉิน เขาก้าวหลบด้วยทักษะเจ็ดก้าวมายา แต่อาจเนื่องจากเขายังไม่บรรลุขั้นแรกโดยสมบูรณ์จึงไม่สามารถรอดพ้นทั้งหมด ส่วนปลายของกรงเล็บกรีดผ่านชุดเขาเข้าไปสร้างรอยแผลที่หัวไหล่
เมื่อเบี่ยงตัวออกพ้นระยะการตะปบซ้ำของหมีเขียวเงินสำเร็จ เขาปล่อยหมัดกำราบมารอีกรอบ ครั้งนี้เขาเล็งไปที่ส่วนคออย่างแม่นยำ หมัดกำราบมารบดขยี้ลำคอมันอย่างรุนแรง กระดูกคอแตกละเอียด ร่างมหึมาทรุดลงกองกับพื้นทันที
“ระดับพลังยุทธ์ของข้าต่ำเกินไป แม้จะสังหารมันได้แต่ก็ต้องแลกกับการาเ็ ข้าต้องเร่งการฝึกยุทธ์ขึ้นอีก” มู่เฉินพูดอย่างหัวเสีย เขาได้รับาเ็ที่ไหล่แม้ว่ามันจะไม่รุนแรงแต่ก็ถือว่าเป็ชัยชนะที่ไม่สมบูรณ์แบบ
ทักษะเจ็ดก้าวมายายังมีช่องโหว่ มันยังประสานเข้ากับพลังฟ้าดินได้ไม่ดีนักจึงเกิดการติดขัดและเชื่องช้า มู่เฉินเข้าใจจุดอ่อนของเขาดี ทักษะเคลื่อนไหวจำเป็อย่างมากเมื่อเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเทียบเท่าหรือมากกว่าตนเอง
เจ็ดก้าวมายาเป็ทักษะที่ยากต่อการฝึกฝน อาจกล่าวได้ว่ายากมากกว่าหมัดกำราบมารเสียด้วยเพราะมันต้องควบคุมทั้งลมปราณภายในและภายนอกให้เสถียรทั้งคู่ ต่างจากหมัดกำราบมารที่มุ่งเน้นการควบคุมลมปราณภายในเพียงอย่างเดียว
หลังจากจบการต่อสู้กับหมีเขี้ยวเงินมู่เฉินใช้เวลากับการเรียนรู้เจ็ดก้าวมายาเป็หลัก เขามักพุ่งเข้าหาสัตว์อสูรแต่ไม่ทำการสังหารมันในทันที เขาเพียงแค่ใช้มันฝึกฝนทักษะเจ็ดก้าวมายาเท่านั้น การต่อสู้เป็ไปในรูปแบบหนึ่งจู่โจมหนึ่งหลบเลี่ยงและเมื่อสัตว์อสูรต่อสู้จนเมื่อยล้าเขาจึงสังหารมันแล้วค้นหาเป้าหมายใหม่ต่อไป
ใน่เวลาที่หลับเขาไม่ฝันถึงการฝึกทักษะเจ็ดก้าวมายาแต่อย่างใด อาจเป็เพราะเขายังเข้าใจมันน้อยเกินไป นิมิตเทวะไม่อาจเติมเต็มมันได้
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเขาบรรลุระดับกำเนิดขั้นที่สองและใช้ทักษะเจ็ดก้าวมายาได้ดียิ่งขึ้น แม้จะติดขัดบ้างเล็กน้อยแต่หมีเขี้ยวเงินก็ไม่สามารถสร้างาแให้เขาได้อีก ตอนนี้เขาสามารถเดินไปทั่วพื้นที่เหวชั้นสามโดยไม่เกิดอันตรายแม้แต่น้อย
คืนหนึ่งหลังจากกินเนื้อย่างเสร็จ มู่เฉินเข้านอนเพื่อฝึกยุทธ์เช่นเคย แต่คืนนี้เขากลับฝันถึงการฝึกฝนทักษะเจ็ดก้าวมายา ปมที่เขาแก้ไม่ได้ล้วนคลายออกจนหมดสิ้น ภาพเจ็ดก้าวมายาขั้นต้น ‘เคลื่อนไหวดั่งสายลม’ ที่สมบูรณ์ฝังในความทรงจำอย่างหมดจรด
“เป็อย่างที่คาดคิด ต้องฝึกทักษะยุทธ์จนถึงระดับหนึ่งนิมิตเทวะจึงจะสามารถช่วยเติมเต็มได้” มู่เฉินตื่นมาพร้อมกับตาเป็ประกาย ตอนนี้เขาบรรลุทักษะเคลื่อนไหวดั่งสายลมแล้ว
ต่อไปเขาควรฝึกทักษะใด? มู่เฉินมองไปยังตำราทั้งแปดอย่างลังเล สายตาเขาเพ่งไปยังตำราปราณทมิฬ ในบรรดาตำราทั้งแปดมันเป็เพียงเล่มเดียวที่เขาสามารถฝึกฝนได้ตอนนี้
ในตำรากล่าวถึงการเสริมปราณและการสกัดปราณ การเสริมปราณคือการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับปราณทมิฬ เส้นลมปราณเขาใหญ่และเหนียวกว่าเดิมถึงสิบเท่า เขาจึงไม่เคยสนใจมันมาก่อน แต่ถึงตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้วจึงต้องลองศึกษามันอย่างจริงจังสักครั้ง
ส่วนการสกัดปราณเป็การกลั่นปราณทมิฬ เพียงแต่กลั่นแล้วได้สิ่งใดกลับไม่มีบอกไว้ในตำรา มันเป็ขั้นตอนอันซับซ้อนและยังมีเขียนกำกับไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่จะสกัดปราณต้องมีระดับิญญาเป็อย่างน้อย
มู่เฉินหลับตาลงแล้วเริ่มโคจรปราณทั้งร้อยแปดจุดตามคำอธิบายในตำรา เวลาเพียงไม่นานกลับปรากฏเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าของเขา การกำหนดวิถีโคจรทั้งร้อยแปดจุดกินพลังเป็อย่างมากแต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มันไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย
หนึ่งชั่วยามผ่านไป มู่เฉินลืมตาขึ้นด้วยความเหนื่อยล้า เสียงหอบหายใจดังหนักหน่วง มันยากลำบากเกินกว่าตำรายุทธ์อื่นๆมากมายนัก
“อะไรกัน? ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดแล้วยังฝึกยากลำบากถึงเพียงนี้ ข้าทนได้เพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น”
มู่เฉินนั่งครุ่นคิดเกี่ยวกับการเสริมปราณอย่างยาวนาน เขามิอาจรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงใด แต่เขาเชื่อมั่นว่าหากฝึกสำเร็จมันต้องเป็ประโยชน์กับเขาอย่างมากแน่นอน ตำราอีกเจ็ดเล่มล้วนเป็สิ่งยืนยันว่ามันเหมาะสมกับการฝึกยุทธ์ของเขาอย่างยิ่ง เพียงแค่ตอนนี้เขาไม่รู้ความลับของการเสริมปราณเท่านั้นเอง
จากหนึ่งวันกลายเป็หนึ่งเดือน จากหนึ่งเดือนกลายเป็สองเดือน สามเดือน และสุดท้ายเก้าเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหลืออีกเพียงหนึ่งวันหลินเยว่จะตื่นจากการผนึกตัวเอง
ใน่เก้าเดือนที่ผ่านมามีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายกับการฝึกยุทธ์ของมู่เฉิน เื่หนึ่งที่น่ายินดีคือเขาบรรลุถึงระดับกำเนิดขั้นเจ็ด ตำราโอสถทั้งสามเล่มเขาจำได้ขึ้นใจทุกตัวอักษร นอกเหนือจากนี้เขาได้เข้าสู่เหวชั้นที่สี่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนและได้เก็บเกี่ยวสมุนไพรล้ำค่ามากมาย มันถูกนำมากองรวมกันกินพื้นที่หนึ่งในสามของซอกผา
ด้านทักษะยุทธ์ก็มีการพัฒนาที่ดีขึ้น ทักษะกระบี่หงเสียน เขาฝึกได้หนึ่งกระบวนท่าคือ กระบี่ผ่าภิภพ แม้จะยังไม่สมบูรณ์เพราะเขาไม่มีกระบี่ที่แท้จริงแต่การฝึกโดยใช้ไม้ไผ่ก็สามารถสังหารสัตว์อสูรระดับสามได้
ทักษะเจ็ดก้าวมายาแม้เขาจะยังไม่สามารถใช้ขั้นที่สองได้ แต่การเคลื่อนไหวดั่งสายลมของเขาบรรลุถึงจุดสูงสุด ตอนนี้เขาสามารถใช้มันได้อย่างต่อเนื่อง หากไม่เจอคู่ต่อสู้ที่สูงล้ำมากนักจะไม่สามารถเข้าถึงตัวเขาได้เลย
ที่สำคัญที่สุดคือเขาฝึกหมัดต่อต้าน์ซึ่งเป็ขั้นที่สองของหมัดสังหารเทวะได้แล้ว แม้จะสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวแต่ถือเป็ท่าไม้ตายได้ มันมีพลังทำลายสูงมาก แต่ต้องแลกกับการใช้ปราณทมิฬจำนวนมหาศาล หากไม่อยู่ในสถานการณ์เป็ตายเขาจะไม่มีวันใช้มันเป็อันขาด
ระดับพลังยุทธ์และทักษะยุทธ์ที่สูงขึ้นล้วนเกี่ยวข้องกับการฝึกทักษะการเสริมปราณของตำราปราณทมิฬ เริ่มแรกไม่อาจมองเห็นถึงประโยชน์ของมันแต่เมื่อเวลาผ่านไปมู่เฉินพบว่าทักษะการเสริมปราณส่งผลให้การหมุนเวียนของปราณทมิฬเสถียรขึ้นและยังสามารถถ่ายโอนพลังได้อย่างรวดเร็ว การใช้งานปราณทมิฬที่ยากลำบากกลายเป็เื่ง่ายดั่งใจนึก
มู่เฉินนั่งมองดวงจันทราที่ลอยสูงเด่นอยู่ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด เวลาที่เขารอคอยกำลังจะมาถึงแล้ว พรุ่งนี้เมื่อหลินเยว่ตื่นขึ้น เขาจะเดินทางกลับไปยังตระกูลมู่เพื่อเอาสิ่งของที่บิดาเขาทิ้งไว้ให้ก่อนจากไป
“ท่านพ่อ ท่านอยู่แห่งใด? หากข้ากลับไปยังตระกูลแล้วพบกับท่านอีกครั้งคงจะดีไม่น้อย” มู่เฉินรำพึงถึงบิดาที่ไม่ได้พบหน้ากว่าเจ็ดปี