แสงแดดร้อนระอุแผดเผาลงมากลางศีรษะที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเื
ผ่านไปอีก 3 วัน หลินเฟิงแทบจะกลายเป็ร่างไร้ิญญา แขนขวาที่หักเริ่มส่งกลิ่นเน่าเพราะขาดการรักษา ร่างกายซูบผอมจนเห็นซี่โครงชัดเจน เขาใช้ไหล่ซ้ายดันก้อนหินั์อย่างเชื่องช้า ขาสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่
"เร็วเข้า! วันนี้ท่านเ้าสำนักจะมาตรวจงาน!"
เสียงะโของผู้คุมทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทวีคูณ แต่สำหรับหลินเฟิง... หูของเขาอื้ออึงไปหมดแล้ว โลกหมุนคว้าง ภาพตรงหน้าเริ่มดับวูบ
ตุบ!
ในที่สุด ร่างของเขาก็ร่วงลงกระแทกพื้น ฝุ่นตลบอบอวล ก้อนหินที่ดันอยู่เกือบจะทับขา แต่โชคดีที่มันติดหล่มอยู่
"ไอ้สวะนี่! มาเป็ลมอะไรตอนนี้!" ผู้คุมวิ่งเข้ามา ง้างแส้เตรียมจะหวดซ้ำเพื่อปลุกให้ตื่น
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"
เสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วดังแทรกขึ้นมา หยุดชะงักแส้ที่กำลังจะฟาดลงไปกลางอากาศ
ผู้คุมหน้าซีดเผือด รีบเก็บแส้แล้วคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นทันที "คะ... คุณหนูเย่หลิง! คารวะคุณหนูขอรับ!"
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ลอยมาแตะจมูกหลินเฟิงที่นอนหายใจรวยริน เขาพยายามปรือตามอง เห็นรองเท้าผ้าไหมปักลายหงส์สีชมพูอ่อนหยุดอยู่ตรงหน้า เงยหน้าขึ้นไปคือดรุณีในชุดกระโปรงยาวพลิ้วไหว ใบหน้างดงามหมดจดราวกับเทพธิดาลงมาจุติ แววตาของนางฉายแววตื่นตระหนกและสงสาร
นางคือ 'เย่หลิง' ธิดาคนเดียวของเ้าสำนักกระบี่เหล็ก ผู้เปรียบเสมือนดอกฟ้าที่มิอาจเอื้อม
"เขาาเ็หนักขนาดนี้... ทำไมพวกเ้ายังใช้งานเขาอีก!" เย่หลิงถามเสียงสั่น นางไม่รังเกียจที่จะย่อตัวลงมาดูอาการของหลินเฟิงที่เนื้อตัวสกปรกโสโครก
"เอ่อ... คือ... มันเป็กฎของสำนักขอรับคุณหนู คนพวกนี้เป็นักโทษ..." ผู้คุมตอบตะกุกตะกัก
"คนก็คือคน!" นางตัดบท แล้วหยิบขวดหยกใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ เทเม็ดยาสีเขียวมรกตที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งออกมาหนึ่งเม็ด
"กินสิ... นี่คือยาฟื้นฟูระดับกลาง มันจะช่วยรักษาอาการาเ็ของเ้าได้บ้าง"
หลินเฟิงมองเม็ดยาในมือนางด้วยความตะลึง ยาระดับกลางมีค่ามหาศาล บ่าวรับใช้อย่างเขาทำงานทั้งชีวิตก็หาซื้อไม่ได้ แต่นางกลับยื่นให้เขาโดยไม่ลังเล
"ขอบ... คุณ..." เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน
ขณะที่มือสั่นเทาของหลินเฟิงกำลังจะเอื้อมไปรับยา...
"ศิษย์น้องหญิง! อย่าทำตัวแปดเปื้อนกับสวะพวกนี้เลย"
เสียงทุ้มลึกที่คุ้นเคยดังขัดจังหวะ มือหนาข้างหนึ่งยื่นเข้ามาคว้าข้อมือของเย่หลิงไว้
หลินเฟิงเบิกตากว้าง... จางเหว่ย!
จางเหว่ยในชุดศิษย์เอกเต็มยศยืนตระหง่านอยู่ด้านหลัง ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แต่แววตาที่มองมาทางหลินเฟิงนั้นเย็นะเืและเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต
"ศิษย์พี่จาง... ปล่อยข้าเถอะ คนผู้นี้กำลังจะตาย" เย่หลิงพยายามดึงมือออก
"คนพวกนี้ทำผิดกฎสำนัก การที่เ้าช่วยมัน เท่ากับเ้ากำลังส่งเสริมคนผิดนะ" จางเหว่ยพูดด้วยน้ำเสียงสั่งสอน "อีกอย่าง... เ้านี่คือไอ้หัวขโมยที่ขโมยหยกของข้าไปไง จำไม่ได้หรือ?"
เย่หลิงชะงัก นางจำเื่ที่ถูกเล่าลือได้ นางหันมามองหลินเฟิงด้วยสายตาลังเลวูบหนึ่ง แต่เมื่อเห็นสภาพปางตายของเขา ความเมตตาก็ชนะ
"ถึงเขาจะทำผิด แต่เขาก็ชดใช้กรรมอยู่ไม่ใช่หรือ? ข้าทนเห็นคนตายต่อหน้าไม่ได้หรอก" นางสะบัดมือหลุดจากจางเหว่ย แล้วยัดเม็ดยาใส่ปากหลินเฟิงทันที พร้อมทั้งเทน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ส่วนตัวให้เขาดื่ม
"แค่กๆ..." หลินเฟิงกลืนยาลงไป ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง าแภายนอกเริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว ความเ็ปทุเลาลง
"พักผ่อนเถอะนะ" เย่หลิงยิ้มบางๆ ให้เขา "ข้าจะลองไปขอร้องท่านพ่อให้ลดโทษเ้าดู"
นางลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นออกจากชุดกระโปรง แล้วเดินจากไปพร้อมกับสาวใช้ โดยมีจางเหว่ยเดินตามหลังไปติดๆ
ก่อนจะลับสายตา จางเหว่ยหยุดเดินแล้วหันกลับมามองหลินเฟิง
รอยยิ้มอบอุ่นหายไป... เหลือเพียงใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยาอาฆาต
จางเหว่ยขยับปากพูดไร้เสียง แต่หลินเฟิงอ่านปากนั้นออกได้อย่างชัดเจน
'มึง... ตาย... แน่'
หลินเฟิงกำหมัดแน่น พลังจากยารักษาทำให้เขามีแรงขึ้นมาบ้าง แต่มันกลับมาพร้อมกับความหนาวเหน็บที่ขั้วหัวใจ
เขารู้ดี... ความเมตตาของเย่หลิงเปรียบเสมือนน้ำผึ้งอาบยาพิษ
จางเหว่ยหลงรักเย่หลิงมานาน ใครๆ ก็รู้ และการที่นางมาััตัวบ่าวสกปรกอย่างเขา แถมยังแสดงความห่วงใยต่อหน้าจางเหว่ย... มันคือการจุดไฟเผาตัวเองชัดๆ
"เฮ้อ... เอ็งซวยแล้วไอ้หนุ่ม" ผู้คุมเดินเข้ามาเตะเขาเบาๆ ด้วยความสมเพชมากกว่าโกรธเคือง "ได้กินยาเทวดาก็จริง... แต่ข้าว่าเอ็งคงอยู่ไม่พ้นคืนนี้แน่ ศิษย์พี่จางเหว่ยเป็คนขี้หึงและเ้าคิดเ้าแค้นขนาดไหน ใครๆ ก็รู้"
หลินเฟิงเงยหน้ามองท้องฟ้าสีหม่น
'์... ท่านกำลังเล่นตลกอะไรกับข้า?'
เขาเพิ่งจะรอดตายมาได้... แต่ดูเหมือนว่าความตายที่แท้จริงกำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า ในรูปแบบที่โหดร้ายกว่าเดิม