แสงสว่างพร่างพราวฉาบทาไปทั่วทั้งฟ้ายามราตรี ส่งผลให้ผืนฟ้าสีนิลอันเคยประดับไปด้วยดวงดาวมากมายนั้นถูกบดบังไปด้วยรัศมีจากกายของผู้มาเยือน ผู้ซึ่งมีรูปกายกำยำล่ำสัน ทรงเครื่องพัตราเช่นชายชาตินักรบสง่างาม เกราะทองแวววาวถูกสลักอย่างละเอียดลออประกอบด้วยอัญมณีสีชาดซึ่งกระจายอยู่ทั่วทั้งชุดอันเป็สัญลักษณ์ประจำเผ่าพันธุ์
ใบหน้าเข้มคมนั้นเครียดเคร่ง เข้มงวด ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งอยู่เหนือปราสาททรงสูง…ก่อนที่ปีกสีทองระยับจะนำพาเ้าตัวร่อนถลาลงไปพร้อมกับกองทหารราชองครักษ์แห่งวัชรธานี
มหานครของเหล่าครุฑผู้เกรียงไกรแห่งจตุมหาราชิกา
“ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่นะขอรับ ท่านธรรยฑพ”
เสนาคู่ใจเอ่ยขึ้นหลังจากประเมินสถานการณ์โดยรอบที่เงียบสงัด…ไร้ซึ่งสัญญาณใดๆ ที่แสดงถึงการรับรู้ของเ้าผู้ครองปราสาทอันสวยงามแห่งนี้ เพราะตามปกติแล้วจะต้องมีเหล่าบริวารและทหารรักษาการณ์มากมายคอยทำหน้าที่ดูแลมหานิเวศอยู่เสมอในทุก่ยาม ด้วยเป็ที่พำนักของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หนึ่งในเสนาตำแหน่งสูงสุดผู้รักษาพระราชบัลลังก์ และได้ชื่อว่าเป็ผู้ที่ได้รับการวางพระราชหฤทัยจากท้าววิรุฬหกมากคนหนึ่ง
ใช่แล้วล่ะ…ท้าววิรุฬหก จอมเทพปักษาผู้ปกครองดินแดนทางทิศใต้ ที่บัดนี้ต้องออกคำสั่งให้คุมตัวเสนาคนสนิทเข้ารับโทษทัณฑ์อันร้ายแรงยิ่งตามกฎมณเฑียรบาล
แม้นมิใช่การปะาชีวิต…แต่การถูกจองจำใน วชชทัณฑ์คีรี นั้นก็ไม่ต่างจากตายทั้งเป็ ถึงจะไม่ได้มีเครื่องมือทรมานแสนสาหัสเช่นอบายภูมิ ทว่าการถูกขังลืมมิให้เห็นเดือนเห็นตะวัน สำหรับผู้ที่อุบัติขึ้นใน์นั้นจะต่างกระไรเล่ากับนรก…
‘เพราะเป็ท่าน ชยรพ ข้าถึงมาที่นี่ด้วยตัวเอง…เพื่อแสดงถึงการให้เกียรติและความจงรักภักดีเท่าที่ข้าจะทำให้ท่านได้ในยามนี้…และ…
เพื่อเก็บไว้เป็ความทรงจำอันแสนนาน…
เพราะนี่อาจจะเป็โอกาสสุดท้ายที่เราจะได้พบกัน… เพื่อนข้า’ ธรรยฑพคิดพลางเดินมาถึงประตูทองคำที่สลักเป็ลายหงส์ระบำ
ดวงตาสีทับทิมของมันคล้ายมองมาด้วยความรู้สึกตัดพ้อ ก่อนจะขยับปีกสยายเปิดออกให้กับคนคุ้นเคย
เผยให้เห็นห้องโถงโอ่อ่างดงามอันประดับประดาไปด้วยลวดลายวิจิตรและอัญมณีหลากชนิดที่เรียงตัวสลับรับรายอยู่ตามผนังและเพดานสูงโค้ง ที่มีพวงเพชรแกะสลักห้อยย้อยลงมาอย่างบรรจง ปลายโคมนั้นเป็แก้วโกเมนส่องสว่างจนกระจ่างไปทั่วทั้งห้อง
แต่ทว่าความรุ่งเรืองของมันก็มิอาจเทียบได้กับรัศมีจากกายของสามเทวปักษิณที่สถิตอยู่บนตั่งประพาฬสีเพลิงได้เลย
“ข้ามา…ตามพระราชบัญชา”
ธรรยฑพควบคุมเสียงตัวเองให้เป็ปกติที่สุด ด้วยเกรงว่าความโศกเศร้านั้นจะส่งผ่านไปถึงเพื่อนรักและครอบครัวที่สงบนิ่งราวกับรอคอยเวลานี้มานานแล้ว
“มณิกา…ข้า…”
“ท่านพี่อย่าเป็กังวลเลยเ้าค่ะ…ท่านทำดีที่สุดแล้ว…พวกเราผิดเอง…”
ครุฑอัปสรผู้มีดวงพักตร์เรียวคมประสานสายตากับเขาอย่างมั่นคง ไม่มีความหวาดกลัวหรือหวั่นไหวในน้ำเสียงของนางเลยแม้แต่น้อย นางเป็เช่นนี้เสมอ เข้มแข็ง ทระนง เช่นเดียวกับภัสดา…รวมถึง…นารีน้อยผู้เป็บุตรสาวที่ดูเหมือนจะได้รับสิ่งนี้มาอย่างสมบูรณ์
สตรีตัวจ้อยเชิดหน้าขึ้น ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน
ก่อนจะผ่อนคลายลงหลังจากสูดลมหายใจเข้าไปอย่างไว้ท่า รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นอย่างที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันจากกุมารีที่เขารักดุจหลานสาว
“พร้อมหรือไม่…เศวยา”