ตอนที่ 2 รักษาเซียวอวี้หาน
ตอนนี้อาเจารู้แล้วว่าที่เขาพร่ำบอกให้ท่านแม่สู้คนบ้าง ที่นางไม่สู้ใครเลยคงจะเก็บเอาไว้มาใช้กับเขาเป็คนแรกเป็แน่
“พี่รอง ท่านจะเสียงดังไปเพื่ออะไร?” อาเหวินหันมาตามเสียงเรียกของพี่ชาย ทั้งสองคนหน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ แทบไม่มีใครแยกพวกเขาออกหากไม่ใช่เพราะนิสัยเขาต่างกันราวฟ้ากับเหวแล้วคงยากที่จะแยก “ท่านแม่จะตีข้า นางติดใจการตบตีคนไปแล้ว”
อาซือแบกตระกร้าที่มีฟืนอยู่ได้ยินเข้าพอดีก็ถอนหายใจ หันไปมองหน้าน้องชายคนรองที่ทำหน้าบูดอยู่ไม่ไกล
“เหลวไหล จะเป็ไปได้อย่างไร นางอ่อนแอขี้กลัวถึงเพียงนั้น” นาน ๆ ที่ถึงได้ยินเสียงนางพูดสักครั้ง เพิ่งคลอดน้องสาวได้มานาน ร่างกายก็อ่อนแอลงกว่าเดิม
จะไปมีแรงมาตีน้องรองได้อย่างไร
“ข้าพูดจริงนะพี่ใหญ่ นางจะเอาไม้มาฟาดข้า” อาเจาลืมไปแล้วว่าเขาออกมาเพื่ออะไร ตอนนี้ได้ทีก็ฟ้องพี่ใหญ่เขาจนอาเหวินที่กำลังเทน้ำส่ายหน้า
“แล้วท่านวิ่งออกมาทำไม” อาเหวินมองแฝดผู้พี่ เขาตัวเล็กกว่าท่านพ่อ ดังนั้นต้องใช้เวลาตักน้ำหลายเที่ยวกว่าจะเต็ม และตอนนี้ก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย ถ้ายังมัวแต่ฟ้องอยู่อย่างนี้พรุ่งนี้เช้าคงต้องตื่นให้เร็วขึ้นเพื่อตักน้ำชดเชยแล้ว
แม่น้ำของหมู่บ้านต่อให้เป็เวลาปกติก็ไม่ควรไปหลังพระอาทิตย์ตกดิน เพราะมันเชี่ยวมาก
“ใช่ ๆ ท่านแม่บอกให้ต้มน้ำเข้าไปให้ เอาให้เยอะ ๆ หน่อยเล่า”
“นางจะเอาไปทำไม?” อาซือถามด้วยความแปลกใจ เอาไปอาบน้ำให้น้องสาวทั้งสองที่เพิ่งเกิดใหม่ก็ไม่ต้องใช้เยอะมากจนถึงต้องให้อาเจามาบอกหรอกมั้ง
“ท่านแม่จะเช็ดตัวให้ท่านพ่อ”
“อาเจา เ้าไปตักน้ำ ให้อาเหวินต้มน้ำ ข้าจะไปหาท่านแม่สักหน่อย” ได้ยินอย่างนั้นอาซือสั่งน้องชายด้วยความคล่องแคล้วจากนั้นก็วางฟืนลง เดินเข้าไปหาแม่ในห้องทันทีด้วยสีหน้าสงสัย
ั้แ่ที่แม่ของเขาฟื้นขึ้นมาอาซือก็คิดเช่นกันว่านางดูแปลกไป เหมือนว่าจะกล้าพูดมากกว่าปกติ
ไม่สิ ดูมันใจราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน
แม้จะบอกน้องชายไปอย่างนั้น ทว่าในใจเขาก็คิดถึงความเป็ไปได้ต่าง ๆ เอาไว้มากมาย
ยิ่งคิดสีหน้าก็ยิ่งมืดมน
หลังจากที่ลูกชายวิ่งออกไปแล้ว นางยังได้ยินเขาไปฟ้องพี่ชายเขาอยู่แว่ว ๆ จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้ม
ชีวิตที่นางคิดว่าจะไม่ได้พบเจออีก นางสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าถ้าได้กลับมา นางจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ครอบครัวเล็ก ๆ นี้อยู่รอดปลอดภัย
แต่นางคนเดียวไม่สามารถทำอะไรได้ในยุคโบราณเช่นนี้ สองทางที่จะทำให้พอลืมตาอ้าปากได้คือบุรุษของนาง ทว่าตอนนี้เขาาเ็หนัก
ดังนั้นทางที่เหลืออยู่คงต้องพึ่งบุตรชายทั้งหลายแล้ว
เริ่มจากค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมเขาทีละนิด ให้เชื่อใจนาง นางที่เคยเป็มารดาไม่ได้เื่ พึ่งพาไม่ได้
หากตัวนางไม่เข้มแข็งใครเล่าจะช่วยชี้นำทางให้พวกเขา
[อลิสขออุปกรณ์หน่อย]
นางเลิกคิดถึงเื่ที่ต้องทำต่อจากนั้น กลับมาสนใจแผ่นหลังกว้างที่ตอนนี้เต็มไปด้วยคราบเืและน้ำหนอง
[คุณมีเงินเหลือไม่พอซื้ออุปกรณ์การแพทย์ระดับสูง]
[ไม่ใช่ว่ามีเหรียญเหลืออยู่เยอะเหรอ] นางในชีวิตก่อนหน้าก็รวยพอตัว ยุคอนาคตต่อจากนี้ใช้เหรียญในระบบสแกนจ่าย ไม่มีเงินสดอีกต่อไป
ก็ในเมื่อระบบสมองกลตามนางมาด้วย ทำไมเงินถึงจะไม่ตามมาด้วยล่ะ ก่อนหน้านี้ก็ใช้ซื้อยาในการรักษาตัวเองหลังคลอดอยู่ไม่น้อยเลยด้วย
[คุณเหลือเงินอยู่ สี่พันสี่ร้อยแปดสิบหกเหรียญ ซื้อพอแค่อุปกรณ์รักษาแผลระดับต้น ้าซื้อหรือไม่] เมื่อได้ยินสิ่งที่ระบบสมองกลบอก นางก็แทบอยากจะตีหัวตัวเอง
ก่อนหน้านี้ตอนคลอดนางก็เห็นในระบบแล้ว แต่พอผ่านมาได้ไม่ถึงวันก็ลืมไปเสียสิ้น
เขาว่ากันว่าคลอดลูกหนึ่งคนโง่ไป ห้าปี นี่นางคลอดถึง หกคน โง่ไป สามสิบปีทีเดียว
นอกจากเงินหลายพันล้านจะหายไปแล้ว หน้าร้านซื้อของก็หายไปด้วย ระบบสมองกลตอนนี้เป็ระบบเริ่มต้นหลินจิ้งหนิงสามารถเห็นได้แค่หน้าต่างโฮโลแกรม ซึ่งเป็ช่องเก็บของเท่านั้น
นางจึงไม่รู้เลยว่าอุปกรณ์ทำแผลระดับต้นมีอะไรบ้าง
[ซื้อ]
เงิน สี่ร้อยเหรียญหายไปในพริบตา ตรงหน้าของนางปรากฎถาดแสตนเลสมีกรรไกรทางการแพทย์ เข็มงอ ๆ และไหมอีกจำนวนหนึ่ง ยังดีที่มียาฆ่าเชื้อและแอลกอฮอล์ล้างแผลในขวดแก้วมาให้
ไม่มีเครื่องเย็บแผลอัตโนมัติ
หลินจิ้งหนิงมองแผ่นหลังของสามีด้วยความรู้สึกสงสาร ในถาดไม่มียาชาให้ เพราะอย่างนั้นเขาต้องเย็บแผลสด
“ท่านแม่”
เสียงเรียกจากทางข้างหลังเรียบกว่าอาเจา ซึ่งติดความร่าเริงเอาไว้ หลินจิ้งหนิงชะงักไปครู่หนึ่งในใจก็คิดว่าแย่แล้ว ถาดในมือของนางไม่เหมาะที่จะอยู่ในยุคนี้เลย
นางรีบเก็บเข้าไปในช่องว่าง จากนั้นก็หันกลับไปมองหน้าเขา
“มีอะไรหรือ”
อาซือไม่ใช่อาเจาที่จะหลอกง่าย นางไม่แน่ใจว่าเขาทันได้เห็นของในมือหรือไม่ หรือตอนที่นางรีบเก็บเข้าช่องว่างไป เขาทันได้เห็นมันหายไปหรือไม่
ทว่าเมื่อหันไปมองสีหน้าบุตรชายคนโต ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอันใด ยังคงมืดมนไม่ต่างจากผู้เป็พ่อ
“ท่านเพิ่งจะคลอดน้องสาวมา ให้ข้าเช็ดตัวท่านพ่อเองดีกว่าขอรับ” น้ำเสียงของเขายังราบเรียบเหมือนเคย จนนางรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ยอมให้เซียวอวี้หานเลี้ยงดูบุตรชายคนโต
หน้าก็เหมือนกันมากอยู่แล้ว เหตุใดเ้ายังเอานิสัยกับการพูดจาของบิดาเ้าไปอีกเล่า
“แม่ไม่เป็ไรแล้ว เ้าเอาน้ำเข้ามาก็พอ แม่จะทำแผลให้พ่อเ้าใหม่ด้วย” อาซือยืนมองนิ่ง ๆ พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
“เอาผ้าสะอาดมาด้วย ต้มผ้ามาให้แม่ด้วย”
เด็กชายรับคำจากนั้นก็เดินออกไป
[อลิส ทำไมไม่เตือนว่าอาซือเข้ามา] หลินจิ้งหนิงถามด้วยความโกรธเล็กน้อย
[ขอโทษด้วย ทรัพยากรน้อยเกินไปทำให้สามารถตรวจจับการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตและไม่ทีชีวิตได้แค่ หนึ่งเมตรรอบตัวคุณ]
ไร้ประโยชน์เกินไปแล้วมั้ง
หลินจิ้งหนิงเลิกคุยกับระบบทรัพยากรน้อย หันมาจัดการตัดเสื้อของเซียวอวี้หานออก โดยระวังส่วนที่เสื้อติดกับาแไปแล้ว
ก่อนหน้านี้นางไม่สามารถยกตัวเขาขึ้นมาเช็ดได้ เพราะกำลังตั้งครรภ์อีกทั้งตัวเขาก็ยังใหญ่เกินกว่าที่จะยกคนเดียวได้ นางไม่กล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากลูกชาย
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่
นางเลยรู้ว่าหมอที่เข้ามารักษาน่ารังเกียจขนาดไหน นางตั้งครรภ์อยู่จึงไม่ได้เข้ามาดูการรักษาในตอนแรก ภายหลังก็แค่ทำน้ำแกงให้เขาดื่ม ต้มยาให้ตามที่หมอเท้าเปล่าของหมู่บ้านบอก
หลินจิ้งหนิงตัดเสื้อออกทีละนิด นางเสียใจที่ดูแลเขาได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเสียใจที่ชาติก่อนโง่เกินไป เพราะเชื่อใจหมอเท้าเปล่าคนนั้นมากเกินไป
หมอคนนั้นจะเป็ใครไปได้ถ้าไม่ใช่ บิดาของนาง
บิดาที่ไม่ว่าเขาจะกดขี่ ใช้นางอย่างไรนางก็ไม่เคยปริปากบ่นคนนั้น
“น้ำมาแล้วขอรับ” อาซือยกน้ำเข้ามาไว้ที่เก้าอี้ข้าง ๆ นางใช้นิ้วตรวจสอบอุณหภูมิของน้ำเห็นว่าอุ่นกำลังดีก็พอใจ
“ไปช่วยน้องเ้าต้มมาอีกสองหม้อ”
อาซืออยากจะถามอะไรอีก ทว่าใบหน้าที่จริงจังผิดปกติของผู้เป็แม่ ทำให้เขาตัดสินใจเดินออกไปเงียบ ๆ ดูท่าว่าแม่ของเขาจะแปลกไปอย่างที่น้องรองว่าจริง ๆ
[เหรียญพอจะซื้อยาอะไรได้อีกไหม] หลินจิ้งหนิงเป็ทหารมาก่อน การทำแผลไม่ใช่เื่ยากลำบากอะไร ทว่านางไม่ค่อยชินกับการใช้เข็มเย็บแผลสักเท่าไหร่
แผลที่หลังเขาต้องเกิดแผลเป็น่ารักเกียจเป็แน่
เอาไว้เก็บเงินได้เมื่อไหร่ นางจะซื้อนามาทาให้เขาแล้วกัน
[ยาฆ่าเชื้อแบบฉีดได้อีกสองเข็ม]
[ซื้อมาเลย]
นางเชื่อใจมันมาก เพราะมันเป็ระบบสมองกลช่วยชีวิตนางมาหลายครั้งแล้ว อะไรที่มันหามาแม้ว่าตอนนี้ทรัพยากรยังไม่เพียงพอ ทำให้ความสามารถหลายอย่างลดน้อยลง
ทว่าก็ยังเชื่อถือได้
อาศัย่ที่ไม่มีคนอยู่หลินจิ้งหนิงรีบทำแผลให้เร็วที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องหยุดเป็พัก ๆ เพื่อลูกชายเอาน้ำเข้ามาเปลี่ยนให้ นางใช้เวลาอยู่สองชั่วยามในการทำแผลครั้งนี้
และใช้เวลาไปอีกหนึ่งชั่วยามในการเปลี่ยนผ้าปูเตียง ก็ไม่ได้วิเศษอะไรมาก เพราะครอบครัวของนางขนเอาของในบ้านไปจนไม่เหลืออะไรแล้ว
จึงได้แต่เอาเสื้อของเขามาวางปูเอาไว้ใต้ร่างแทนผ้าปูเปื้อนเืผืนเก่าเท่านั้น
“คืนนี้เ้าสามคนคอยดูแลพ่อของพวกเ้าให้ดี ๆ หากว่าตัวร้อนขึ้นมาก็เข้าไปเรียกแม่ที่ห้อง เข้าใจหรือไม่” เปลี่ยนผ้าปูที่นอนเสร็จยังไม่ทันจะได้นั่งพัก ลูกสาวตัวน้อยทั้งสองคนก็ร้องจะกินนม นางจึงมอบหน้าที่ให้กับลูกชายทั้งสามคน
“ขอรับ”
คล้อยหลังหลินจิ้งหนิง อาเจาก็หันไปมองหน้าพี่ชายคนโต “ข้าบอกแล้วว่าท่านแม่แปลกไป”
เมื่อก่อนมีหรือจะใช้คนได้คล้องปากถึงเพียงนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบที่ถูกใช้ แค่แปลกใจเท่านั้น
“ข้าว่าท่านแม่คงจะะเืใจเลยเปลี่ยนไป เขาว่าเมื่อตายไปแล้วครั้งหนึ่งก็จะแข็งแกร่งขึ้นมิใช่หรือ” อาเหวินที่เงียบมาตลอดพูดขึ้น เขาสังเกตมาทั้งวันแล้ว นอกจากว่าท่านแม่ดูพดเยอะขึ้น เสียงดังขึ้นไม่พูดเสียงเบาราวกับยุงบิน
แววตานางดูใสไม่หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต
ท่านแม่ก็ดูเป็ท่านแม่เหมือนเดิม
เขาชอบท่านแม่คนนี้มากกว่าคนเดิม
“ท่านแม่แค่คลอดน้องสาวมิได้ตายจริง ๆ เสียหน่อย” อาเจาเถียงกลับ
“เขาว่าคลอดลูกก็เหมือนก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไปในยมโลก”
“อาเหวินพูดถูก”
เมื่อพี่ใหญ่เห็นด้วยกับน้องสามแล้ว คนที่โง่ที่สุดในบ้านอย่างเขาจะเถียงไปเพื่ออะไร ร่างเล็กเดินขึ้นไปนอนเคียงข้างบิดาอย่างไม่นึกรังเกียจกลิ่นเหม็นบนร่างกายเขา แม้ว่าจะไม่เหม็นเหมือนก่อนหน้านี้ที่ท่านแม่จะเช็ดตัวให้ก็ตาม
จึงไม่ทันเห็นอีกสองคนที่ลอบส่งสายตาหากัน