ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    19 แขกพิเศษร่วมชมการประลอง

                       “ ระบอบประชาธิปไตย มันคืออะไร ทำไมพวกเราไม่เคยได้ยินมาก่อน?”            เกาลี่เหมยเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็ทำสีหน้าสงสัยใคร่รู้เช่นกันว่าไอ้ระบบการปกครองนี้มันเป็นยังไงกันแน่                  “ ประชาธิปไตยหมายความว่า อำนาจเป็นของประชาชนหรือราษฎร โดยผู้นำประเทศหรือแคว้นมาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่”                  “ ท่านหมายถึงฮ่องเต้มาจากการเลือกของราษฎรหรือเจ้าคะ?”                  ฉินอี้เซียนอดที่จะถามออกมาด้วยความสงสัยใคร่รู้ไม่ได้ ก่อนที่อาหลงจะอธิบายให้ทุก ๆ คนฟังว่า ในแต่ละรัฐหรือแคว้นส่วนใหญ่จะไม่มีฮ่องเต้แล้ว แต่ประมุขของแต่ละแคว้นก็คือคนธรรมดาสามัญที่ได้รับการเลือกจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน และต่อให้เป็นมหาเศรษฐีร่ำรวยล้นฟ้าแค่ไหน ก็มีสิทธิมีเสียงหนึ่งเสียงเท่ากับยาจกหรือชาวบ้านทั่วไปอยู่ดี  รวมทั้งทุก ๆ คนในแคว้นจะมีสิทธิ เสรีภาพที่เท่าเทียมกัน โดยสตรีจะมีสิทธิเท่าเทียมกับบุรุษ                 “ สตรีมีสิทธิ์เท่าเทียมกับบุรุษจริงหรือเจ้าคะคุณชายเสียมหลอ?”                ซูฟ่านฟ่านเอ่ยถามออกมาด้วยความตื่นเต้นระคนประหลาดใจในสิ่งที่นางได้เพิ่งได้ยินได้ฟังเมื่อสักครู่                “ ใช่แล้วแม่นางซู เจ้าคงไม่รู้ว่ามีอยู่หลายแคว้นที่ผู้นำหรือประมุขแคว้นหาใช่บุรุษไม่ แต่กลับเป็นสตรีอย่างเช่นพวกเจ้านี่เอง”                ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ในขณะที่ยอดหญิงงามหงส์ดรุณทั้งสามล้วนแต่มีอาการตื่นเต้นกับสิ่งที่คุณชายเสียมหลอเอ่ยออกมา ประหนึ่งตัวพวกนางเองเป็นคนอยู่ในแคว้น ๆ นั้นเสียเอง               “ ท่านช่วยเล่าให้ละเอียดกว่านี้ได้มั้ยคุณชายเสียมหลอ?”               ซ่งผานที่นั่งเงียบมานาน อดรนทนไม่ไหว จนต้องเอ่ยถามออกมาด้วยความอยากรู้ เพราะนี่ถือเป็นความรู้ใหม่ที่เขาไม่เคยได้ยินได้ฟังที่ไหนมาก่อน ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง            “ แต่ละแคว้นจะประกอบไปด้วยอำนาจสามฝ่ายคอยถ่วงดุลกัน โดยฝ่ายบริหารจะมีรัฐบาลคอยบริหารบ้านเมืองหรือแคว้น คล้าย ๆ มีฮ่องเต้และเหล่าขุนนางช่วยกันบริหารงาน  ฝ่ายนิติบัญญัติมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคอยตราและออกกฎหมาย รวมทั้งดูแลทุกข์สุขของราษฎรที่อยู่ในเขตเมืองของตน  ฝ่ายตุลาการจะมีศาลสถิตยุติธรรมที่คอยตัดสินคดีและให้ความเป็นธรรมกับราษฎร”             เอ่ยมาถึงตรงนี้ เสียมหลอหลงหยุดพักดื่มชาสักครู่ พร้อมทั้งกวาดสายตาไปยังทุก ๆ คนที่อยู่ในห้องที่มีสีหน้าเหลือเชื่อกับเรื่องราวที่เขากำลังเล่าให้ทุกคนฟัง              “ สิ่งที่ท่านเอ่ยมา มันคือสิ่งที่ท่านจินตนาการขึ้น และเป็นแค่เรื่องในอุดมคติของท่านใช่มั้ยคุณชายเสียมหลอ เพราะข้าเชื่อว่าคงไม่มีแคว้นใดที่มีระบบการปกครองเช่นนี้แน่นอน”               คุณชายรองเอ่ยทักท้วงอีกฝ่าย เพราะถึงแม้เรื่องที่เสียมหลอหลงเล่ามาจะน่าตื่นเต้นและน่าสนใจเพียงใด ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะมีแคว้นดังกล่าวนั้นจริง ๆ                  “ ถ้าข้าบอกว่า ข้ามาจากแคว้นที่ว่า ท่านจะเชื่อมั้ยคุณชายรอง?”                อาหลงเอ่ยกับซ่งผานตรง ๆ ในขณะที่ตัวคุณชายซ่งเอง ก็มีสีหน้าที่ดูเหมือนจะไม่เชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมา             “ ถ้ามีแคว้นที่ว่าจริง ๆ ท่านบอกพวกเราได้ไหม ว่าแคว้น ๆ นั้นมีชื่อว่าอะไร และอยู่ห่างแค่ไหนจากแคว้นต้าหยางเรา?”               “ แคว้นที่ว่ามีชื่อว่าแคว้นเสียมหลอ อยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรต้าหยางเรานี่เอง”              “ ข้ามาช้าไปหรือเปล่า ขอข้าร่วมชมการประลองด้วยคนได้ไหมคุยชายรอง แม่นางฉิน แม่นางซู แม่นางเกา?”           จู่ ๆ แขกไม่ได้รับเชิญอย่างใต้เท้าหลิวว่านซาน เจ้าเมืองเทียนหยางก็ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับชายหนุ่มรูปงาม รูปร่างบอบบางผู้หนึ่ง          “ คำนับใต้เท้าหลิว พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติมากกว่าที่ท่านให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนพวกเรามามา คุณชายเสียมหลอ ข้าขอแนะนำให้ท่านรู้จักใต้เท้าหลิว เจ้าเมืองเทียนหยาง....”         คุณชายรองเอ่ยพร้อมกับแนะนำอีกฝ่ายให้รู้จักขุนนางใหญ่ เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าตนมีบารมีและสายสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับขุนนางชั้นผู้ใหญ่                  “ คุณชายรอง ท่านคหบดีซ่งสบายดีกระมัง?”          หลิวว่านซานเอ่ยถามถึงบิดาของอีกฝ่าย  ก่อนจะหันมาหยุดมองที่เสียมหลอหลง ก่อนจะยิ้ม ๆ โดยไม่กล่าววาจาอันใด             “ พี่หลง ท่านรับปากว่าจะไปเยี่ยมพวกเรา แต่ข้ารออยู่นานก็ไม่เห็นท่านไปตามสัญญา ที่แท้ท่านก็มาอยู่ท่ามกลางยอดหญิงงามแห่งหอหงส์ดรุณนี่เอง”            หนุ่มน้อยหน้ามนที่มากับใต้เท้าหลิวเอ่ยตัดพ้อชายหนุ่มทันทีที่พบหน้า ด้วยท่าทีที่แง่งอนจนทำให้โฉมงามทั้งสามดูออกทันทีว่านางเป็นอิสตรีที่ปลอมเป็นชาย            “ พี่หลิว น้องเสี่ยวชิง ข้าต้องขออภัยพวกท่านจริง ๆ ข้าตั้งใจไว้ว่าวันพรุ่งนี้ข้าจะไปเยี่ยมพวกท่านที่บ้าน แต่บังเอิญที่ได้มาพบเจอพวกท่านที่นี่เสียก่อน เชิญพวกท่านนั่งก่อน”             “ พี่หลิวเช่นนั้นรึ.... คุณชายเสียมหลอ ไฉนท่านจึงบังอาจเรียกใต้เท้าหลิวเช่นนั้น?”            คุณชายรองเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย ในขณะที่ใต้เท้าหลิวเดินเข้าไปสวมกอดเสียมหลอหลงด้วยความยินดีที่ได้เจออีกฝ่าย ก่อนจะนั่งลงตรงหัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับแม่นางเกา ส่วนเสี่ยวชิงหรือแม่นางหลิว บุตรีท่านเจ้าเมืองนั่งลงข้าง ๆ  ชายในดวงใจของนาง โดยที่มีแม่นางซูนั่งอยู่ด้านซ้าย ส่วนแม่นางหลิวนั่งอยู่ด้านขวา            “ อ้อ... เป็นข้าเองที่ขอนับถือเป็นพี่น้องกับน้องหลง คุณชายรองท่านอย่าได้ตำหนิน้องชายข้าเลย”              ใต้เท้าหลิวอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ  แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้ซ่งผานเสียหน้าอย่างหนัก เพราะแทนที่ตนเองจะเป็นฝ่ายแสดงบารมีให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนเองสนิทและมีสายสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับขุนนางใหญ่ กลับกลายเป็นว่าบัณฑิตไร้ชื่ออย่างเสียมหลอหลงดันกลายเป็นน้องชายของท่านเจ้าเมืองไปเสียได้              “ แม่นางฉินอี้เซียน แม่นางซูฟ่านฟ่าน และแม่นางเกาลี่เหมย ช่างงดงามสมคำร่ำลือจริง ๆ”            แม่นางหลิวหว่านชิงในคราบของชายหนุ่ม เอ่ยชมสาวงามทั้งสามด้วยใจจริงแกมอิจฉาเล็กน้อย พร้อมทั้งเพ่งพินิจที่แม่นางฉินเป็นพิเศษ เพราะเมื่อครู่นางเห็นแม่นางฉินจ้องมองที่พี่หลงของนางด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง ไม่ธรรมดา                “ เมื่อครู่พวกท่านประลองในด้านใดกัน เล่าให้พวกเราฟังได้ไหม?”             ใต้เท้าหลิวเอ่ยถามคุณชายรอง ก่อนที่แม่นางเกาจะเป็นฝ่ายให้คำตอบและเล่าเรื่องราวการประลองเขียนตัวอักษรโดยไม่ใช้หมึกให้ผู้มาใหม่ทั้งคู่ฟัง รวมทั้งยังเชื้อเชิญให้ใต้เท้าหลิวร่วมเป็นกรรมการในการประลองครั้งนี้ด้วย               “ ข้าขอกระดาษสักแผ่นได้ไหม ข้ากับท่านพ่ออยากจะลองเขียนดูบ้างว่าจะทำได้อย่างคุณชายรองและพี่หลงได้หรือเปล่า”                หลิวหว่านชิงเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอกระดาษ ก่อนที่เกาลี่เหมยจะยื่นกระดาษส่งให้ใต้เท้าหลิวกับหนุ่มน้อยที่มาด้วยคนละแผ่น  จากนั้นคนทั้งคู่ก็ล้วงเอาพู่กันวิเศษออกมาจากแขนเสื้อพร้อมทั้งลงมือเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษที่ได้รับมา                “ พวกท่านก็มีพู่กันวิเศษเช่นกัน ท่านได้มันมาจากไหนขอรับใต้เท้า?”               ซ่งผานเอ่ยถามใต้เท้าเจ้าเมืองด้วยความประหลาดใจ ดูท่าคงไม่ได้มีแค่เขา และเสียมหลอหลงที่มีของวิเศษสิ่งนี้  กลับไปคงต้องเล่นงานเถ้าแก่ซูสถานหนักที่บังอาจมาหลอกลวงตนว่าเป็นสิ่งวิเศษที่มีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น               “ ผู้ที่มอบมันให้ข้ากับลูก ก็คือน้องหลงที่นั่งอยู่ตรงหน้าท่านนี่ไงคุณชายรอง”      คุณชายรองถึงกับตกตะลึงที่ได้รู้ว่า ตนช่างโง่งมยิ่งนักที่นำสิ่งวิเศษสิ่งนี้มาประลองกับผู้ที่เป็นเจ้าของที่แท้จริงของมัน    รวมทั้งฉินอี้เซียนเองก็จ้องมองแม่นางหลิวในคราบชายหนุ่มอย่างสนใจเช่นกัน เพราะนางเห็นอีกฝ่ายมีปากกาที่เสียมหลอหลงมอบให้เช่นเดียวกับตน              “ ตกลงพวกท่านตัดสินให้ใครเป็นผู้ชนะในรอบนี้?”                ซ่งผานเอ่ยถามโฉมงามทั้งสาม ซึ่งเกาลี่เหมยและซูฟ่านฟ่านตัดสินให้คุณชายรองเป็นฝ่ายชนะ ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่รู้สึกว่าความคิดของคุณชายเสียมหลอจะถูกใจมากกว่า แต่เป็นเพราะพวกนางได้รับปากและตกลงกับอีกฝ่ายไว้แล้ว ทำให้ไม่สามารถตัดสินเป็นอย่างอื่นได้ โดยเฉพาะซูฟ่านฟ่านที่ไม่สามารถหักหลังชายคนรักของตนเอง  ส่วนฉินอี้เซียนเลือกให้เสียมหลอหลงเป็นผู้ชนะ  ในขณะที่ใต้เท้าหลิวก็เทคะแนนให้เสียมหลอหลงอีกคนเช่นกัน               “ ใต้เท้าเลือกให้คุณชายหลอเป็นผู้ชนะ ทั้ง ๆ ที่ท่านเพิ่งจะมาถึง ยังไม่ได้ฟังความคิดเห็นทั้งหมดของเขาเลย คงไม่ใช่เพราะท่านนับเขาว่าเป็นน้องชายหรอกนะขอรับ?”               คุณชายรองเอ่ยทักท้วงอีกฝ่ายด้วยความเกรงใจอยู่หลายส่วน ก่อนที่ใต้เท้าหลิวว่านซานจะอธิบายให้ซ่งผานและทุกคนฟังว่า เขาเคยมีโอกาสได้สนทนาเรื่องบ้านเมืองและการปกครองกับเสียมหลอหลงอย่างละเอียดมาแล้ว ตอนอยู่บนรถม้าในระหว่างทางที่เดินทางมาที่เมืองเทียนหยาง ทำให้พอรู้และเข้าใจแนวความคิดของเขาเป็นอย่างดี              “ สรุปว่ารอบนี้ทั้งคุณชายรองและคุณชายเสียมหลอเสมอกันไป เพราะต่างได้คะแนน ฝ่ายละ 2 เสียงเท่ากันเจ้าค่ะ”              เกาลี่เหมย โฉมงามเจ้าของฉายาขงเบ้งหญิงประกาศผลการแข่งขันในรอบที่สอง ก่อนที่นางจะทำเป็นสุ่มเลือกหัวข้อที่สามขึ้นมาพร้อมประกาศให้ทุกคนทราบ               “ หัวข้อของรอบนี้ คือการประลองในด้านความรู้ใหม่ ๆ ใครที่สามารถบอกเล่าในเรื่องที่ไม่มีใครในห้องนี้รู้มาก่อน จะถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ชนะในรอบนี้ ขอเชิญคุณชายรองเริ่มก่อนเจ้าค่ะ”             ซ่งผานทำทีเป็นคิดสักครู่ ก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่ตนเองได้เตรียมไว้มาก่อนเป็นอย่างดีด้วยความมั่นใจ             “ พวกท่านคิดว่าโลกของเรานี้มีพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินหรือว่าพื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำมากกว่ากัน?”                  “ อืม...ข้าคิดว่าส่วนที่เป็นแผ่นดินน่าจะมากกว่า”            แม่นางซูฟ่านฟ่านออกความเห็นเป็นคนแรก ก่อนที่ใต้เท้าหลิวว่านซาน หลิวหว่านชิง และฉินอี้เซียนจะพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับความเห็นของแม่นางซู ส่วนแม่นางเกายังสงวนท่าที ไม่ยอมบอกความคิดเห็นของตนออกมา                “ แล้วท่านล่ะเจ้าคะคุณชายเสียมหลอ ท่านมีความคิดเห็นเช่นไร?”               ขงเบ้งหญิงเอ่ยถามความคิดเห็นของอีกฝ่าย ในขณะที่ซ่งผานก็กำลังรอคอยคำตอบของคู่ประลองอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งเขาลุ้นให้อีกฝ่ายคล้อยตามความเห็นของคนอื่น ๆ ก่อนหน้า เขาจะได้เฉลยคำตอบที่ทำให้อีกฝ่ายหน้าหงายไม่เป็นท่า  โดยคำถามและความรู้ข้อนี้เขาได้มาจากบันทึกทางภูมิศาสตร์ของชาวโอวโจว(ยุโรป)ที่เขาซื้อมาด้วยราคาที่สูงลิบ ซึ่งบันทึกนี้เขียนไว้ว่าโลกของเรานี้ประกอบด้วยส่วนที่เป็นน้ำมากกว่าส่วนที่เป็นแผ่นดิน  ส่วนผู้ที่ช่วยอ่านและแปลภาษาให้เขาก็คือแม่นางหลี่ซา หนึ่งในสี่หงส์ดรุณนั่นเอง               หลังจากที่ได้ฟังคำถามของอีกฝ่าย เสียมหลอหลงทำทีเป็นใช้ความคิดสักครู่ ก่อนจะชี้ไปที่ถ้วยชาที่เขาดื่ม จากนั้นจึงตอบคำถามรวมทั้งอธิบายให้ทุกคนฟัง           “ ในความคิดของข้า โลกของเราประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นน้ำมากกว่าส่วนที่เป็นแผ่นดิน โดยส่วนที่เป็นน้ำนี้รวมไปถึงส่วนที่เป็นแม่น้ำ ลำคลอง ทะเล และมหาสมุทร “           “ ท่านมั่นใจในความคิดของตนเองแค่ไหนเจ้าคะคุณชาย?”             เกาลี่เหมยชิงเอ่ยถามขึ้นมาโดยที่อีกฝ่ายยังอธิบายไม่จบ แต่อาหลงก็ไม่ได้มีท่าทีที่ไม่พอใจที่ถูกขัดคอแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยนก่อนจะตอบคำถามของนางพร้อมให้คำอธิบายเพิ่มเติม      “ ถ้าข้าบอกว่าข้ามีความมั่นใจถึงสิบส่วน พวกท่านก็คงจะไม่เชื่อ  เอาเป็นว่าข้าบอกได้เพียงว่าข้าได้พิสูจน์และประจักษ์ต่อความจริงข้อนี้ด้วยตนเองแล้ว หากแต่มันคงเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ให้พวกท่านได้เข้าใจเช่นเดียวกับข้า”           ชายหนุ่มกล่าวออกตัวต่อทุกคน ก่อนจะเล่าให้ทุกคนฟังอีกว่าพื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำนั้นมีมากถึง 3 ใน 4 ส่วนของโลกใบนี้อีกด้วย          “ เอาล่ะ คุณชายรอง  สิ่งที่คุณชายเสียมหลอเอ่ยมานั้นถูกต้องและเป็นเรื่องจริงหรือไม่เจ้าคะ”          เกาลี่เหมยจำใจต้องเอ่ยถามซ่งผาน ทั้ง ๆ ที่นางรู้คำตอบดีอยู่แล้วว่าคำตอบที่เสียมหลอหลงตอบมานั้นเป็นคำตอบที่ถูกต้อง          “ เอ่อ...สิ่งที่คุณชายเสียมหลอตอบมานั้นถูกต้องในเรื่องของพื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำมีมากกว่าส่วนที่เป็นพื้นดิน  แต่ที่ว่ามีพื้นที่ถึง 3 ใน 4 ส่วนของโลกเรานั้น อันนี้ในตำราที่ข้าได้มากลับไม่ได้ระบุไว้”            ซ่งผานเอ่ยยอมรับว่าคำตอบของอีกฝ่ายถูกต้อง รวมทั้งยังนึกเกรงขามอีกฝ่ายขึ้นมาอีกหลายส่วน และเริ่มจะพอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดน้องชายคนเล็กของตนจึงพลาดท่าพ่ายให้กับบัณฑิตไร้นามผู้นี้          ในขณะที่ฉินอี้เซียนและหลิวว่านชิงต่างมองเสียมหลอหลงด้วยความรู้สึกที่ยินดีและชื่นชมในความรู้ความสารถของชายในดวงใจของพวกนางยิ่งขึ้นไปอีก           “ ถึงคราวคุณชายเสียมหลอเป็นฝ่ายเล่าความรู้ใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีใครรู้บ้างแล้ว เชิญเจ้าค่ะ”         ปราชญ์หญิงเอ่ยปากให้ชายหนุ่มเป็นฝ่ายเล่าเรื่องของตนบ้าง ด้วยความรู้สึกที่นับถือชายหนุ่มตรงหน้าขึ้นมาพอสมควร เพราะนางไม่คาดคิดว่าเขาจะมีความรอบรู้กว้างขวางเช่นนี้  ขนาดพวกนางวางแผนให้ซูฟ่านฟ่านแกล้งออกความเห็นเป็นคนแรกว่าพื้นที่ส่วนแผ่นดินน่าจะมีมากกว่า  โดยขนาดใต้เท้าหลิว แม่นางหลิว และฉินอี้เซียนยังเชื่อคล้อยตามนาง  จะมีก็แต่บัณฑิตหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้เท่านั้นที่ไม่หลงกลและตกหลุมพลางที่พวกนางขุดไว้         “ ก่อนที่ข้าจะเล่าเรื่องราวของข้า ข้าอยากถามพวกท่านว่า พวกท่านคิดว่าโลกของพวกเรานี้มีลักษณะรูปทรงเป็นเช่นไร?”            เสียมหลอหลงเอ่ยถามคนทั้งหมดที่อยู่ในห้อง  โดยทั้งหมดทำสีหน้างงงันและประหลาดใจ เพราะไม่เคยมีใครเคยได้ยินคำถามที่ประหลาดเช่นนี้           “ คุณชายถามเช่นนี้ หรือท่านคิดว่าโลกของเราจะมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมหรือทรงกลม เช่นนั้นหรือเจ้าคะ?”            เป็นซูฟ่านฟ่านที่กล่าวแซวอีกฝ่ายด้วยอารมณ์ที่ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะถามคำถามเช่นนี้ออกมาได้   ก่อนที่นางจะตอบตามความคิดเห็นจริง ๆ ของนางว่าโลกของเราก็จะต้องแบนอยู่แล้ว คงไม่สามารถเป็นอย่างอื่นไปได้  ในขณะที่เกาลี่เหมยก็ทำท่าครุ่นคิดอย่างหนักกับคำถามที่แสนประหลาดเช่นนี้  ส่วนใต้เท้าหลิว แม่นางหลิวและฉินอี้เซียนล้วนไม่กล้าแสดงความเห็นของตนออกมา           “ ข้าคิดว่าโลกของเราต้องมีรูปทรงแบนอย่างที่ฟ่านฟ่านกล่าว และเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนเชื่อและรู้ดีกันอยู่แล้ว หรือว่าคุณชายเสียมหลอมีความเห็นเป็นอย่างอื่น?”           คุณชายรองแสดงความคิดเห็นของตนคล้อยตามซูฟ่านฟ่าน โดยถึงแม้ซ่งผานจะได้ชื่อว่าเป็นยอดบัณฑิตอันดับสองของเทียนหยาง และเก่งกาจทั้งในเรื่องบทกวี วรรณกรรมรวมทั้งศาสตร์ความรู้อื่น ๆ แทบทั้งหมด แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้นยังค่อนข้างจำกัด  ต่างจากเสียมหลอหลงที่เป็นคนที่มาจากโลกอนาคต ทำให้คุณชายรองผู้นี้ยากที่จะต่อกรกับอีกฝ่ายได้          “ ข้าขอแตงโมที่ยังไม่ผ่าสักลูกได้ไหม แล้วข้าจะตอบคำถามของท่าน” ...................................................................................................................................คุยกันหลังฉาก ..... มาแล้วนะครับสำหรับตอนที่ 19 ขออภัยที่อาจจะล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากไรท์ติดภารกิจเรื่องงาน  สำหรับตอนนี้ก็ยังคงเป็นการประลองระหว่างเสียมหลอหลงและซ่งผาน ซึ่งกำลังเป็นไปอย่างเข้มข้นและใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้กำชัยในท้ายที่สุด          ขอบคุณทุกท่านที่ยังติดตามอ่าน และมีคอมเม้นท์ให้กำลังใจบ้าง ทำให้ไรท์มีกำลังใจเขียนต่อขึ้นอีกโข   ตอนต่อไปน่าจะเกิน 2 วันนี้ครับ  ขอบคุณมากครับ......................................................................................................................................สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต“ ความสำเร็จไม่ได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด  แต่ข้าสามารถสร้างมันขึ้นมาเองได้”