Ep 027 :: งานชมบุปผา [3]
ช่วยสหายได้ก็ดียิ่ง แต่ชื่อเสียงที่มากขึ้นหลังจากนี้คงสร้างความรำคาญให้นางมิใช่น้อย ดูจากสายตาวาววับของเหล่าคุณชายที่มองสบมาก็รู้ได้ทันทีว่า งานในวันนี้ทำให้พวกนางทั้งสามกลายเป็ที่หมายปองของใครหลาย ๆ คน
เช่นเดียวกับสหายทั้งสองที่แม้จะไม่เด่นเท่า แต่ก็ได้รับเสียงชื่นชมไม่น้อย
ทั้งเพ่ยฟางและหมีกู่ต่างก็มีชาติตระกูลที่ดี ตัวเพ่ยฟางนั้นอ่อนหวาน (?) ช่ำชองศาสตร์ศิลป์ ส่วนหมีกู่ที่แม้จะไม่ได้เก่งมาก ทว่าบุรุษหลายคนก็ดูจะชอบท่าทีเคอะเขินผิดนิสัยใจกล้าของนางไม่น้อยเลย
“เฟิ่งปิง เ้าชี้นิ้วเลือกเลยว่าเล็งผู้ใดไว้”
“เพ่ยฟาง... ข้าเหนื่อย ไม่มีแรงมาสนใจบุรุษหรอก”
“ต่อให้เ้ามีแรงเ้าก็ไม่สนอยู่ดี ในเมื่อเ้ากับหมีกู่เหมือนกันซะขนาดนี้”
สวี่เพ่ยฟางจิ๊ปากขัดใจ แต่เฟิ่งปิงนั้นสนซะที่ไหน นางเอนศีรษะไปซบไหล่บางของซือหม่าหมีกู่ต่างหมอนพิง หลับตาลงพักสายตา
“...รู้ก็พอเถิด”
เชื่อว่าต่อให้นางสนใจคุณชายสกุลใดนางก็ไม่มีทางได้ครองคู่หรอก เมื่อผู้ที่อยู่บนบัลลังก์หงส์กับพระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยจับจ้องนางตาเป็มัน แววตาพราวระยับแบบยิ่งทวีความอยากตัวนางได้มากยิ่งขึ้น หลังจากเห็นหนึ่งในความสามารถของนาง
อีกทั้งโกลเด้นั์... เอิ่ม องค์ชายเก้า ตอนนี้มองนางยังกับลูกหมาเถิดทูนเ้าของ ทำท่าราวกับน้องหมาหวงกระดูกเสียขนาดนั้น...
ไม่มีทางเสียหรอกที่นางจะได้มีไมตรีร่วมกับผู้ใดง่าย ๆ น่ะ...
หากนางอยากจะสานสัมพันธ์กับผู้ใด ก็คงต้องรวบหัวรวบหางยอมเสียชื่อเสียงไปก่อนจะได้ไม่มีผู้ใดมาคัดค้านเอากระมัง
แต่ถ้าทำเช่นนั้น บิดามารดาอาจจะอกแตกตายก็เป็ได้ เฮ้อ...
...
ผ่านไปเกือบสองชั่วยาม การแสดงความสามารถของเหล่าคุณหนูคุณชายสิ้นสุดลงแล้ว เหล่านางรำจึงได้รับมอบลานกลางให้บรรเลงเพลงเล่นดนตรีต่อไม่ให้บรรยากาศมันเงียบสงบเกินไป ในขณะที่คุณหนูคุณชายต่างเดินมาทำความรู้จักคนที่ตนเองหมายตา
สตรีหลายนางต่างเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อว่าองค์ชายทั้งสี่จะลงจากแท่นประทับมาสนทนาพาทีกับพวกนาง แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีองค์ชายพระองค์ใดขยับ
จนพวกนางท้อใจ จับกลุ่มกันเองไม่ก็ไปสนทนากับคุณชายที่น่าสนใจแทน
“...กลับเลยได้หรือไม่?”
“น่าจะไม่ได้นะ”
เฟิ่งปิงยกมือปิดปากหาว เวลานี้ดวงจันทร์ขึ้นแล้ว ท้องฟ้าก็มืดสนิท มันสมควรเป็เวลานอนของเด็กดีแล้วไม่รู้หรืออย่างไร ทำไมต้องจัดงานเสียดึกดื่นด้วย!
“ปิงปิง”
เสียงทุ้มเรียกอย่างลั้ลลา แสดงความสนิทสนมจนเกินงามผิดยุคสมัย ไม่ต้องหันไปมองนางก็พอรู้ว่าใคร สหายทั้งสองที่เห็นคนผู้นั้นแล้วจึงได้รีบหลบฉากเดินหนีอย่างรู้งานและรวดเร็วยิ่ง
...พวกเพื่อนใจร้าย!
“ถวายพระพรองค์ชายเก้าเพคะ”
“ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าให้เรียกพี่สวี่ฉี อีกทั้งไม่ต้องใช้คำาาศัพท์ด้วย”
“ในงานเลี้ยงเกรงว่าจะไม่เหมาะ ได้โปรดอภัยให้หม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”
“อ่ะ ๆ ก็ได้ ๆ เอาที่เ้าสบายใจ แต่หากอยู่กันลำพังต้องเรียกข้าพี่สวี่ฉี เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจเพคะ”
องค์ชายเก้ายิ้มอย่างรื่นเริง แผ่รังสีเป็สุขจนคนรอบข้างหันมามองแล้วมองอีก ร่างเล็ก ๆ ของเฟิ่งปิงคล้ายจะถูกสายตาอิจฉาทิ่มแทงจากทั่วทุกสารทิศจนรู้สึกเสียวสันหลัง หากแต่นางนั้นทำอะไรไม่ได้นอกจากทำหน้ายิ้มเล็ก ๆ ตอบโต้บทสนทนากับเขาโดยไม่ให้มีอะไรเกินเลย
“วันนี้เ้าก็ยังงดงามเช่นเคยนะ”
“ขอบพระทัยเพคะ พระองค์ก็ยังทรงสง่างามเช่นกันเพคะ”
“แฮะๆ ขอบคุณ หากเ้าชอบข้าสักนิดข้าก็ดีใจแล้วล่ะ ว่าแต่ปิงปิงเ้าชอบของหวานรึ?”
“ค่อนข้างเพคะ”
“ตำหนักข้ามีของหวานมากมาย ไว้วาง ๆ ลองมาชิมดูดีหรือไม่ หากเป็เ้าข้ายินดีต้อนรับเป็อย่างยิ่ง”
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”
“เช่นนั้นไว้ข้าเอาขนมไปฝากที่จวนราชครูก็ได้”
“น้ำพระทัยของพระองค์มากมายจนหม่อมฉันไม่กล้ารับไว้แล้วเพคะ”
เฟิ่งปิงพยายามตัดบทองค์ชายเก้าแบบอ้อม ๆ โดยพยายามไม่ใช้ถ้อยคำอะไรที่เด็ดขาดเกินไป ซึ่งโกลเด้นั์ผู้นี้ก็ทำเหมือนไม่ได้รู้เื่รู้ราวว่านางหลีกเลี่ยงเขา ทั้งยังพยายามชวนนางคุยไม่รู้จบ จนกระทั่งองค์ชายห้ามาลากตัวเขาออกไป ซึ่งก็ไม่ได้ง่ายดายสักเท่าไหร่
“พี่ห้า ข้ายังคุยกับปิงปิงไม่จบเลย!”
“เ้าอยากสร้างความเดือดร้อนให้สตรีที่เ้าพึงใจถึงเพียงนั้นเลยรึ?”
“ก็ไม่...แต่ทำไม?”
“ก็การที่เ้ามาคุยกับนางอยู่คนเดียวเช่นนี้ ทำให้นางกลายเป็เป้าริษยาของสตรีอื่นแล้วก็จะเป็นางที่เดือดร้อน แค่นี้เ้าคิดไม่เป็รึยังไง?”
องค์ชายเก้าหันมองรอบตัวก็รู้แจ้งแล้วว่าเป็เช่นที่พี่ห้ากล่าว สายตาของสตรีโดยรอบแม้จะเว้นระยะห่างพอสมควรแต่ก็จับจ้องมาที่นางและเขา หลายคนยังจงใจเงี่ยหูฟังบทสนทนาอย่างไร้มารยาท
“...ข้า ข้าไปก็ได้ แล้วเจอกันนะปิงปิง”
องค์ชายห้าเห็นน้องชายที่รักคิดได้ก็ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย หันกลับมาหาดรุณีคนงามยิ้มขอโทษบาง ๆ
“น้องเก้าคงสร้างความรำคาญให้เ้าพอดูเลยสิ”
“มิได้เพคะ องค์ชายเก้าอุตส่าห์สละเวลามาอยู่เป็เพื่อน หม่อมฉันซึ้งใจยิ่งนัก”
“ฮ่า ๆ อย่างเ้านั่นน่ะรึ พอสนสิ่งใดก็ไม่เคยใส่ใจรอบตัว”
“...”
“ถ้าไม่ชอบใจก็บอกไปตามตรง น้องเก้าน่ะเห็นอย่างนั้นก็มีเหตุผลกว่าที่คิดนะ”
“เพคะ”
“อ๋อ ดอกโบตั๋นในสวนงดงามยิ่ง เ้าลองออกไปชมดูหน่อยมั้ย ...คนโล่งดีด้วยนะ” องค์ชายห้ายิ้มมุมปากโบกมือลา พลางเดินไปคุยกับเหล่าสตรีนางอื่น คล้ายกับว่าเขาดึงความสนใจจากผู้อื่นให้นาง
“ขอบพระทัยองค์ชายที่ชี้แนะเพคะ”
อ๊า...นางซาบซึ้งในตัวองค์ชายห้าขึ้นเยอะเลยทีเดียว
เฟิ่งปิงตั้งใจจะเดินไปหาสหายทั้งสองเพื่อชวนให้ออกไปนั่งด้านนอก ไม่คาดว่าเพ่ยฟางจะกำลังสนทนากับบุรุษ ส่วนหมีกู่ก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน จะเดินไปหาพี่รองก็กลายเป็ว่าถูกฝูงผีเสื้อรุมล้อม
ตัวนางจะกลับเข้าไปนั่งในงานก็พลันเห็นสายตาของคุณชายมองมาอย่างมีเล่ห์นัย สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินไปในสวนตามคำขององค์ชายห้าดีกว่า
นางเดินไปตามทาง สวนดอกโบตั๋นประดับโคมให้แสงสว่างงดงามปานภาพวาด เพียงแต่นางไม่มีอารมณ์เดินชมสวนสักเท่าใดนักเมื่อนางยังเห็นคุณหนูคุณชายเดินอยู่ประปราย บ้างก็เหมือนจะสังเกตเห็นนาง บางคนก็ทำท่าจะเดินเข้ามาหา
ว่าแล้วนางก็รีบลัดเลี้ยวหาทางที่ไม่ค่อยมีคนแล้วะโขึ้นไปบนกิ่งไม้อย่างสวยงาม
“...หลบอยู่นี่จนกว่าจะเลิกงานแล้วกัน”
“...”
เฟิ่งปิงทิ้งตัวลงนั่ง เอนหลังพิงลำต้นของต้นไม้สูง ดวงตาคู่งามทำท่าจะปิดลงแต่แล้วสายตาก็พลันสะดุดกับอะไรบางอย่างที่กิ่งไม้ถัดไป
เงาร่างสีขาวที่โดดเด่นแต่ก็เลือนรางท่ามกลางความมืด...
“...หระ...หรือว่า...”
...ผี!!
นางตะครุบปากตัวเองก่อนที่จะเผลอส่งเสียงกรี๊ด ทำท่าลนลานจะะโลงจากกิ่งไม้วิ่งกลับเข้าไปในงาน แต่อะไรบางอย่างก็ดึงรั้งตัวนางให้ห้อยต่องแต่งอยู่บนกิ่งไม้ก่อนที่ขาจะได้เฉียดพื้น
สำหรับคนที่เคยตายแล้วได้พบกับพระเ้ามาแล้ว นางย่อมเชื่อในสิ่งที่เหนือธรรมชาติ และมันก็ทำให้นางเป็พวกกลัวสิ่งลี้ลับไม่ใช่น้อย
“...!!! ...กะ!”
“คอเสื้อเ้าติดอยู่กับกิ่งไม้”
“!!!”
นางหันกลับไปทางต้นเสียงเพราะมั่นใจมากว่านั่นเสียงคน หาใช่ผีอย่างที่ตนเองตื่นตูม พอตั้งใจจ้องมองผ่านความมืดนางจึงได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาอันแสนเฉยชาที่แสนจะโดดเด่น เงาร่างสูงที่นั่งอยู่ห่างออกไปอีกกิ่ง ไม่ได้เฉียดเข้ามาใกล้ตัวนางแต่อย่างใด
“...อะ.องค์ชายรอง ทำไมพระองค์จึงอยู่ที่นี่?”
“ข้าอยู่ก่อนที่เ้าจะมาเสียอีก”
“...เอ่อ ขออภัยเพคะที่หม่อมฉันมารบกวน แต่ว่า...”
“...”
“จะเป็อันใดหรือไม่...หากหม่อมฉันอ้อนวอนขอให้พระองค์ช่วยคนที่กำลังลำบาก...เช่นหม่อมฉันในเวลานี้ แกะชายเสื้อด้านหลังให้หม่อมฉันหน่อยได้มั้ยเพคะ?”
นางยิ้มแห้ง ๆ กิ่งไม้เล็กที่ยื่นออกมาดึงรั้งคอเสื้อของนางไว้จนไม่อาจโดดลงพื้นไปได้ตามที่ตั้งใจ หากจะดิ้นให้หลุดก็คงขาด รอให้หลุดก็น่าจะขาด
...แต่จะให้อยู่อย่างนี้ต่อก็น่าอับอายขายหน้าจนเกินไป
“...”
องค์ชายผู้เ็าส่งเสียงหัวเราะในลำคอ เขาเอื้อมมือหนามาดึงรั้งคอเสื้อของนางขึ้น ออกแรงเพียงเล็กน้อยก็สามารถดึงร่างเล็ก ๆ ของนางขึ้นมานั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนกิ่งไม้อีกครั้ง
“ขอบพระทัยองค์ชายที่ให้การช่วยเหลือเพคะ”
นางก้มศีรษะขอบคุณด้วยใบหน้าแดง ๆ นางดันหลุดภาพพจน์คุณหนูผู้สูงศักดิ์เสียหมดเปลือก แถมหลุดต่อหน้าใครไม่หลุดยังหลุดต่อหน้าองค์ชาย
...ช่างน่าเจ็บใจยิ่ง!
“...ที่แท้เ้าก็ยังเด็กนัก”
“หม่อมฉันยังไม่สิบเอ็ดขวบปีดี ยังเป็เด็กธรรมดาก็ถูกแล้วมิใช่หรือเพคะ”
นางแสร้งยิ้มเขินอายตอบกลับ ไม่รู้จริง ๆ ว่าคนตรงหน้าจะมาไม้ไหน แต่ถึงแม้ร่างกายของนางจะพึ่งอายุเท่านี้ แต่เนื้อในน่ะเกินสี่สิบเข้าไปแล้ว กล้าดียังไงมาว่านางเด็กหึ
นายสิเด็กโข่ง จะสูงไปไหนเนี่ย!
“เด็กที่กล้าสบตากับเสด็จพ่อยามเอื้อนเอ่ยคำ เด็กที่กล้าตอบคำถามและปฏิเสธการแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์โดยไม่ลังเล เด็กที่มีฝีมือร่ายรำทัดเทียมกับบรรดานางสนมในวัง เด็กที่รู้วรยุทธ์ขนาดโดดขึ้นต้นไม้หลบผู้คน เด็กที่ถึงขนาดกล้าขอให้ข้าช่วยแกะเสื้อตอนห้อยโหนอยู่ที่กิ่งไม้”
“...”
“แถมเวลานี้เ้าก็ยังกล้ามองตาข้าตอนข้าพูด ...เ้าก็ยังเด็กจริง ๆ นั่นแหละ เพียงแต่...”
“...”
“...หาใช่เด็กธรรมดาไม่”
นางสะดุ้งโหยง แต่ไม่สามารถปฏิเสธอันใดได้เพราะเป็เื่จริงทุกคำ นางรีบก้มหน้าหลบสายตาที่จ้องมองมาคล้ายกับตนเองกำลังหวาดกลัว หวาดกลัวว่านอกจากเตะตาแม่ของเ้าตัวแล้ว นางจะพลันเตะตาคนลูกด้วย
“องค์ชาย...ทรงกล่าวเกินจริงกระมังเพคะ”
“หึ เป็ตัวเ้าที่รู้ดีมิใช่หรือ?”
“หม่อมฉันคิดไปเองหรือไม่ว่าพระองค์ทรงพูดเยอะ ไหนข่าวลือบอกว่าพระองค์ทรงเ็าล่ะเพคะ”
นางรีบเปลี่ยนเื่ก่อนที่ตนเองจะจนคำพูดไปมากกว่านี้ แม้ว่าเื่ที่เปลี่ยนจะชวนโดนสั่งโบยก็ตามแต่ แต่ถ้านางทำเป็ใสซื่อแบบเด็ก ๆ ต่อให้โดนลงโทษก็คงไม่มากจนเกินไป
“เ้ายังกล้าแม้แต่จะท้าทายข้า เพื่อเปลี่ยนเื่”
“...”
“แล้วคำกล่าวว่าเด็กธรรมดาจะเหมาะกับเ้าไปได้อย่างไร”
...โปรดเลิกยุ่งกับนางเสียที!
“...หม่อมฉันขอ-”
“ไม่อนุญาตให้เ้าไปไหนจนกว่าข้าจะไป มาสนทนากันให้สนุกเถิด”
“...เพคะ”
...แต่นางหาได้สนุกด้วยไม่ เด็กโข่งตัวนี้รู้ทันนางเกินไป ช่างไม่ดีเอาเสียเลย
“เ้ามิ้าตำแหน่งชายาเอกของน้องเก้ารึ ดูน้องเก้าก็ออกจะอยากยกตำแหน่งนั้นให้เ้าใจจะขาด”
“...หม่อมฉันมิกล้าแม้แต่จะคิดเพคะ”
...มิกล้าแม้แต่จะคิดในความหมายของดรุณีผู้นี้ คงไม่รวมไปถึงมิกล้าที่จะปฏิเสธสมรสพระราชทานที่จะมีมาในสักวันหนึ่งของชีวิตนางกระมัง...
เฟยหรงซิ่นได้แต่คิด เด็กน้อยผู้นี้ดูอย่างไรก็ไม่ใช่เด็ก ก็สมกับที่แม่ทัพใหญ่จะถนอมนางไว้ดั่งดวงใจ การกระทำของนางทำให้นางดูน่าสนใจเสียยิ่งกว่าใบหน้านั่นเสียอีก
“ทั้ง ๆ ที่อย่างไรสักวันหนึ่งก็ต้องตบแต่งให้กับเชื้อพระวงศ์สักคนน่ะหรือ?”
“...”
“ด้วยฐานะของเ้า แทบจะเป็ที่แน่นอนว่าในอนาคตจะได้บัลลังก์หงส์เคียงั เ้าที่ชาญฉลาดถึงเพียงนี้ก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว”
“...เพคะ แต่หม่อมฉันมิเคยคาดหวังและ้ามัน”
เฟิ่งปิงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งภายในใจ เพียงการสนทนามิใช่แม้แต่การสอบสวนแน่หรือ เหตุใดนางถึงไม่อาจไปต่อได้เช่นปกติ แล้วเหตุใดจึงต้องเป็เื่นี้ด้วย ช่างน่ารำคาญใจยิ่งนัก
“ถ้ามิใช่บัลลังก์หงส์แล้วเ้าปรารถนาสิ่งใด ...ตอบข้ามาตามตรง”
“หม่อมฉันมิรู้ว่าพระองค์้าจะได้ยินสิ่งใดจากปากของคนอย่างหม่อมฉัน เพียงแต่เช่นนั้นก็ขอทูลตามตรง หวังว่าพระองค์จะไม่ถือสาเมื่อเป็ผู้อยากให้หม่อมฉันตอบเอง”
นางจ้องดวงตาคมดุที่จับจ้องนางอยู่แล้วสักพักใหญ่
รอให้เขาเป็ฝ่ายผงกศีรษะตอบรับก่อนที่ตัวเองจะเอ่ยปากต่อ
” ...หากเป็ไปได้ ...หม่อมฉันก็เพียงแต่อยากมีชีวิตดั่งคนธรรมดา มีคนรักที่มีหม่อมฉันเพียงผู้เดียว ใช้ชีวิตสุขสบายไม่อดอยาก และไม่ต้องแก่งแย่งอำนาจกับผู้ใด สวามีที่เป็ฮ่องเต้ มีสนมสามพันนาง ต้องคอยยึดอำนาจเอาไว้กับตัวไปจนสิ้นชีพ ไม่ใช่ชีวิตที่หม่อมฉันใฝ่หาเพคะ”
“เ้าทำให้ข้านึกสนใจในตัวเ้าขึ้นมาบ้างแล้ว”
“...”
“วันนี้ข้าจะรามือไปก่อนก็แล้วกัน”
องค์ชายรองเฟยหรงซิ่นยิ่งหลุดคาแรกเตอร์เ็าไปไกลโข เมื่อใบหน้าที่นิ่งเรียบกลับมีรอยยิ้มบาง ๆ แต่งแต้มมุมปาก ก่อนที่เงาร่างสีขาวจะะโลงจากต้นไม้แล้วหายไปท่ามกลางความมืด
เฟิ่งปิงนั้นเม้องค์ชายรองจะจากไปแล้ว แต่นางยังคงก้มหน้าลง เหงื่อเย็น ๆ ผุดพรายตามไรผม อยากจะะโออกไปดัง ๆ นักว่าไม่ต้องมาสนใจนาง!
แค่โกลเด้นตัวเดียวนางก็เหนื่อยแล้ว หาได้้าเด็กโข่งเพิ่มอีกตัว!!
ให้นางปลงผมบวชชีให้จบ ๆ ไปแทนเลยได้หรือไม่!?