เย็นวันนั้น ในที่สุดความพยายามขั้นแรกของเธอก็ประสบความสำเร็จ ซูเมิงหลานตัวน้อย ถ่ายอุจจาระออกมาท่วมท้น ดูจากปริมาณแล้วอาจจะมากกว่าอาหารที่เธอกินเข้าไปทั้งเดือนรวมกันเสียอีก ดูท่าทางร่างกายคงเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้างแล้ว
กลางคืนหลังจากดื่มยาบำรุงก่อนนอนท่านตาชรากับท่านยายคนงามจึงเริ่มคุยขั้นตอนการรักษากับเธอ
“การฝึกเคล็ดวิชานารีกายาหยกนั้นเป็คล้ายดัดร่างกายเพื่อให้กระดูกขับพิษออกมา ทุกวันเ้าจะต้องดัดตัววันละหนึ่งชั่วยาม จากนั้นต้องแช่สมุนไพรเพื่อกระตุ้นพิษอีกหนึ่งชั่วยาม
เสร็จแล้วยายจะฝังเข็มเพื่อระบายพิษที่กระดูกขับออกมาให้ อย่างที่ยายบอกเ้าก่อนหน้าว่าเคล็ดวิชามีหกขั้นใหญ่ แต่ว่าแต่ละขั้นมีสามขั้นย่อย
ความยากลำบากของการฝึกเคล็ดวิชานี้แต่ละขั้นก็คือ เคล็ดการดัดตนที่จะเคร่งครัดรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเ็ปจากการฝังเข็มในทุก ๆ วัน รวมทั้งความเ็ปร่างกายอย่างรุนแรงจากพิษที่ตกค้างในตัวเ้า โดยเฉพาะใน่ที่ฝึกสามขั้นแรก
หลังจากที่ผ่านขั้นที่สามได้แล้วหมายความว่าพิษที่กระดูกรยางค์ถูกขับออกไปจนหมด ทำให้พิษที่อยู่ในกระดูกแกนกลางร่างของเ้ากระจายไปยังกระดูกรยางค์ นั่นเป็สาเหตุที่ทำให้เ้ามีอายุขัยที่ยาวนานขึ้นอีกราวสี่สิบปีแม้ไม่ฝึกต่อ
ถ้าเ้าฝึกต่อในขั้นที่สี่และห้าเ้าจะถูกฝังเข็มสกัดพิษไม่ให้กระจายออกไปยังกระดูกรยางค์ ตัวเ้าแม้ไม่เ็ปแต่ร่างกายจะยังหนักอึ้ง ที่สำคัญเ้าต้องฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งเพราะั้แ่ขั้นที่สี่เป็ต้นไป พิษจะถูกขับออกมาไว้ที่เืเนื้อบริเวณ่ท้องและ่อกของเ้าเท่านั้น
หากร่างกายเ้าไม่แข็งแรง พิษอาจจะขับอาจจะทำลายอวัยวะภายในของเ้าได้ การฝึกขั้นนี้ต้องฝังเข็มสกัดพิษทุกสี่ชั่วยาม ่เวลาที่เ้าดัดตนขับพิษยังต้องเพิ่มเป็สองชั่วยาม อีกทั้งเ้ายังแช่ในน้ำสมุนไพรพิษเพื่อกระตุ้นให้พิษที่ฝังอยู่ขับออกมาจากกระดูกให้หมด
แต่ความเ็ปที่สุดกลับอยู่ขั้นที่หก มันคือขั้นของการทำลายและสร้างกระดูก กับเืเนื้อของเ้าใหม่ ขั้นนี้ไม่ต้องดัดตัว แต่เ้าต้องแช่อยู่ในสมุนไพรตลอดเวลา ออกมาจากถังสมุนไพรแช่ตัวได้เพียงตอนปลดทุกข์หนัก เบา กับตอนเปลี่ยนนำยาเท่านั้น และฝังเข็มทุกสามชั่วยาม
อ้อ อีกเื่ ในระหว่างการรักษาเ้าจะต้องดื่มยาทุกสี่ชั่วยาม ทุกวัน ขาดไม่ได้แม้แต่เวลาเดียวจนกว่าจะสำเร็จขั้นหกขั้นสูงผลัดกระดูกเปลี่ยนกล้ามเนื้ออย่างสมบูรณ์
เอาหล่ะอะไรที่ต้องเล่ายายก็เล่าทั้งหมดแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่เ้าหากเ้าคิดไม่ตก จะเขียนจดหมายไปปรึกษาพี่ชายของเ้าก็ได้”
ท่านยายคนงามเล่าจบก็ยกน้ำชาขึ้นมาจิบให้ชุ่มคอ.......พูดยาวเกินไป คอแห้ง
เด็กหญิงตัวน้อยต้องขมวดคิ้วมุ่นอีกครั้ง หากไม่รักษา นับจากอายุของเธอตอนนี้ จะอยู่ในโลกนี้ต่อสักสิบปีได้ ไม่รู้ว่าตายคราวนี้ จะได้กลับไปโลกเดิมหรือไปเจอยมบาลกันแน่ แต่ถ้าเธอรักษาด้วยการฝึกเคล็ดวิชานารีกายาหยกก็คงอยู่สวย ๆ ต่อไปได้หลายสิบปี
แต่กระบวนการรักษานี่สิ ช่างโหดร้ายแท้!! ไอ้การดัดตัวนั่นเธอไม่กลัวหรอก เธอเคยเล่นโยคะจนสามารถม้วนพับตัวได้ตอนอายุสามสิบกว่า ๆ เลยนะ แต่การที่ต้องกินยาวันละสามเวลากับโดนฝังเข็มทุกวันนี่สิ
กว่ารักษาหาย ยาต้มพวกนั้นคงทำให้ต่อมรับรสที่ลิ้นคงไม่ทำงานไปหมดแล้วหล่ะ แถมยังถูกฝังเข็มวันละหลายครั้งขนาดนั้น กว่าจะหาย อาจจะกลายเป็ฟองน้ำไปก่อนหรือเปล่า
เฮ้อ!! การที่ต้องเลือกระหว่างเส้นทางของคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ผู้อ่อนแอและบอบบางกับจอมยุทธ์หญิงผู้บึกบึนและห้าวหาญนี่ มันช่าง.....เลือกยากเสียจริง
อุตส่าห์ได้เกิดใหม่ทั้งที ทำไมไม่ให้อยู่สบาย ๆ กันบ้างเลยนะ!!
ในขณะที่เด็กหญิงครุ่นคิดจนหน้านิ่วคิ้วขมวด สองสามีภรรยาก็ลุ้นไม่แพ้กัน ต้องบอกก่อนว่าหลักการรักษาของสำนักแพทย์เทวะนั้น ไม่เหมือนสำนักแพทย์อื่น ๆ
ก่อนการรักษาจะต้องอธิบายทางเลือกในการรักษาขั้นตอนการรักษาในทางต่าง ๆ ความเสี่ยงทั้งหมด แล้วให้ผู้ป่วยกับญาติตัดสินใจกันเอาเอง แม้อยากจะให้รักษาทางไหนก็ไม่อาจชี้นำได้ ดูอย่างมารดาของซูเมิ่งหลานนี่อย่างไร
หลานสาวตัวน้อยคนนี้ญาติคนอื่น ๆ ล้วนอยากให้นางรักษาตัว แต่ขั้นการรักษาช่างลำบากยากเข็ญนัก เกรงว่านางจะทนไม่ได้ แต่จะรอนานไปกว่านี้ก็ไม่ได้ เพราะยิ่งอายุกระดูกมากขึ้นเท่าไหร่การฝึกเคล็ดวิชานี้เพื่อขับพิษก็ยิ่งจะใช้เวลายาวนานมากขึ้นไปอีก
ภายใต้ความวิตกกังวลกันไปคนละทาง ในที่สุดซูเมิ่งหลานก็พยัก
“ข้าจะรักษาตัวเ้าค่ะ แม้ท่านพ่อของข้าจะกลายเป็พ่อเลี้ยงไปแล้ว แต่ข้ายังเหลือพี่ชายอีกสองคนรออยู่ ข้าจะหมั่นฝึกฝนเพื่อขับพิษออกไปเร็ว ๆ จะได้รีบกลับไปก่อนที่พี่ใหญ่กับพี่รองจะแต่งงาน ไม่เช่นนั้นข้าคงกลายเป็คนไร้ญาติขาดมิตร เหลือเพียงท่านตากับท่านยายของจริงแล้วหล่ะ”
เด็กหญิงตอบติดตลก พร้อมกับยิ้มตาหยีอีกครั้ง เอาเถอะ ถ้าเปรียบเทียบกันระหว่างตายแล้วไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ก็พยายามดิ้นรนที่จะอยู่ในโลกที่อยู่ในโลกที่รู้จักแล้วนี่ก็แล้วกัน
“เ้าเด็กคนนี้นี่ ช่างมีแต่คำแปลกประหลาดออกมาจากปากน้อย ๆ นี่เสียจริง พ่อเลี้ยงอันใด ไร้ญาติขาดมิตรอันใน ช่างเพ้อเจ้อเสียจริง เ้ามีตากับยายอยู่มีสิ่งใดต้องกลัวกัน”
ท่านตาชราบ่นพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
.
.
วันเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไป อากาศในฤดูใบไม้ผลิเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ รถม้าคันเดิม เคลื่อนที่ไปตามทางหลวงมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นอู่ ปลายทางคือเมืองลั่ว ซึ่งเป็เมืองหน้าด่านชายแดนด้าน ตะวันตกติดกับแคว้นหนานหมาน
หลังจากที่หลานสาวตัวน้อยพยักหน้าตกลงที่จะฝึกเคล็ดวิชา นารีกายาหยก เพื่อรักษามรดกพิษในตัว สองสามีชราและภรรยาสาวงามก็คล้ายปล่อยวางความหนักอึ้งในใจของตนได้
ท่านตาชราที่เป็ถึงอตีตไท่ฝูถึงกับแหกปากร้องเพลงเกี้ยวสาวที่ไม่เคยมีใครได้ฟังมาก่อนไปตลอดทาง ส่วนท่านยายคนงามก็นั่งอมยิ้มเย็บชุดใหม่ให้หลานสาวอยู่ในรถม้า แก้มสองข้างแดงเรื่อราวกับสาวน้อยวัยแรกแย้ม
คนที่น่าสงสารที่สุดเห็นจะเป็ิญญาสาวใหญ่วัยสี่สิบที่อยู่ในร่างเด็กสี่ขวบที่นั่งอ่านบันทึกการเดินทางภาษาสเปน อยู่ตรงข้ามท่านยายของนาง.....พวกท่านจะจีบกันก็เกรงใจหมาโสดอย่างข้าสักหน่อยได้หรือไม่ พวกท่านคิดว่าข้าไม่เข้าใจความหมายของคำพวกนั้นอย่างนั้นหรือ ข้าเข้าใจ เข้าใจทุกคำ เข้าใจได้หลายความหมายด้วย!!
โธ่........ว่าแล้วก็คิดถึงพ่อหญ้าอ่อนของพี่สาวเหลือเกิน ไม่รู้ป่านนี้จะโดนใครเคลมไปหรือยัง
.
.
หลังจากเดินทางอีกหนึ่งเดือน ในที่สุดทั้งสามก็เดินทางถึงจุดหมายปลายทางเสียที
“เร็ว! รีบไปรายงานท่านเ้าสำนักว่าท่านผู้าุโใหญ่และท่านผู้าุโจางกลับมาแล้ว เร็ว ๆ เข้า...”
ทั่วทั้งสำนักคึกคัก โกลาหลวุ่นวายกับการมาถึงของท่านตาและท่านยายทันที ซูเมิ่งหลานเดินตามทั้งสองเข้าข้างใน ตลอดทางพวกลูกศิษย์และบ่าวไพร่ต่างโค้งคำนับ พลางแอบชำเลืองมองมาทางนาง ราวกับพวกโอตาคุแอบมองดูสาวน้อยแสนสวยข้างบ้าน
“พี่ใหญ่ พี่เขย พวกท่านกลับมาแล้ว แล้วสาวตัวน้อยเล่า? อยู่ที่ไหน? รีบพามาให้ข้าดูหน้าหน่อย”
เสียงใสกังวานที่มีความคล้ายคลึงกับน้ำเสียงท่านยายอยู่ห้าส่วนดังมาจากข้างในห้อง ซูเมิ่งหลานก้าวเท้าเข้าไปในห้องก็ประสานกับสายตานับสิบคู่
บรรยากาศเงียบสงัดอยู่นาน เป็ท่านยายเล็กเ้าของฉายา ‘หมอเทวดาเข็มทอง’ หร่วนจิน เ้าสำนักแพทย์เทวะที่ทำลายความเงียบนั้นด้วยการเดินเข้ามาจับมือของซูเมิ่งหลาน กวาดตาพิจารณาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าอยู่หลายครั้ง
“เด็กน้อยที่แสนอาภัพของยาย ในที่สุดเ้าก็มาถึงแล้ว”
ซูเมิ่งหลานเองก็จ้องมองอีกฝ่ายเช่นกัน ท่านยายเล็กนี้หน้าคล้ายกับท่านยายคนงามของนางจริง เพียงแต่ดูแก่กว่าสักห้าปีได้ หากนางไม่รู้มาก่อนว่านี่คือแฝดน้องของท่านยาย ตีให้ตายนางก็ไม่เชื่อแน่นอนว่าสตรีตรงหน้าถูกตัดสายสะดือทีหลังท่านยายคนงามของเธอ
“ท่านยายเล็ก”
“ดี ดียิ่ง มา ๆ มาทางนี้ยายเล็กจะแนะนำท่านลุง ป้า น้า อาทั้งหลายและพี่น้องให้เ้าได้รู้จัก ที่ผ่านมาเ้าเจ็บป่วยอยู่ในจวนตลอดเลยไม่มีโอกาสได้รู้จักกัน มาคราวนี้ต้องถือโอกาสสนิทสนมกันไว้เล่า”
คำพูดประโยคนี้ทำให้ทุกคนในห้องเพิ่มความสงสารเวทนาในสีหน้ามากขึ้นไปอีก
“คนผู้นี้คือท่านตาเล็กของเ้า......”
จากนั้นก็แนะนำให้เธอรู้จักกับคนอื่น ๆ มีทั้งลุง ป้า น้า อา และบรรดาพี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว ที่เป็หลานของท่านยายเล็ก
ต้องยอมรับว่าเชื้อสายทางแม่ของเธอนี้ มีกรรมพันธุ์ของการมีลูกแฝดจริง ๆ นอกจากรุ่นท่านยายเป็ฝาแฝดแล้ว แม้ว่าท่านยายคนงามของเธอไม่ได้คลอดลูกแฝดสักครรภ์
แต่ท่านยายเล็กกลับมีลูกแฝดถึงสองครรภ์ ทำให้นางมีลูกห้าคนจากการตั้งครรภ์สองครั้ง พอมาถึงรุ่นของแม่เธอ ท่านแม่ก็ตั้งครรภ์แฝดพี่ชายทั้งสองของเธอ ส่วนท่านลุงที่เป็ลูกชายคนโตของท่านยายเล็กก็ได้ลูกแฝดเช่นกัน
พอมาถึงรุ่นหลานอย่างพวกเธอ พี่สาวที่เป็ลูกคนแรกของท่านลุงใหญ่ก็เพิ่งคลอดลูกแฝดเมื่อไม่นานนี่เอง อา....โชคดีที่ตัวเธอเป็คนไม่เชื่อมันในลัทธิรักแท้ หรือ้าแต่งงานมีครอบครัว ไม่เช่นนั้นหากต้องตั้งครรภ์คลอดลูกแฝดเช่นนี้ อาจจะเอาชีวิตไม่รอดเลยก็ได้
อย่าลืมว่าการตั้งครรภ์แฝด คือข้อบ่งชี้หลักในการผ่าคลอดทางหน้าท้อง ของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเชียวนะ ให้เบ่งคลอดแฝดเอง อัตราการตายสูงทั้งแม่ทั้งลูกเลยหล่ะ
คิดก็ส่วนคิด ตอนนี้ซูเมิ่งหลานประสานมือย่อตัวทำความเคารพผู้าุโแบบฉบับคุณสกุลใหญ่ตามทรงจำที่มีอยู่
เหล่าผู้าุโและบรรดาลูกพี่ลูกน้องทั้งหลายต่างปฏิบัติต่อเธออย่างมีมารยาทและเอื้อเอ็นดู เมื่อแนะนำตัวกันเรียบร้อย เด็กหญิงจึงนำของกำนัลแรกพบมอบให้ทีละคน
ของเ่าั้ไม่ได้มีราคาค่างวดมากมายอะไร ส่วนใหญ่เป็ผลไม้เชื่อมหรือขนมที่เธอกับท่านตาชราช่วยกันทำระหว่างเดินทาง เพียงแต่เมื่อท่านยายคนงามชิมแล้วบอกว่ารสชาติดี แปลกใหม่ไม่มีขายในท้องตลาดเท่านั้น
ต้องบอกว่าฐานะของหมอสำนักแพทย์เทวะย่อมไม่เห็นของพวกนี้อยู่ในสายตาหรอก แต่การแสดงน้ำใจเช่นนี้ของเด็กน้อยอย่างเธอ ย่อมเอาชนะใจและสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้กับเหล่าผู้าุโในสำนักได้ รวมถึงได้รับของขวัญแรกพบมาอีกไม่น้อย เป็การรับรองอีกทางหนึ่งว่าชีวิตนี้ของเธอที่นี่จะต้องไม่ลำบากแน่นอน
“เด็กคนนี้จิตใจดีจริง ๆ ช่างน่าสงสารที่ชะตาอาภัพนัก ต้องมาแบกรับมรดกพิษแทนพี่สาวน้องสาวอื่น ๆ เช่นนี้ มาตรงนี้เถิด ตาเล็กจะให้แหวนมิติที่ตาเล็กทำอันใหม่นี่เป็ของขวัญแรกพบแก่เ้า เมื่อใช้ลมปราณได้แล้ว เ้าจงหยดใส่แหวนแล้วถ่ายลมปราณเข้าไปก็จะเปิดมิติในแหวนได้”
ซั่งกวนอวิ๋นหรือท่านตาเล็กสามีของท่านยายเล็กกล่าว พร้อมกับยื่นแหวนหยกสีม่วงอ่อนให้กับเธอ
อืม หยกม่วงลาเวนเดอร์ ถ้าเป็ชีวิตก่อนของเธอ แหวนวงนี้ราคาราว ๆ ห้าหมื่นหยวนได้.....ของดี ของดี เก็บไว้ได้
“ท่านตาช่างลำเอียงนัก แหวนวงนี้ที่ท่านคุยโม้ว่ามันสามารถเก็บสมุนไพรกับสัตว์เล็กที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ใช่หรือไม่ แต่ ช่างเถอะ เอาไว้ท่านสร้างวงต่อไปเสร็จข้าค่อยไปแอบขโมยเอาก็ได้
น้องสาวตัวน้อย พี่สาวปิงปิงมอบกำไลวงนี้ให้เ้านะ ต่อไปเ้าคือน้องสาวเสี่ยวหลานของพี่ เมื่อวานท่านยายบอกว่าน้องสาวจะมารักษามรดกพิษในตัว พี่ขอให้เ้าหายเร็ว ๆ นะ พอเ้าหายแล้วพี่จะพาไปเล่นที่สวนสมุนไพร”
เด็กหญิงที่ตัวสูงกว่าเธอเล็กน้อยชื่อหร่วนปิงถอดกำไลทองในมือยื่นให้เธอ พร้อมชวนพูดคุยอย่างร่าเริง จากนั้นบรรดาพี่น้องทั้งหลายก็เริ่มมอบของขวัญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดกายให้เธออีกชุดใหญ่
เพราะท่านตาทวดยายทวดนั้นมีบุตรแค่สองคนคือท่านยายกับท่านยายเล็ก และท่านยายเล็กต้องขึ้นเป็เ้าสำนักต่อ ทำให้ท่านตาซั่งกวนอวิ๋นกลายเป็เขยแต่เข้า บุตรที่คลอดออกมาครรภ์แรกของท่านยายเล็กที่เป็แฝดชายทั้งสามจึงต้องใช้แซ่หร่วน ส่วนแฝดชาย-หญิงในครรภ์สองค่อยใช้แซ่ซั่งกวน
หร่วนปิงซึ่งเป็บุตรสาวของท่านลุงใหญ่ที่เกิดก่อนมารดาเธอสามปีจึงแซ่หร่วนนั่นเอง และนางยังเป็ว่าที่ผู้สืบทอดสำนักแพทย์เทวะรุ่นที่สอง ต่อจากบิดาของนางอีกด้วย
“เอาหล่ะ ปล่อยให้ท่านตาใหญ่พาเสี่ยวหลานไปพักผ่อนก่อนเถิด ประเดี๋ยวยายสองคนจะวางแผนรักษาให้เสี่ยวหลานแล้ว พวกเ้าก็แยกย้ายกันเถอะ”
จางเป่าหรือท่านผู้าุโจางของสำนักแพทย์เทวะ พาหลานสาวเดินลึกเข้าไปในด้านหลังของสำนัก ก่อนย่อตัวอุ้มเอาหลานสาวไว้กับอก แล้วสะกิดปลายเท้าออกท่าเท้าทะยานตัวขึ้นไปยังยอดเขาที่เป็ที่พักของเขากับภรรยา ซึ่งยอดเขาที่ดีที่สุดในสำนักแพทย์เทวะนี้เลยทีเดียว
หลังที่จางเป่าลาออกจากราชการเมื่อสี่ปีก่อน ก็ติดตามภรรยากลับมาที่สำนักแพทย์เทวะแห่งนี้ ตอนนั้นสำนักอยู่ในฐานะง่อนแง่นเต็มที แทบจะต้องปิดสำนักเพราะไม่มีเงินเลี้ยงลูกศิษย์อยู่แล้ว
เหตุก็เพราะน้องภรรยาของเขามีจิติญญาของหมอเต็มเปี่ยม ให้การรักษาผู้ป่วยยากไร้มากมาย แต่กลับเก็บเงินบ้างไม่เก็บบ้าง รายได้ของสำนักตอนนั้นมาจากน้องเขยของภรรยาที่สร้างอาวุธและสิ่งของลงอักขระขาย แม้แต่ละชิ้นจะมีราคาแพง แต่ก็ใช้เวลาในการสร้างนานเป็เดือน รายได้จึงแทบจะไม่ทันให้จ่ายออกไป
พอหร่วนจิงภรรยาคนงามของเขากลับมารับตำแหน่งผู้าุโของสำนัก มีหน้าที่ปรุงยาลูกกลอนคืนวัย และครีมลบรอยแผลเป็ขายเพื่อเป็รายได้ให้กับสำนัก ทำให้ความกดดันของซั่งกวนอวิ๋นลดลงไปได้มาโข
หลังจากที่ขายไปได้ปีกว่า ๆ สำนักแพทย์เทวะแห่งนี้ก็กลับมามั่นคง มั่งคั่งอีกครั้ง จึงเป็เหตุให้เ้าสำนักยกเขาเปล่าให้ครอบครัวเขาลูกหนึ่งนี่เอง
“เสี่ยวหลาน นี่คือเรือนของหลาน เข้าไปพักในเรือนนี้นะ ส่วนตากับยายพักอยู่เรือนหลักตรงนั้น หลานไปอาบน้ำล้างตัวค่อยนอนพักสักงีบก่อน ตอนเย็นตาจะให้คนไปตามกินข้าวด้วยกัน ของที่ยายเ้าซื้อให้ประเดี๋ยวตาจะให้บ่าวขนเข้าไปจัดในเรือนให้”
จางเป่าบอกหลานสาวหลังปล่อยตัวลงเหยียบพื้นอย่างนุ่มนวม พลางเรียกเอาข้าวของของหลานสาวออกมาจากกำไลมิติของตน แล้วคอยกำกับบ่าวให้ยกของอย่างระมัดระวัง
ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้ารับคำแล้วเดินตามบ่าวเข้าไปในเรือนอย่างเลื่อนลอย เมื่อสักครู่เธอเพิ่งได้ัักับความมหัศจรรย์ของโลกนี้เข้าอีกอย่างแล้วสินะ
อา...วิชาตัวเบา เหาะเหินเดินอากาศ มันช่างสุดยอดจริง ๆ อย่างกับนั่งรถไฟเหาะแหน่ะ
เย็นวันนั้นท่านยายคนงามก็ได้มอบตำราเคล็ดวิชา นารีกายาหยก ให้เธอ พร้อมกับชี้แนะในจุดต่าง ๆ อย่างละเอียด ความจริงแล้วเธอค่อนข้างเข้าใจดีเลยหล่ะ
หลักการของมันคล้ายกับโยคะในโลกก่อน เพียงแต่ท่าทางและวิธีหายใจซับซ้อนกว่าบ้าง แต่หากเธอบอกว่าเข้าใจเลยทันทีมันคงจะสมวัยเด็กสี่ขวบสักเท่าไหร่
นอกจากนี้เธอยังได้รู้ความลับของท่านยายคนงามอีกอย่าง คือ ความอ่อนเยาว์ของนางเป็ผลมาจากเคล็ดวิชานี้ด้วยส่วนหนึ่ง แต่เพราะเธอดันมีลูกก่อนจะหาสมุนไพรที่ใช้ในการฝึกขั้นที่หก จึงไม่สามารถฝึกต่อได้ เพราะกระดูกเชิงกรานของนางขยายตอนคลอดบุตรแล้ว หากนางมีโอกาสได้ฝึกจนสำเร็จขั้นที่หก นั่นแหละ ถึงจะเรียกว่างดงามดั่งเทพเซียนอย่างแท้จริง
เพราะฉะนั้น ตอนนี้ที่สมุนไพรมีพร้อมทุกอย่าง ซูเมิ่งหลานจึงกลายเป็คนที่ต้องแบกรับความใฝ่ฝันของท่านยาย ประหนึ่งแบกความหวังของหมู่บ้านสกุลหร่วน นั่นก็คือ ฝึกจนสำเร็จขั้นที่หก กลายเป็ตำนานแห่งหญิงงามอย่างแท้จริงนั่นเอง
เฮ้!!