"ไม่เสียใจแน่นะ...ที่เราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันนานแบบคู่อื่น" กายยังคงกอดหญิงสาวเอาไว้ “พอเื่มาเป็แบบนี้แล้ว…กายไม่อยากตายเลยแพรว” กายกระชับกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด ฉันเงยหน้ามองกาย แพรวก็ไม่อยากให้เป็แบบนั้นอยากให้มีปาฏิหาริย์ เกิดขึ้นกับกายเหมือนกัน
"แพรวไม่เสียใจ ั้แ่แพรวได้เป็แฟนกับกาย แพรวไม่เสียใจเลย กายอย่ากังวลใจเื่นี้เลยนะ"
"ไม่เชื่อ...เดี๋ยวก็ได้นั่งร้องไห้อีก" กายเอานิ้วจิ้มหน้าผากฉันหนึ่งที
"เวลาเสียใจก็ต้องร้องสิ แต่จะเสียใจกว่าถ้าเราจากกันโดยยังเก็บความในใจเอาไว้แบบนั้น"
“แพรวช่วยเล่าเื่ของเราให้ฟังอีกได้ไหม”
“เอาเื่ไหนดีล่ะ”
“เื่ไหนก็ได้”
ฉันเล่าเื่ต่างๆ มากมายั้แ่เด็ก วีรกรรมแสบๆ ที่กายทำแล้วฉันต้องตามไปช่วยตามล้างตามเช็ดให้
กายขยับฉันเข้ามากอดแน่นขึ้น
“รู้ตัวว่ารักเราั้แ่ตอนไหน”
“ถ้ารู้ตัวแบบชัดเจนจริงๆ แพรวว่าคงเป็ตอนที่แพรวโดนคุณลุงจับขึ้นรถไปแล้วมีคนโวยวายอยู่ข้างนอก”
“ถ้าเป็วันนั้น ก็ยังเดาไม่ได้หรอว่ากายรักแพรว”
“ก็ ไม่ใช่จะไม่เคยคิดเสียเลยทีเดียว แต่เราเป็เพื่อนกันมา ถ้าแพรวรีบสารภาพ แล้วถ้ากายไม่ได้รักแพรวแบบนั้น เราก็จะเสียมิตรภาพไปเลยนะ”
“กายแสดงออก ชัดเจนขนาดนั้น กายว่ากายชัดเจนกว่าคนบางคนอีกนะ คนแถวนี้ยังคิดเป็อื่นได้อีก ใจร้ายจัง”
“หมายถึงเจมส์เหรอ”
“ใช่”
“ก็ใครกันหนีหาย ปล่อยช่องว่างให้เจมส์ทำคะแนนล่ะ”
“แต่จริงๆ นะแพรวเจมส์เป็คนดี ถ้าภายหน้าแพรวรู้สึกดีกับเจมส์ อย่าปิดกั้นตัวเองเพราะเรา เข้าใจใช่ไหม”
“อืม เราจะใช้ชีวิตให้ดี ไม่ให้กายต้องเป็ห่วง” ฉันน้ำตาคลอ ฉันจะไม่ทุกข์ใจนาน ฉันสัญญา ฉันจะต้องทำได้
“เราว่าเราโชคดีนะ ที่รู้ว่าเราจะตายตอนไหน อย่างน้อยเราก็มีเวลาได้ร่ำลากัน” ฉันเริ่มเก็บน้ำตาไว้ไม่อยู่
“เอาอีกแล้ว แบบนี้เราจะสบายใจได้ยังไงกัน ไม่พูดเื่เศร้าแล้วเนอะคนดี” กายประทับจูบที่หน้าผากของฉัน ฉันรีบปาดน้ำตาที่ไหลแล้วพยักหน้าเป็การรับทราบ
“แล้วกายเริ่มรักแพรวั้แ่ตอนไหน”
กายยิ้ม “เด็กน้อย กายรักแพรวั้แ่แรกเลย ยังจำวัยเด็กที่แพรวยังอยู่กับพ่อได้ไหม ตอนนั้นบ้านแพรวเสียงดังโวยวายเกือบทุกวัน เราที่ชอบขี่จักรยานไปเล่นที่ซอยบ้านแพรว จะเห็นเด็กสาวนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวที่หน้าบ้านประจำ เราก็ชอบแอบเอาขนมไปให้แพรวกิน แล้วจากนั้นเด็กสาวคนนี้ก็จะยิ้มทั้งน้ำตา ปาดน้ำตาแล้วรับขนมนั้นไป ตอนนั้นแพรวชอบของหวานที่สุด ทุกครั้งที่บ้านเรามีขนมอะไรแปลกๆ มาเราก็จะนึกถึงแพรวเสมอ ไม่นึกว่าโตขึ้นมาจะเกลียดขนมหวานได้”
“แพรวคงกินจากที่กายเคยเอามาให้ตอนเด็กจนเอียนแล้วน่ะสิ”
ฉันเอาหน้าซุกไปกับแผ่นอกของกาย แล้วฟังเื่เล่าของกายต่อเหมือนเด็กน้อยที่ฟังผู้ใหญ่เล่านิทาน
“ทั้งที่เราอายุเท่ากัน แต่เราต้องดูแลแพรวมากกว่าคนอื่น เพราะเด็กคนนี้ขี้โรคแต่เด็ก สามวันดีสี่วันไข้ พ่อแม่เราก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน แม่ของแพรวก็ทำงานกลับจนดึก ผู้ใหญ่เลยตกลงกันว่าให้แพรวกลับบ้านพร้อมเราแล้วมารอที่บ้านหลังนี้ได้ แพรวเลยได้มาวิ่งเล่นที่บ้านเราหลังเลิกเรียนเพราะยังไงที่บ้านเราก็ยังมีพ่อบ้านใหญ่ที่เป็ผู้ใหญ่คอยดูแล รอจนกว่าแม่แพรวจะมารับ”
ฉันปล่อยให้กายพูดต่อ “ถึงเราจะปากร้ายไปบ้างแต่ที่ผ่านมาเราดูแลแพรวไม่เคยขาดตกบกพร่องเลย จริงไหม นั่งมันเพราะอะไรล่ะ”
“...”
“กายรักแพรวนะ”
วันนี้บอกรักกันรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่เหมือนว่ากายจะมีกำลังมากกว่าทุกวัน "วันนี้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนเยอะแยะ"
"คนกำลังมีความรักก็เป็แบบนี้กันทั้งนั้นแหละ" ถึงเสียงจะแหบและเบาแต่วันนี้ฉันรู้สึกว่ากายพูดแบบไม่หอบเลย "วันนี้นอนตรงนี้ได้ไหม ขอนอนกอดคืนหนึ่งนะ"
"กอดแบบนี้ไปทุกคืนเลยก็ได้"
คนฟังเอาแต่ยิ้มแล้วสักพักก็ผล็อยหลับไป ฉันรู้ดีว่าเวลาเหลือไม่มากแล้วดังนั้นไม่ควรเสียเวลาโศกเศร้าอีกต่อไป ฉันควรทำให้ตัวเองและกายมีความสุขแบบนี้ถึงจะถูก
ทุกวันฉันตื่นนอนขึ้นมาพร้อมความกังวลกลัวว่าอีกฝ่ายจะหมดลมหายใจไประหว่างนอนหลับ ฉันมักเอามือไปอังแถวจมูกไม่ก็สังเกตจังหวะหายใจตรง่หน้าอกถ้าอีกฝ่ายยังคงหายใจเป็ปกติฉันถึงจะวางใจไปทำธุระส่วนตัวของตัวเองได้
วันนี้เป็วันที่กายต้องออกจากโรงพยาบาลไปรักษาตัวที่บ้าน ฉันเริ่มเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านของกายและโทรบอกแม่และเจมส์เป็ที่เรียบร้อยตามคำสั่งของทั้งคู่
"ถ้าจะออกจากโรงพยาบาล่ไหนโทรบอกด้วยนะครับ"
"จะออกจากโรงพยาบาลเวลาไหนบอกแม่ด้วยนะ"
เพื่อให้การดำเนินการทุกอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นฉันเลยออกไปเตรียมเอกสารการออกจากโรงพยาบาลพร้อมทั้งไปรับยาตามแพทย์สั่ง เหลือไว้แค่เอกสารที่ผู้ปกครองต้องเป็คนมาเซ็นรับรองเอง นอกเหนือจากนั้นฉันจัดการเอาไว้หมดแล้ว
"เมื่อคืนดิฉันไม่อยากจะปลุกคุณกลางดึก คุณควรทราบไว้ว่าไม่ควรขึ้นไปนอนบนเตียงกับคนไข้แบบนั้นนะคะ" ฉันโดนพยาบาลหน้าห้องเอ็ดไปหนึ่งยก
"ขอโทษค่ะ หนูเผลอหลับไป" แล้วฉันก็ยิ้มหวานใส่พยาบาล จนพยาบาลคนนั้นยืนอึ้งไป ในใจคงคิดว่า 'คนอะไรโดนบ่นแต่ก็ยังยิ้มออกอีก' ก็ในตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับกายอีกแล้ว
"กาย ลุงคนขับรถโทรมาบอกว่าถึงแล้ว" กายพยักหน้าให้ฉัน ฉันเข็นรถเข็นของกายพาไปรอที่ประตูทางออกของโรงพยาบาล พ่อของกายยังคงทำตัวยุ่งตามเคย วันนี้เป็วันที่กายต้องออกจากโรงพยาบาลแต่คนเป็พ่อแค่มาเซนต์เอกสารแล้วก็กลับไป
"กายกลับบ้านแบบนี้เมื่อไหร่แพรวจะมาหาอีก"
"ยังไงนะ" กายหมายความว่าไงนะ
"ก็แพรวจะกลับบ้านแล้วใช่ไหมล่ะ เมื่อไหร่เราจะได้เจอกันอีก" ตายจริงลืมบอกไปสนิทเลย ว่าฉันจะไปอยู่กับนายตลอด่ที่ปิดเทอม ฉันได้รับอนุญาตจากแม่ของฉันเป็ที่เรียบร้อยส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็รับทราบและยินดีให้ฉันอยู่ดูแลกายใน่นี้ ฉันคิดว่าถ้ากำลังใจดีปาฏิหาริย์อาจมีอยู่จริงก็ได้
"อืม..." ฉันแกล้งทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพัก จนทำให้อีกฝ่ายเริ่มแสดงอาการงอแง แต่ปากก็บอกว่า "ไม่เป็ไร กายเข้าใจ ไว้ว่างๆ ค่อยมาก็ได้" ไม่เป็ไรของกายในตอนนี้คงกำลังแปลว่ามีปัญหาแบบสุดๆ
ฉันเลยนั่งยองๆ หน้ารถเข็น แล้วจับมือกายไว้ "งั้นขอไปอยู่ที่บ้านด้วยคนได้ไหม"
"ฮะ!!!" มีแรงใได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
"ก็ตอนอยู่โรงพยาบาลแพรวยังอยู่กับกายได้ทุกวันเลย ก็ขอกลับไปนอนค้างที่บ้านด้วยเลยได้ไหมล่ะ" กายที่ก้มหน้ามาฟังฉันพูดจาเอาใจก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วก้มหน้ามากระซิบข้างหูฉัน "ขนาดนี้เลยก็แต่งงานกันเลยไหมละ" พอกายพูดจบก็เอามือมาขยี้หัวฉันแรงๆ แบบที่เคยทำ ดูเหมือนโดนขอแต่งงานจริงเลย
“อย่าท้านะกาย ถ้ากาย้าเราก็พร้อมแต่ง”
กายยิ้มแล้วลูบหัวฉัน
“เด็กโง่ ไม่คิดหน้าคิดหลังเลยนะเรา”
"กลับบ้านกันครับคุณหนู"
"ไม่โผล่หัวมาเลยนะ" กายทักทายคนขับรถ
"แหม่ผมจะโผล่ไปเป็ก้างขวางคอทำไมละครับ"
"โธ่~ลุง หนูอายจริงจังแล้วนะ อย่าแซวหนูสิคะ"
"ฮ่าๆ ครับๆ ไม่แซวแล้วครับ"
ระหว่างทางที่ฉันอยู่บนรถกายเอนตัวพิงไหล่ฉันแล้วหลับตาลง ก็ไม่แน่ใจว่าหลับจริงหรืออยากพักสายตากันแน่ แต่สายตาของฉันที่มองไปยังกระจกมองหลังกลับเห็นั์ตาของลุงคนขับรถแดงก่ำ ใครที่เห็นกายในตอนนี้ก็อดสงสารไม่ได้แต่เราต้องเข้มแข็งเพราะคนป่วยที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉันในตอนนี้ยังอดทนต่อความทรมานและพยายามมีชีวิตอยู่เพื่อเราทุกคน เราจะแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นไม่ได้เด็ดขาด