หลังจากพายุราคะในห้องนอนของซุนซือซือสงบลง หลินเฟิงไม่ได้รีบร้อนที่จะจากไป เขารู้ดีว่าเหยื่อรายใหญ่ที่สุดของคฤหาสน์ตระกูลซุนบัดนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะที่จิตใจอ่อนแอและโหยหาถึงขีดสุด เขาใช้เวลาช่วงบ่ายในการจัดระเบียบพลังปราณที่ดูดซับมา ก่อนจะเริ่มดำเนินแผนการขั้นต่อไป
ในห้องพักของตนเอง หลินเฟิงนั่งสมาธิอยู่บนเตียงไผ่ที่เรียบง่าย ดวงตาปิดลงพลางรวบรวมพลังปราณจิ้งจอกอสูรที่เพิ่งได้มาจากการดูดซับความบริสุทธิ์ของซุนซือซือ เขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย พลังที่เคยอ่อนแอและไม่เสถียรบัดนี้กลับแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงแต่ระดับการเพาะกายเท่านั้น แม้แต่ความสามารถในการควบคุมมนตราพรางตาและการปลุกเร้าราคะก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น
"ซือซือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น... เป้าหมายที่แท้จริงคือแม่ของนาง" หลินเฟิงคิดในใจพลางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาเปิดตาออกมาแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปหยิบกระจกเงาขนาดเล็กมาส่องดูใบหน้าของตนเอง ใบหน้าที่เคยดูธรรมดาสามัญบัดนี้กลับมีเสน่ห์ที่ลึกซึ้งและดึงดูดใจมากขึ้น ดวงตาที่เคยหม่นหมองบัดนี้กลับเปล่งประกายแววตาที่ทรงพลังและมั่นใจ
เขาเดินออกจากห้องพักด้วยท่าทางที่สง่างามและมั่นใจ ไม่เหมือนบ่าวรับใช้ธรรมดาที่เคยเป็น ขณะเดินผ่านทางเดินของคฤหาสน์ หลินเฟิงสังเกตเห็นสายตาของสาวใช้หลายคนที่มองมาที่เขาด้วยความสนใจและความหลงใหล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นี่คือผลจากพลังจิ้งจอกอสูรที่เพิ่มขึ้น ทำให้เสน่ห์ธรรมชาติของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลินเฟิงเลือกจังหวะที่ฮูหยินซุนกำลังเดินพักผ่อนอยู่ในสวนหลังคฤหาสน์เพียงลำพัง ซึ่งเป็นที่ที่เงียบสงบและลับตาคน เขาได้สำรวจกิจวัตรของเหม่ยหลิงมาหลายวันแล้ว รู้ดีว่านางมักจะออกมาเดินเล่นในสวนหลังบ้านช่วงบ่ายเพื่อผ่อนคลายจิตใจจากภาระหน้าที่ของการเป็นฮูหยินตระกูลใหญ่ วันนี้เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้นแผนการล่อลวงของเขา
เขาแสร้งทำเป็นมาฝึกซ้อมวรยุทธ์ในบริเวณนั้น โดยจงใจเลือกตำแหน่งที่เหม่ยหลิงจะต้องเดินผ่านไปมาอย่างแน่นอน หลินเฟิงถอดเสื้อตัวนอกออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นแผ่นหลังที่กว้างขวางและมัดกล้ามที่เรียงตัวสวยงามราวกับรูปสลักของช่างฝีมือชั้นสูง ผิวพรรณที่เคยดูซีดซ่านบัดนี้กลับมีสีผิวที่สุขภาพดีและดูแข็งแรง หยาดเหงื่อเริ่มไหลชโลมกายจนผิวพรรณดูมันวาวภายใต้แสงแดดอ่อนๆ ของยามบ่าย

เหม่ยหลิงที่ตั้งใจจะมาเดินสงบสติอารมณ์จากเหตุการณ์เมื่อเช้า พลันต้องชะงักเมื่อเห็นภาพตรงหน้า หัวใจของนางเต้นรัวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นความแข็งแกร่งของหลินเฟิงในระยะใกล้ นางพยายามจะหันหลังกลับทว่าขากลับไม่ยอมขยับ ราวกับถูกแรงดึงดูดจากมัดกล้ามเหล่านั้นตรึงไว้
ความจริงแล้ว เหม่ยหลิงไม่ได้หลับสนิทเลยตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อเช้า ภาพที่นางได้เห็นหลินเฟิงและลูกสาวของนางร่วมรักกันอย่างดุดันนั้นยังคงติดตาอยู่ในความทรงจำ ทุกครั้งที่นางหลับตา นางจะเห็นภาพร่างกายที่แข็งแกร่งของชายหนุ่มคนนั้นเคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง เสียงครางของลูกสาวที่เต็มไปด้วยความสุขสมยังคงก้องอยู่ในหูของนาง ทำให้นางรู้สึกอิจฉาและโหยหาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สามีของนาง ซุนเจิ้งหมิง เป็นคนที่เย็นชาและไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องบนเตียงนอน การร่วมรักของทั้งคู่เป็นเพียงหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อสืบทอดเชื้อสายเท่านั้น ไม่มีความอ่อนโยน ไม่มีความหลงใหล และไม่มีความเร้าใจแม้แต่น้อย นางรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเพียงภาชนะที่ใช้ในการให้กำเนิดทายาทเท่านั้น ความต้องการของผู้หญิงคนหนึ่งถูกเพิกเฉยและถูกฝังลึกลงไปในใจจนกลายเป็นความโหยหาที่แสนเจ็บปวด
หลินเฟิงแสร้งทำเป็นไม่เห็นนาง เขาเริ่มร่ายรำเพลงหมัดที่ดุดัน ทุกท่วงท่าที่เขาเคลื่อนไหว มัดกล้ามที่แขนและหน้าท้องจะขยับเขยื้อนอย่างทรงพลัง เสียงลมจากการวาดหมัดดังก้องไปถึงหูของเหม่ยหลิง ยิ่งตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งที่นางเพิ่งได้เห็นบทพิสูจน์มาเมื่อเช้า
ท่าหมัดที่หลินเฟิงใช้นั้นไม่ใช่ท่าหมัดธรรมดา แต่เป็นท่าหมัดที่ออกแบบมาเพื่อเน้นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้ดูเซ็กซี่และดึงดูดใจ ทุกครั้งที่เขาหมุนตัว กล้ามเนื้อที่หลังจะเคลื่อนไหวราวกับคลื่นน้ำ ทุกครั้งที่เขายกแขนขึ้น กล้ามเนื้อที่แขนจะโป่งพองขึ้นอย่างน่าประทับใจ และทุกครั้งที่เขาหมัดออกไป กล้ามเนื้อหน้าท้องจะเกร็งแน่นจนเห็นเส้นแบ่งชัดเจน
เหม่ยหลิงรู้สึกปากแห้งผาก ลิ้นของนางเลียริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัว สายตาของนางไม่อาจเบนไปจากร่างกายที่แข็งแกร่งนั้นได้ นางเริ่มจินตนาการถึงความรู้สึกของการได้สัมผัสกล้ามเนื้อเหล่านั้น ได้รู้สึกถึงความแข็งแกร่งและความอบอุ่นจากร่างกายของชายแท้ นางสั่นศีรษะพยายามจะขจัดความคิดที่ไม่เหมาะสมนั้นออกไป ทว่าร่างกายของนางกลับไม่ยอมเชื่อฟัง
"อ๊ะ!" หลินเฟิงแสร้งทำเป็นเสียหลักเล็กน้อยในจังหวะสุดท้าย เพื่อเปิดโอกาสให้เหม่ยหลิงได้เข้ามาใกล้ เขาเซออย่างเป็นธรรมชาติ ทำเป็นเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นการมีอยู่ของนาง
"ท่าน... ท่านหลิน เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ?" เหม่ยหลิงเผลออุทานออกมาด้วยความตกใจและรีบเดินเข้าไปหาตามสัญชาตญาณ ความเป็นห่วงที่แท้จริงผสมกับความอยากใกล้ชิดที่ซ่อนเร้นทำให้นางไม่ลังเลที่จะเข้าไปหา
หลินเฟิงหันกลับมาสบตานางด้วยแววตาที่ดูอ่อนโยนทว่าแฝงไปด้วยความร้อนแรง เขาจงใจขยับเข้าไปใกล้จนเหม่ยหลิงสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายที่เพิ่งผ่านการออกกำลังมาอย่างหนัก กลิ่นในอากาศอ่อนๆ ของยามบ่าย กลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้นผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ทำให้นางรู้สึกมึนหัวไปชั่วขณะ นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางได้อยู่ใกล้ชิดกับชายหนุ่มที่มีพลังชีวิตเช่นนี้ ความแตกต่างจากสามีของนางที่เย็นชาและไม่ค่อยแสดงออกทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้น ร่างกายที่แข็งแรงและเต็มไปด้วยพลังวิเศษนี้ดึงดูดสัญชาตญาณดิบของนางอย่างไม่อาจต้านทาน
เหม่ยหลิงพยายามจะควบคุมตนเอง ทว่าสายตากลับไม่อาจเบือนหน้าไปจากร่างกายที่สมบูรณ์แบบตรงหน้า ทุกเส้นกล้ามเนื้อที่เรียงตัวอย่างสวยงาม ทุกหยาดเหงื่อที่ไหลชโลมผิวหนังสีทองอ่อน ล้วนแล้วแต่เป็นการยั่วยวนที่ทำให้ความรู้สึกที่ถูกเก็บกดมานานปีเริ่มปลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ นางรู้สึกเหมือนตนเองกำลังละลายไปในความอบอุ่นและความแข็งแรงที่แผ่ออกมาจากชายหนุ่มคนนี้
"ข้าไม่เป็นไรครับฮูหยิน... เพียงแต่ฝึกหนักไปนิด" หลินเฟิงตอบพลางใช้มือลูบไล้ไปตามแผงอกของตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าสายตากลับจ้องมองไปที่ดวงตาของเหม่ยหลิงอย่างไม่ลดละ การเคลื่อนไหวของมือที่ลูบไล้ไปตามผิวหนังที่เปียกเหงื่อนั้นดูเซ็กซี่อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เขาจงใจเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เพื่อให้เหม่ยหลิงได้มองเห็นทุกรายละเอียดของร่างกายที่เขาภูมิใจ "ฮูหยินดูหน้าซีดๆ นะครับ... หรือว่าเมื่อเช้าพักผ่อนไม่เพียงพอ?"
คำพูดที่แฝงไปด้วยนัยยะทำให้เหม่ยหลิงหน้าร้อนผ่าว นางรู้ดีว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร ภาพที่นางได้เห็นเมื่อเช้ายังคงชัดเจนในความทรงจำ ทำให้นางรู้สึกอายและตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน ภาพของหลินเฟิงที่กำลังร่วมรักกับซุนซือซืออย่างดุดันนั้นยังคงติดตาอยู่ ทำให้นางรู้สึกอิจฉาลูกสาวของตนเองที่ได้รับความสุขที่นางโหยหามานานปี "ข้า... ข้าเพียงแค่ออกมาเดินเล่นเจ้าค่ะ" นางตอบเสียงสั่นพลางพยายามหลบสายตา ทว่าหลินเฟิงกลับเอื้อมมือมาจับข้อมือของนางไว้เบาๆ
การสัมผัสครั้งแรกทำให้เหม่ยหลิงสะดุ้งเล็กน้อย มือของหลินเฟิงอุ่นและแข็งแรง ต่างจากมือของสามีที่เย็นเยียบและไม่ค่อยสัมผัสนางเลย นางรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ในการจับที่อ่อนโยนนั้น ราวกับเขาสามารถควบคุมพลังของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ ความอบอุ่นจากมือของเขาแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของนาง ทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังถูกกอดด้วยแสงแดดอ่อนๆ ในวันหนาว
"มือของฮูหยินเย็นมาก... ให้ข้าช่วยนวดกระตุ้นปราณให้ดีไหมครับ?" หลินเฟิงไม่รอคำตอบ เขาเริ่มใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงวนไปตามจุดชีพจรที่ข้อมือของนางอย่างแผ่วเบา ทว่าทุกสัมผัสกลับส่งกระแสความร้อนวาบเข้าไปถึงหัวใจของเหม่ยหลิง เทคนิคการนวดของเขาไม่เหมือนใครที่นางเคยพบมา มันละเอียดอ่อน แต่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด
เทคนิคการนวดของหลินเฟิงไม่ใช่การนวดธรรมดา แต่เป็นการใช้พลังจิ้งจอกอสูรในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นจุดประสาทที่ทำให้เกิดความรู้สึกเสียวซ่าน ทุกครั้งที่นิ้วของเขาแตะผิวหนังของนาง พลังเล็กๆ น้อยๆ จะแทรกเข้าไปกระตุ้นความรู้สึกทางเพศที่ถูกเก็บกดมานานปี เหม่ยหลิงรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าเล็กๆ วิ่งขึ้นไปตามแขนและแผ่ไปทั่วร่างกาย ความรู้สึกนี้แปลกใหม่และน่าตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นางพยายามจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง ทำไมการสัมผัสเพียงเล็กน้อยจากชายหนุ่มคนนี้ถึงทำให้นางรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลที่ยาวนาน ทำไมหัวใจของนางถึงเต้นแรงขนาดนี้ และทำไมนางถึงไม่อยากให้เขาหยุดสัมผัสนาง ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้นางรู้สึกผิดและตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน
"ท่านหลิน... นี่..." เหม่ยหลิงพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง ทว่าความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้นางพูดไม่ออก นางรู้สึกเหมือนร่างกายของตนเองกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลที่ยาวนาน ความรู้สึกที่นางคิดว่าตนเองไม่มีอีกต่อไปแล้วกลับค่อยๆ ปลุกขึ้นมา เหมือนดอกไม้ที่แห้งเหี่ยวกำลังได้รับน้ำฝนหลังจากฤดูแล้งที่ยาวนาน
หลินเฟิงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในสีหน้าของเหม่ยหลิง ดวงตาของนางเริ่มมีแววเหม่อลอย ลมหายใจเริ่มหอบเร็วขึ้นเล็กน้อย และที่สำคัญที่สุดคือนางไม่ได้พยายามจะดึงมือออกจากการจับของเขา นี่คือสัญญาณที่เขารอคอย สัญญาณที่บอกว่าแผนการของเขากำลังได้ผล เขาเพิ่มความแรงในการนวดเล็กน้อย พร้อมกับแทรกพลังปราณเข้าไปมากขึ้น
"ฮูหยินรู้สึกดีขึ้นหรือยังครับ?" หลินเฟิงถามด้วยเสียงที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ทว่าการเคลื่อนไหวของมือกลับไม่หยุด เขาเริ่มขยับมือขึ้นไปตามแขนของนางอย่างช้าๆ ราวกับกำลังตรวจสอบสุขภาพ ทว่าจริงๆ แล้วเขากำลังแพร่กระจายพลังจิ้งจอกอสูรไปตามเส้นเลือดของนางเพื่อเพิ่มความไวต่อการสัมผัส ทุกจุดที่เขาสัมผัสจะกลายเป็นจุดที่ไวต่อความรู้สึกเป็นสิบเท่า
"ข้า... ข้ารู้สึกแปลกๆ เจ้าค่ะ" เหม่ยหลิงตอบด้วยเสียงที่เริ่มมีความหวั่นไหว นางไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตนเอง ทำไมการสัมผัสเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ถึงทำให้นางรู้สึกเสียวซ่านไปทั้งตัว ทำไมหัวใจของนางถึงเต้นแรงขนาดนี้ และทำไมนางถึงไม่อยากให้เขาหยุดสัมผัสนาง นางรู้สึกเหมือนร่างกายของตนเองไม่ใช่ของตนเองอีกต่อไป
การสัมผัสใกล้ชิดที่ดูเหมือนหวังดีทว่าแฝงไปด้วยการยั่วยวน เริ่มทำให้กำแพงในใจของฮูหยินซุนสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ นางเริ่มหลงใหลในเสน่ห์ของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่อาจถอนตัว ความเหงาและความโหยหาที่ถูกเก็บกดมานานปีเริ่มปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม นางเริ่มจินตนาการถึงสิ่งที่ไม่ควรจินตนาการ เริ่มปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา
หลินเฟิงเห็นว่าเวลาเหมาะสมแล้ว เขาค่อยๆ ปล่อยมือของเหม่ยหลิงแล้วถอยห่างออกไปเล็กน้อย ทำเป็นเก็บของใช้ในการฝึกซ้อม การกระทำนี้ทำให้เหม่ยหลิงรู้สึกผิดหวังอย่างแปลกประหลาด นางอยากให้เขาสัมผัสนางต่อไป อยากให้ความรู้สึกดีๆ นั้นคงอยู่ต่อไป ความรู้สึกของการสูญเสียความอบอุ่นนั้นทำให้นางรู้สึกว่างเปล่าและเหงา
"ข้าต้องไปอาบน้ำแล้วครับ ฮูหยิน" หลินเฟิงกล่าวพลางสวมเสื้อเข้าไป ทว่าเขาจงใจสวมอย่างช้าๆ เพื่อให้เหม่ยหลิงได้มองเห็นร่างกายของเขาอีกสักครู่ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาดูเซ็กซี่และเย้ายวน ทำให้เหม่ยหลิงไม่อาจละสายตาได้ "หากฮูหยินรู้สึกไม่สบายตัวอีก ให้เรียกหาข้าได้เสมอนะครับ ข้ายินดีช่วยเหลือ"
คำพูดนั้นฟังดูธรรมดา ทว่าเหม่ยหลิงกลับรู้สึกถึงนัยยะที่ซ่อนอยู่ นางพยักหน้าเบาๆ ไม่กล้าพูดอะไร กลัวว่าเสียงของตนเองจะเผยให้เห็นความรู้สึกที่ไม่เหมาะสมที่กำลังเกิดขึ้นในใจ นางรู้สึกเหมือนตนเองกำลังยืนอยู่บนขอบหน้าผา พร้อมที่จะตกลงไปสู่ห้วงลึกแห่งความปรารถนาที่ไม่ควรมี
หลินเฟิงเดินจากไปด้วยรอยยิ้มที่พอใจ เขารู้ว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความปรารถนาได้ถูกหว่านลงในใจของเหม่ยหลิงแล้ว ต่อไปนี้เขาเพียงแต่ต้องรดน้ำและดูแลให้เมล็ดพันธุ์นั้นงอกเงยและเติบโตจนกลายเป็นต้นไผ่ที่เขาสามารถเก็บเกี่ยวได้ การล่าเหยื่อของจิ้งจอกอสูรต้องใช้ความอดทนและเทคนิค ไม่ใช่การรุกรานอย่างหยาบคาย
ท่ามกลางความเงียบสงัดของสวนหลังคฤหาสน์ที่ถูกโอบล้อมด้วยม่านพลังปราณจิ้งจอกอสูร เหม่ยหลิงพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงของนางกลับมา แม้ภาพกล้ามเนื้ออันกำยำของหลินเฟิงจะยังคงติดตา ทว่าสามัญสำนึกในฐานะฮูหยินตระกูลซุนยังคงเตือนให้นางถอยห่าง นางรีบหันหลังกลับและก้าวเดินหนีจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว หวังจะกลับไปซ่อนตัวในห้องนอนของตนเองเพื่อลืมเลือนความรู้สึกที่น่าละอายนี้
ทว่าขณะที่นางเดิน ความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสของหลินเฟิงยังคงอยู่ นางรู้สึกเหมือนร่างกายของตนเองยังคงร้อนรุ่มและไวต่อการสัมผัสมากกว่าปกติ แม้แต่การที่ผ้าไหมของชุดเสียดสีกับผิวหนังก็ทำให้นางรู้สึกเสียวซ่านเล็กน้อย นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทำให้นางรู้สึกกังวลใจ ร่างกายของนางเหมือนกำลังเรียกร้องสิ่งที่นางไม่เข้าใจ
นางพยายามจะเดินเร็วขึ้น ทว่าขาของนางกลับสั่นอ่อนแรง ความรู้สึกที่หลินเฟิงปลุกขึ้นมายังคงแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในฝัน ทุกก้าวที่เดินไปทำให้นางนึกถึงการสัมผัสของเขา นึกถึงความอบอุ่นของมือที่แข็งแรง นึกถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา
"ฮูหยินจะรีบไปไหนหรือครับ?" เสียงทุ้มต่ำของหลินเฟิงดังไล่หลังมา ทว่าเหม่ยหลิงไม่ได้หันกลับไปมอง นางเร่งฝีเท้าขึ้นอีก ทว่าในจังหวะนั้นเอง หลินเฟิงกลับลอบดีดนิ้วเบาๆ ปล่อยพลังปราณจิ้งจอกอสูรสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่เรียวขาขาวผ่องของนางอย่างแม่นยำ
พลังปราณที่เขาใช้นั้นไม่ใช่พลังที่ทำร้าย แต่เป็นพลังพิเศษที่จะทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงชั่วคราว เป็นเทคนิคที่จิ้งจอกอสูรใช้ในการล่าเหยื่อ โดยจะทำให้เหยื่อไม่สามารถหนีได้ ทว่าไม่ทำให้เหยื่อเจ็บปวดหรือได้รับอันตราย มันเป็นการควบคุมที่ละเอียดอ่อนและแม่นยำ
"อ๊ะ!" เหม่ยหลิงรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงที่ขาทั้งสองข้างถูกสูบหายไปในพริบตา ขาของนางอ่อนแรงจนไม่อาจทรงตัวได้ ร่างที่อวบอัดทรงเสน่ห์กำลังจะล้มลงกระแทกพื้น ทว่าก่อนที่นางจะถึงพื้น ร่างกำยำของหลินเฟิงก็พุ่งเข้ามาประคองนางไว้จากด้านหลังได้อย่างทันท่วงทีราวกับปาฏิหาริย์
การเคลื่อนไหวของหลินเฟิงรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับเขาได้คาดการณ์เหตุการณ์นี้ไว้แล้ว ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่เขาวางไว้อย่างละเอียด เขาต้องการให้เหม่ยหลิงรู้สึกปลอดภัยและเชื่อใจเขา ต้องการให้นางรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายที่เชื่อถือได้และพร้อมจะปกป้องนาง
มือหนาข้างหนึ่งของหลินเฟิงเอื้อมมาตะปบเข้าที่ทรวงอกอวบอิ่มด้านหน้าอย่างเต็มรัก ความนุ่มหยุ่นที่ล้นมือทำให้นางสะดุ้งสุดตัว ในขณะที่มืออีกข้างโอบรัดเอวคอดกิ่วแล้วดึงร่างของนางเข้าหาตัวอย่างแรงจนแผ่นหลังเนียนละเอียดแนบชิดกับแผงอกแกร่งที่ไร้เสื้อผ้าปกปิด หลินเฟิงจงใจย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ท่อนเนื้อส่วนล่างที่แข็งขึงและทรงพลังเสียดสีผ่านร่องรักของนางจากด้านหลังผ่านเนื้อผ้าไหมบางเบา
ความรู้สึกของการถูกกอดจากด้านหลังโดยชายที่แข็งแรงและมีพลังชีวิตทำให้เหม่ยหลิงรู้สึกปั่นป่วนไปหมด นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางได้รู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัยจากอ้อมกอดของชาย ต่างจากสามีที่แม้แต่การสัมผัสเล็กน้อยก็ทำได้ยากเย็น นางรู้สึกเหมือนกำลังถูกห่อหุ้มด้วยความอบอุ่นที่นางโหยหามานานปี
"ระวังหน่อยครับฮูหยิน... หากท่านล้มลงไป ข้าคงใจสลายแน่ๆ" หลินเฟิงกระซิบข้างหูของนาง ลมหายใจร้อนๆ ทำให้นางสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เสียงของเขาทุ้มต่ำและเซ็กซี่ ทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นไปอีก ลมหายใจของเขาที่เป่าเข้าใส่ใบหูทำให้นางรู้สึกเสียวซ่านไปทั้งตัว
คำว่า "ใจสลาย" ที่หลินเฟิงใช้นั้นไม่ใช่คำพูดธรรมดา แต่เป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง มันแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่มีต่อนาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เหม่ยหลิงโหยหามานานแล้ว ความรู้สึกของการถูกใครสักคนห่วงใย การถูกใครสักคนให้ความสำคัญ นี่เป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้รับจากสามี
แม้เหม่ยหลิงจะทรงตัวได้แล้ว ทว่าหลินเฟิงกลับไม่ยอมปล่อยมือ มือข้างที่กุมหน้าอกคู่สวยอยู่นั้นเริ่มบีบเค้นอย่างหนักหน่วงตามอารมณ์ที่พุ่งสูง เขาใช้ฝ่ามือหนาคลึงวนไปบนยอดปทุมถันที่ชูชันผ่านเนื้อผ้าไหม นิ้วเรียวของเขาเขี่ยวนไปมาบนปลายถันอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนนางต้องแอ่นอกรับด้วยความเสียวซ่าน ทุกครั้งที่เขาบีบเค้น หน้าอกอวบอิ่มของนางจะบิดเบี้ยวไปตามแรงมือ ขับเน้นให้เห็นถึงความอวบอัดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดผ้าไหมสีม่วงอ่อน
เทคนิคการสัมผัสของหลินเฟิงไม่ใช่เทคนิคของมนุษย์ธรรมดา แต่เป็นเทคนิคที่จิ้งจอกอสูรใช้ในการปลุกเร้าความต้องการทางเพศของเหยื่อ ทุกการสัมผัสจะมีพลังปราณเล็กๆ น้อยๆ แทรกเข้าไปกระตุ้นจุดประสาทที่ทำให้เกิดความเสียวซ่านเป็นสิบเท่าของการสัมผัสธรรมดา นี่เป็นเหตุผลที่เหม่ยหลิงรู้สึกเสียวซ่านมากกว่าที่ควรจะเป็น
ในขณะที่มือทำงานอย่างหนักหน่วง หลินเฟิงก็เริ่มซุกไซ้ใบหน้าลงที่ซอกคอขาวผ่องของเหม่ยหลิง เขาใช้ริมฝีปากขบเม้มผิวเนื้อที่นุ่มละมุนจนเกิดรอยแดงจางๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรจากตัวนางผสมกับกลิ่นอายราคะที่เริ่มพลุ่งพล่านยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของเขา หลินเฟิงเลื่อนริมฝีปากขึ้นมาที่ใบหูของนาง เขาใช้ลิ้นร้อนๆ เลียวนไปตามขอบหู ก่อนจะขบเม้มติ่งหูของนางเบาๆ สลับกับการเป่าลมหายใจร้อนระอุเข้าไปข้างใน
การถูกสัมผัสที่ซอกคอและใบหูทำให้เหม่ยหลิงรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งไปทั่วร่างกาย นี่เป็นจุดที่ไวต่อการสัมผัสที่สุดของนาง ทว่าสามีของนางไม่เคยสัมผัสที่นั่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว การที่หลินเฟิงรู้จุดนี้และสัมผัสอย่างชำนาญทำให้นางรู้สึกแปลกใจและตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน นางไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าจุดไหนของนางไวต่อการสัมผัส
"อ๊ะ... อ๊าาา... ท่านหลิน... อย่าทำเช่นนี้... อื้มมม..." เหม่ยหลิงครางออกมาอย่างไม่อาจกลั้น ร่างกายของนางสั่นสะท้านไปตามจังหวะการรุกเร้าของเขา ความเสียวซ่านจากซอกคอและใบหูแล่นพล่านไปทั่วร่างจนนางแทบจะยืนไม่อยู่ เสียงครางที่ออกมาจากปากของนางเองทำให้นางรู้สึกอายและตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน นางไม่เคยรู้ว่าตนเองสามารถส่งเสียงเช่นนี้ได้
หลินเฟิงไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาเริ่มขยับส่ายสะโพกอย่างช้าๆ จงใจให้แก่นกายที่ร้อนระอุบดเบียดและเสียดสีไปตามร่องรักที่เปียกชุ่มของเหม่ยหลิงผ่านเนื้อผ้า ความแข็งแกร่งที่บดเบียดอยู่เบื้องหลังทำให้นางรู้สึกเหมือนร่างกายจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เหม่ยหลิงพยายามจะส่ายสะโพกหนีจากสัมผัสที่จาบจ้วง ทว่าการขยับกายของนางกลับกลายเป็นการเพิ่มพื้นที่การเสียดสีให้รุนแรงยิ่งขึ้น ทุกครั้งที่นางบิดเอวหนี ร่องรักกลับยิ่งบดเบียดเข้ากับความแข็งขึงของหลินเฟิงอย่างถนัดถนี่
ความรู้สึกของการถูกสัมผัสที่ส่วนที่ลับที่สุดของร่างกายทำให้เหม่ยหลิงรู้สึกตกใจและตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน นี่เป็นสิ่งที่นางไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น ทว่าร่างกายของนางกลับตอบสนองอย่างซื่อตรง ความชื้นแฉะเริ่มซึมออกมาจากภายใน ทำให้ผ้าไหมเปียกชุ่มและเพิ่มความรู้สึกในการเสียดสี นางรู้สึกอายกับการตอบสนองของร่างกายตนเอง ทว่าก็ไม่อาจหยุดยั้งได้
หลินเฟิงยกยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาแกล้งถอนสะโพกออกห่างเพียงเล็กน้อย ทิ้งให้ความว่างเปล่าเข้าจู่โจมความรู้สึกของเหม่ยหลิงในทันที ร่างกายที่กำลังถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุดของนางกลับตอบสนองอย่างซื่อตรง เหม่ยหลิงเผลอส่ายสะโพกตามมาหาท่อนเนื้อที่ทรงพลังนั้นอย่างโหยหา นางเบียดบดส่วนล่างเข้าหาความแข็งขึงนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อเรียกร้องสัมผัสที่ขาดหายไป
การกระทำของตนเองทำให้เหม่ยหลิงรู้สึกอายอย่างที่สุด นางไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีความต้องการทางเพศที่รุนแรงเช่นนี้ ไม่เคยคิดว่าตนเองจะเป็นฝ่ายเรียกร้องการสัมผัสจากชายคนหนึ่ง ทว่าร่างกายของนางไม่ยอมเชื่อฟังสติปัญญา มันต้องการความสุขที่ถูกปฏิเสธมานานปี มันต้องการความอบอุ่นและความรักที่ไม่เคยได้รับ
เมื่อเห็นว่าเหยื่อติดกับอย่างสมบูรณ์ หลินเฟิงจึงเริ่มเร่งจังหวะสะโพกให้เร็วขึ้นและหนักหน่วงขึ้น มือที่บีบเค้นหน้าอกก็ยิ่งรัวนิ้วเขี่ยปลายถันอย่างบ้าคลั่ง จังหวะการขยับกายของทั้งคู่กลายเป็นเหมือนการร่วมรักที่ดุดันในท่ายืน แม้จะยังมีอาภรณ์ขวางกั้น ทว่าความรู้สึกกลับรุนแรงไม่ต่างจากการสัมผัสกันโดยตรง หลินเฟิงกระแทกกระทั้นส่วนล่างเข้าใส่สะโพกผายของนางอย่างต่อเนื่อง เสียงเนื้อกระทบกันผ่านผ้าไหม "พั่บ! พั่บ! พั่บ!" ดังประสานไปกับเสียงครางกระเส่าของเหม่ยหลิงที่บัดนี้ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป
"อ๊าาา! แรงอีกเจ้าค่ะ... ท่านหลิน... อื้มมม... ตรงนั้น..." เหม่ยหลิงครางออกมาไม่เป็นภาษา ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความกระสันอยากที่พุ่งถึงขีดสุด ความชื้นแฉะที่ปากร่องรักซึมออกมาจนทำให้ผ้าไหมเปียกเป็นวงกว้าง ยิ่งเพิ่มความลื่นไหลในการเสียดสีให้วาบหวิวขึ้นไปอีก หลินเฟิงยังคงรัวจังหวะสะโพกเข้าใส่สะโพกผายของนางอย่างไม่ลดละ ปรนเปรอความเสียวซ่านให้ฮูหยินซุนจนนางแทบจะสิ้นสติลงตรงนั้นด้วยความสุขสมที่นางโหยหามาตลอดทั้งชีวิต
คำพูดที่ออกมาจากปากของตนเองทำให้เหม่ยหลิงตกใจ นางไม่เคยพูดคำหยาบคายหรือคำที่เกี่ยวกับเรื่องบนเตียงนอนมาก่อน ทว่าบัดนี้นางกลับร้องขอให้หลินเฟิงทำแรงขึ้น ร้องขอให้เขาสัมผัสที่จุดที่ทำให้นางรู้สึกดี นี่เป็นสัญชาตญาณดิบของผู้หญิงที่ถูกปลุกขึ้นมาหลังจากถูกเก็บกดมานานปี
บัดนี้ กำแพงศีลธรรมของเหม่ยหลิงพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง นางหลับตาลงพลางปล่อยให้หลินเฟิงปรนเปรอความเสียวซ่านให้จากด้านหลัง ความโหยหาที่ถูกเก็บกดมานานปีระเบิดออกมาเป็นความต้องการที่ไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป นางไม่สนใจแล้วว่าตนเองเป็นฮูหยินตระกูลซุน ไม่สนใจแล้วว่าตนเองมีสามี ไม่สนใจแล้วว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ผิดศีลธรรม ณ ขณะนี้ นางเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการความรักและความอบอุ่นจากชายที่แข็งแรงและมีพลังชีวิต