บุปผาราชัน

    43 คณะเดินทางขึ้นเหนือ (1) - เสียงที่อยู่ในใจ


    43คณะเดินทางขึ้นเหนือ (1) - เสียงที่อยู่ในใจ
    ผ่านไปหลายวันแล้วกับการเดินทางขึ้นสู่เขตแดนตอนเหนือสุดของอาณาจักรจีโอเนราฟา และคณะเดินทางเล็กๆ อันประกอบไปด้วยพระสนมทั้งสอง และนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์อีกสองคน ก็เข้าใกล้จุดหมายปลายทางมากขึ้นทุกทีแล้ว
    เพราะสองพันธมิตรอันแข็งแกร่งของจีโอเนสนั้นล้วนเป็นดินแดนทางตอนเหนือ ช่วงเวลายาวนานนับพันปีที่ทั้งสามอาณาจักรผูกสัมพันธ์กันมา ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจการเมืองล้วนส่งผลทำให้ถนนหนทางสู่การขึ้นเหนือจากเมืองหลวงนั้นสะดวกสบาย และตามรายทางเต็มไปด้วยที่เช่าพักชั่วคราวแทบตลอดทั้งเส้นทางตามหมู่บ้านต่างๆ
    เมื่อฟ้ามืดไม่เหมาะกับการเดินทางต่อ หัวหน้าคณะเดินทางอย่างแมนิคก็จอดรถม้าแวะพักในหมู่บ้านทางผ่านเล็กๆ แห่งหนึ่งตามแผนการที่วางไว้ได้อย่างไม่มีผิดพลาด ในยามกลางคืนคาอูลและแมนิคจะสลับผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าเวรยาม และในที่สุดพระสนมจานิสต้าก็ได้กลับมายืนเหยียบอยู่บนพื้นแผ่นดินที่เรียกว่าบ้านเกิดในที่สุดเสียที
    หญิงสาวรีบรุดกลับเข้าไปภายในบ้านของตัวเองที่มีทหารเดินไปมากันอยู่สองสามคน มีสตรีวัยกลางคนอีกสองที่ดูเหมือนจะทำงานในครัวเรือนจุกจิกทั่วไป บิดาของจานิสต้าเป็นทหาร มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยของแม่ทัพรักษาการณ์หัวเมืองชายแดนแห่งนี้ หญิงสาวสูญเสียมารดาไปตอนอายุสิบแปด ไม่มีพี่น้องที่ไหนอื่นอีกยกเว้นบิดา...ผู้ซึ่งบังคับพาให้นางไปสมัครเป็นนางในพิเศษให้จงได้แม้ว่าจานิสต้าในตอนนั้นจะไม่เต็มใจ เมื่อได้รับเลือก...และต้องอาศัยอยู่ในวังต่อไป นางก็พูดจาทิ้งท้ายต่อว่าบิดาที่มาส่งอย่างสาดเสียเทเสียทีเดียว
    ‘ขายข้าเข้าวังได้แล้ว ก็เชิญท่านรับทรัพย์พระราชทานกลับไปสำเริงสำราญให้เบิกบานใจเถอะ!’
    ถ้อยคำนั้นดังดังก้องอยู่ในหัวของจานิสต้าราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ยิ่งเมื่อได้เผชิญหน้ากันในสภาพเช่นนี้ด้วยแล้ว... พระสนมคนโปรดก็ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมากอดบิดาที่นอนโทรมอยู่บนเตียงนอนเลยทีเดียว
    “ท่านพ่อ...”
    บุรุษผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูนางมานั้นผอมโทรมลงไปแล้วเหลือเกิน แต่แม้จะมีสภาพเช่นนั้นชายวัยกลางคนก็ยังคงเค้าโครงใบหน้าที่เคยหล่อเหลาอยู่มากเอาการ ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนัก เพราะหากว่ามีบุตรีที่งดงามเพียงนี้ นั่นก็คงจะเป็นส่วนหนึ่งที่สืบทอดมาจากบิดามารดานั่นเอง
    ในจดหมายนั้นเขียนไว้ว่าท่านถูกแมลงพิษร้ายกัดเข้าตอนออกลาดตระเวนในป่าเมื่อหลายสิบวันก่อน การที่ยังสามารถยื้อชีวิตมาถึงตอนนี้ได้ก็นับว่าเป็นปาฏิหารย์แล้วเหลือเกิน
    “จิล...” ใบหน้าซีดเผือดนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มขึ้นมาในทันที “เจ้า...เจ้าเองหรือ เจ้ามาได้จริงๆ หรือ”
    “ฝ่าบาททรงมีพระเมตตาให้ท่านทหารคนสนิทของพระองค์พาข้ากลับมา ข้ามาแล้ว...ท่านพ่อ ข้าขอโทษที่ไม่ได้เขียนจดหมายถึงท่านอีกเลย ขอโทษที่เคยพูดจาไม่ดีกับท่านมากมาย ในตอนนี้ข้าเข้าใจสิ่งที่ท่านเคยพูดไว้แล้ว ข้าขอบรู้สึกขอบคุณท่านพ่อเหลือเกินที่บังคับพาข้าไปเข้าวังในวันนั้น ท่านพ่อ... ข้า”
    หญิงสาวร้องไห้สะอื้นไปพร้อมกับพรั่งพรูคำพูดมากมายที่ราวกับอัดอั้นอยากจะพูดเหลือเกินมานานหลายปีแล้ว จีโอเรียหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับบ่อน้ำตาอันแสนตื้นของตัวเอง คาอูลนิ่งมองภาพตรงหน้าอย่างเห็นอกเห็นใจสองพ่อลูก และแทบไม่ทันจะได้รู้สึกถึงการกระทำของตัวเอง...แมนิคเผลอกำมือข้างหนึ่งเข้าแน่น ราวกับเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมเจ็บปวดกับเหตุการณ์ในตอนนี้เลยทีเดียว
    “ดีแล้วเหลือเกินที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้เห็นเจ้าอีกครั้ง นางฟ้าของพ่อ... ข้าดีใจเหลือเกินตอนที่ได้รู้ว่าเจ้าได้เป็นถึงพระสนม ยินดีกับเจ้าด้วยจริงๆ เพียงเท่านี้...ข้าก็คงหมดห่วงแล้ว...”
    “ท่านพ่อ... ท่านจะต้องหายนะคะ ฝ่าบาทประทานยามาให้ด้วยมากมายจะต้องมีสักอย่างที่รักษาท่านได้นะ” ผู้เป็นบิดาเพียงส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ราวกับรู้ตัวดีว่าขีดจำกัดของตัวเองนั้นใกล้มาถึงแล้วมากเพียงใด
    “ตั้งแต่ที่เจ้าเริ่มโตเป็นสาว ส่อแววความงามอย่างยากจะหาใครเหมือน ข้าเกรงกลัวตลอดมา เพราะสิ่งนี้จะดึงดูดภัยอันตรายต่างๆ นานาเข้าหาเจ้า บุรุษรอบตัวข้ามากมายเริ่มมองเจ้าอย่างมีความหมายแอบแฝง ข้าเริ่มรู้ซึ้งเป็นอย่างดีแล้วว่าผู้คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางที่จะปกป้องดูแลเจ้าได้ ต่อให้เจ้าแต่งงานออกเรือนกับใครแถวนี้ไป ในสักวันความงามของเจ้าจะต้องทำให้โศกนาฏกรรมบางอย่างเกิดขึ้น คงมีแต่เพียงผู้ที่เป็นยอดบุรุษ ผู้ที่เป็นยอดฝีมือในแผ่นดินที่จะปกป้องดูแลเจ้าได้ ข้าเองก็ไม่ได้อยากส่งเจ้าไปไกลหูไกลตาถึงเพียงนั้น แต่เพื่อตัวเจ้าเอง พ่อขอโทษนะจิล พ่อนั้นช่างอ่อนแอที่ดูแลไม่ได้แม้กระทั่งลูกสาวของตัวเอง...”
    น้ำตาของผู้เป็นบิดาไหลเอ่อออกมาแล้วเช่นกัน นั่นยิ่งทำให้จานิสต้าส่ายหน้ามากขึ้นราวกับจะปฏิเสธถ้อยคำเหล่านั้น
    “ไม่จริงหรอก ท่านพ่อของข้าเข้มแข็งที่สุดต่างหากที่ทนยอมปล่อยข้าไปอย่างนั้นได้ ท่านพ่อทำให้ข้าได้พบกับชีวิตใหม่ ได้พบกับฝ่าบาท ฝ่าบาททรงดีต่อข้าเหลือเกิน ทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีเหลือเกิน มันทำให้ข้าได้รู้ว่าควรจะอุทิศตัวเองเพื่อพระองค์ ทุกอย่างที่ข้ามีในตอนนี้เป็นเพราะท่านพ่อทั้งนั้น ข้าในตอนนี้มีความสุขเหลือเกินค่ะ แม้แต่จะกลับมาที่นี่ ฝ่าบาทยังส่งนายทหารคนสนิทที่เก่งกาจที่สุดในจีโอเนสของเรามาคอยดูแลข้าเลย”
    แผ่นหลังของแมนิคถูกผลักไปด้านหน้าเล็กน้อยด้วยฝีมือของคาอูล และทำให้เขาได้ยืนอยู่เคียงข้างพระสนมผู้กำลังเศร้าโศกเสียใจ สายตาของผู้ใกล้สิ้นใจเหลือบขึ้นมาเขาก่อนจะอมยิ้มเล็กน้อยอย่างอ่อนโยน
    “ฝากขอบพระทัยฝ่าบาทเหลือเกินขอรับ...แล้วก็...ข้าขอฝาก......บุตรสาวของข้าด้วย......”
    “ขอรับ...ข้าจะ” ชายหนุ่มอึกอักไปเล็กน้อยก่อนจะพยายามเอ่ยขึ้นได้จนจบ “ถวายการดูแลพระสนมเพื่อฝ่าบาท...และเพื่อท่านอย่างดีที่สุด”
    ...ด้วยชีวิต
    เมื่อได้ปลดเปลื้องพันธนาการที่ดึงรั้งไว้ไม่ให้จากไป ราวกับภารกิจของตนที่ได้รับมอบหมายให้เกิดมาบนโลกใบนี้จบสิ้นลง เปลือกตาที่ดูโรยแรงคู่นั้นค่อยๆ ปิดลง จานิสต้านิ่งงันไปชั่วขณะกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
    “ท่านพ่อ... ท่านพ่อ!”
    เสียงร้องไห้ระงมของหญิงสาวดังขึ้น โดยมีพระสนมอีกคนที่เดินเข้ามากอดนางไว้เพื่อปลอบประโลม

    มึนหัว... อาการเวียนศีรษะกำเริบขึ้นแทบจะในทันทีที่หญิงสาวเรือนผมสีทองได้สติรู้สึกตัว จานิสต้าหันมองซ้ายขวาเล็กน้อยเพื่อสำรวจรอบตัว ก่อนจะได้พบว่านางกำลังนอนอยู่ในห้องนอนส่วนตัวของตนเองเมื่อครั้งยังอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังนี้
    เมื่อระลึกถึงสิ่งต่างๆ ความเป็นจริงก็กระจ่างแจ้งขึ้น หญิงสาวคงร้องไห้อย่างหนักจนเป็นลมไปนั่นเอง มีเสียงพูดคุยดังขึ้นจากนอกห้องราวกับกำลังวุ่นวาย ในตอนนั้นเองที่ประตูห้องถูกเปิดออก แล้วก็เป็นจีโอเรียที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เรียบร้อยแล้วเดินเข้ามา
    “ฟื้นแล้วเหรอเป็นยังไงบ้าง เจ้าเป็นลมไปน่ะ พวกแม่บ้านทหารบอกให้ท่านแมนิคอุ้มเจ้ามาพักที่นี่ เจ้าหลับไปไม่นานเท่าไหร่หรอก ราวๆ สองชั่วโมงน่าจะได้” จีโอเรียรายงานสถานการณ์ออกมายาวเหยียด ชนิดที่ไม่ต้องถามต่อเลยทีเดียว
    จานิสต้ายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงในตอนที่เพื่อนรักเดินเข้ามานั่งข้างๆ กุมมือของนางไว้เพื่อให้กำลังใจ
    “ข้ายังไม่เคยสูญเสียอะไรแบบนี้ จะบอกว่าเข้าใจก็คงไม่ใช่ล่ะนะ แต่อย่างน้อยข้าก็คิดว่าเราโชคดีแล้วเหลือเกินที่ยังมาทัน อย่างน้อยเจ้ากับท่านพ่อของเจ้าก็ยังได้พูดคุยกันเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีอะไรให้ค้างคาใจ”
    “อื้อ...ข้าก็คิดอย่างนั้น ขอบใจเจ้ามากนะจีโอเรีย ขอบใจที่มาเป็นเพื่อน ข้าคงไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครจริงๆ ถ้าเจ้าไม่ได้มาด้วย”
    “โธ่เอ๊ยอย่าคิดมากเลย เอาล่ะ...ลุกขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อยเถิดเพคะพระสนมคนสวย พวกเพื่อนบ้านของเจ้ารอที่จะพบเจ้าอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเชียวล่ะ”
    จานิสต้าอมยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินถ้อยคำล้อเลียนนั้น แล้วลุกขึ้นจากที่นอน ก่อนมาที่นี่หญิงสาวก็พยายามทำใจไว้ส่วนหนึ่งอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เป็นอย่างที่จีโอเรียว่า... โชคดีที่นางยังมาได้ทันล่ำลา ได้บอกกล่าวคำขอโทษและขอบคุณกับบิดาเป็นครั้งสุดท้าย
    เหล่าเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ทหารตำแหน่งต่างๆ ประจำชายแดน หรือแทบจะเรียกได้ว่าเกือบหมดหมู่บ้านกันเลยทีเดียวที่ยกกองกันมาร่วมด้วยช่วยทำสิ่งต่างๆ ในพิธีไว้อาลัย แม้ว่าแต่เดิมบิดาของนางไม่ใช่คนที่นี่ มิหนำซ้ำมารดาของนางก็เป็นหญิงสาวจากเฟอร์มแฟเรียลอาณาจักรเพื่อนบ้าน ทว่าตั้งแต่ถูกย้ายมาประจำการที่นี่ และได้พบรักกับมารดาของนางแล้ว พ่อของจานิสต้าก็ไม่เคยย้ายไปที่ไหนอีกเลย ลงหลักปักฐานสร้างบ้านแต่งงานอยู่ที่นี่จนกระทั่งมีจานิสต้าเกิดออกมา
    หลังจากเตรียมตัวให้อยู่ในสภาพพร้อมรับมือกับทุกสิ่ง จานิสต้าก็ได้ออกมากล่าวทักทายกับเหล่าคนคุ้นเคยกัน แม้หญิงสาวจะไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่สามปีที่หายไปและได้กลายเป็นหญิงสาวเต็มตัวนั้น ก็ทำให้ผู้พบเห็นตื่นตะลึงกับรูปโฉมสุดแสนสะคราญตาของพระสนมคนโปรดกันถ้วนหน้า แมนิคต้องคอยเดินประกบตามหลังนางไม่ห่างเพื่อคอยระแวดระวังสิ่งต่างๆ ไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้น
    เสียงบอกเล่าสนทนาโดยส่วนมากเป็นการแสดงความเสียใจ และส่วนหนึ่งก็แสดงความยินดีกับนางอีกด้วยที่มีวาสนาได้เป็นถึงพระสนม
    “จิล!”
    เสียงเรียกที่ดังอย่างตกตะลึงนั้นทำเอาหญิงสาวเจ้าของนามนั้นหันกลับไปมอง และจิล...หรือจานิสต้านั้นก็ได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งวิ่งเข้ามาทักทายนางด้วยความตื่นเต้นยินดี
    “พี่ธาค” หญิงสาวเปรยคำนั้นออกมา สรรพนามที่เรียกกันนั้นสื่อได้อย่างชัดเจนว่าทั้งสองสนิทสนมกันมากเพียงใด จานิสต้าอมยิ้มส่งให้กับชายหนุ่มผู้แสนจะคุ้นเคยคนนี้เล็กน้อย เพราะเขาคือเหตุผลที่ทำให้จานิสต้าไม่อยากเข้าไปสมัครนางในพิเศษในตอนแรก หญิงสาวเคยแอบชอบพี่ชายข้างบ้านคนนี้ แต่เมื่อได้พบฝ่าบาท จานิสต้าก็รู้ได้ทันทีว่าความรู้สึกที่ผ่านมานั้นคงเป็นเพียงเรื่องของเด็กสาวไม่ประสา และติดพี่ชายเสียมากกว่าความรักที่จริงจังหนักแน่น
    “จิล! เจ้าจริงๆ เหรอเนี่ย โอ้โห เจ้าดูสวยขึ้นกว่าเดิมอีกจนข้าพูดไม่ออกเลย”
    พร้อมกันกับคำพูดนั้น อาจด้วยความเคยชินในความสนิทสนมที่ทำให้ชายหนุ่มยื่นมือออกหมายจะจับที่ศีรษะของหญิงสาวไว้ แต่แล้วมือนั้นก็ต้องหยุดชะงักนิ่งไป เมื่อมีอีกมือหนึ่งยกขึ้นมาปัดออกพร้อมกับบังร่างของจานิสต้าไว้
    “ขณะนี้ท่านจานิสต้าเป็นพระสนมของฝ่าบาท ได้โปรดระวังคำพูดและการกระทำด้วยขอรับ พระสนมของฝ่าบาทจะมีชายใดแตะเนื้อต้องตัวไม่ได้” แมนิคเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบเยียบเย็น
    ชายหนุ่มเพื่อนบ้านผู้หลงลืมตัวไปรีบชักมือกลับ ก่อนจะเอ่ยขอโทษขอโพยอย่างไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินใดๆ จานิสต้าได้แต่อมยิ้มแอบยกมือขึ้นทำท่าทีขออภัยเขาเล็กน้อยในตอนที่แมนิคมองไปทางอื่น ช่างชัดเจนแล้วเหลือเกินว่าหญิงสาวไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาอีกต่อไป เมื่อข้างกายของนางมีแม้กระทั่งทหารยอดฝีมืออันดับหนึ่งมาคอยอารักขาดูแล
    อีกด้านหนึ่งภายนอกตัวบ้านซึ่งกำลังวุ่นวายในการจัดเตรียมการต่างๆ จีโอเรียกำลังเดินตามหาตัวนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์อีกหนึ่งคนที่มาด้วยกัน จนกระทั่งได้พบกับคาอูลที่แหล่งเก็บน้ำบริเวณหลังบ้าน ซึ่งอยู่ในสภาพถอดเสื้อเปลือยท่อนบน เขากำลังล้างหน้าล้างตาใช้ผ้าชุบน้ำล้างตัวเพื่อให้รู้สึกสดชื่น
    “นี่!”
    เสียงเรียกที่ไม่มีแม้แต่ชื่อยศถาบรรดาศักดิ์หรือความเป็นมิตรใดๆ ดังขึ้น
    คาอูลหันกลับไปมองตามต้นเสียงแล้วสะดุ้งตกใจจนต้องรีบหันหลัง ก่อนจะคลี่ผ้าออกเป็นผืนใหญ่คลุมไหล่และร่างกายท่อนบนไว้
    “เป็นผู้ชายแท้ๆ มาอายอะไรกัน” ท่านหญิงแห่งเฟรนด์สเกลเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่ายหน้าเหยเกใส่อีกฝ่ายในทันที
    “เจ้า... พะสนมนั่นแหละที่ต้องอาย! เป็นสาวเป็นนางเป็นถึงท่านหญิงเห็นผู้ชายถอดเสื้อแล้วไม่รู้สึกอะไรรึไง!”
    “โถ...ท่านชายเจ้าคะ ถึงข้าจะเกิดเป็นท่านหญิง แต่ท่านหญิงแบบข้าก็โตมาในค่ายทหารนะ เห็นอยู่ทุกวันตั้งแต่เล็กจนโตไม่เห็นจะน่าแปลกตรงไหนกับอีแค่ผู้ชายถอดเสื้อเนี่ย”
    “นับวันข้ายิ่งเข้าใจมากขึ้นทุกทีแล้วว่า ทำไมฝ่าบาทถึงไม่ทรงโปรดพระสนมอย่างเจ้าเลย”
    “จะโปรดไม่โปรดมันก็เรื่องของข้าเถอะ ไม่เกี่ยวกับเจ้าสักหน่อย อ่อ...แล้วก็นะ ถ้าไม่มีคนอื่นอยู่ไม่ต้องเรียกข้าว่าพระสนมหรือพูดเพราะด้วยก็ได้ ข้ารู้สึกขนลุกทุกครั้งเวลาที่เจ้าเรียกข้าว่าพระสนมเนี่ย”
    “ข้าก็คันปากทุกครั้งเวลาต้องเรียกเจ้าแบบนั้นเหมือนกันนั่นแหละ”
    เจอคำจิกกัดแบบนี้แล้วจีโอเรียก็เกือบจะปรี๊ดแตก แต่อีกด้านหนึ่งหญิงสาวกลับรู้สึกโล่งอกขึ้นมา เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกลับมาปากดีเหมือนปกติได้ตามเดิม เรื่องของคาอูลราวกับเป็นเรื่องต้องห้ามที่ไม่มีใครกล้าหยิบยกขึ้นมาพูดอีก และก่อนหน้านี้ก็แทบพูดได้ว่าเขาเหมือนร่างไร้วิญญาณเดินได้เลยทีเดียว
    “เจ้าขอย้ายไปอยู่ชายแดนที่ไหน” จากบทสนทนาขณะเดินทางในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้จีโอเรียรู้ได้ว่าคาอูลกำลังขอย้าย
    “ยังไม่รู้เลย...ฝ่าบาทรับสั่งว่าจะหารือกับท่านพ่อของเจ้าก่อนว่าที่ไหนเหมาะสม”
    “ได้ยินมาว่ากองทหารมหาดเล็กฯ เนี่ย หากย้ายออกไปทำที่อื่นก็ได้ดิบได้ดีกันทั้งนั้น ก็ไม่แน่นะ ยังไงเจ้าก็เป็นท่านชายเหมือนพวกพี่ๆ ของข้าอยู่แล้ว เจ้าอาจจะมีลุ้นได้เป็นถึงท่านแม่ทัพหลวงเหมือนท่านพ่อเลยก็ได้”
    “พี่ชายคนโตของเจ้าเหมาะกับตำแหน่งนั้นที่สุด ข้าไม่เคยคิดอยากไปไกลขนาดนั้น แค่อยู่อย่างทำประโยชน์ได้ก็พอแล้ว...”
    เมื่อได้ฟังคำนั้น จีโอเรียก็นิ่งงันไปชั่วขณะเลยทีเดียว
    “......ข้าอิจฉาพวกเจ้า โดยเฉพาะฟีออน”
    คำพูดนี้ทำให้คาอูลหันมามองหน้าจีโอเรียทันที แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยอะไรตอบโต้กลับ จีโอเรียก็รีบเอ่ยขึ้นต่อ
    “ไม่ใช่เรื่องที่นางจะได้เป็นราชินี ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหาเรื่องหรือตอกย้ำอะไรเจ้าหรอกนะ แต่ข้าอยากจะชมเชยเจ้าว่าเจ้าตาแหลมมากคาอูล ตอนที่ข่าวเรื่องฟีออนกับฝ่าบาทเป็นรู้กันโดยทั่ว ใครๆ ต่างก็พากันตกตะลึงแปลกใจไม่อยากเชื่อทั้งนั้น แต่ข้ากลับไม่รู้สึกแปลกใจเลย หลังจากได้พบและพูดคุยกันมากขึ้นข้าถึงได้รู้ นางเป็นผู้หญิงที่มหัศจรรย์มาก นางเป็นคนเก่งมาก ข้าอยากจะเก่งให้ได้แค่สักครึ่งของนางก็ยังดี ข้าเองก็อยากทำตัวเองให้มีประโยชน์อะไรได้บ้าง...”
    คาอูลนิ่งงันไปชั่วขณะ ใช่สินะ...เขาคงตาแหลมจริงๆ เพราะแม้แต่บิดาที่แทบไม่เคยพูดคุยเรื่องนี้กันยังเอ่ยปากชมเขาออกมา อดีตคนรักของเขาเป็นสตรีที่แม้แต่องค์ราชาแห่งอาณาจักรยังหมายปอง ก่อนหน้านี้เขาเคยอุ่นใจเพราะไม่เคยคิดว่าจะมีใครคนอื่นมาสนใจนาง แต่หารู้ไม่ว่าคนที่ตาแหลมเหมือนเขา กลับกลายเป็นถึงบุคคลที่คาอูลไม่มีอะไรสามารถสู้ได้เลย
    “...สหายข้าคงพูดถูก ถึงจะเป็นสิ่งเดียวกันแต่คนเราก็มองเห็นอะไรไม่เหมือนกันจริงๆ ข้าเชื่อว่าสักวันเจ้าจะต้องหามันเจอ...จีโอเรีย อะไรสักอย่างที่เจ้าจะทำประโยชน์ได้ แค่อย่าหยุดค้นหามันเท่านั้น เหมือนกับที่มีใครบางคนมองเห็นบางอย่างในตัวเจ้า...ในแบบที่ข้าไม่เคยมองเห็นเลย”
    “หา...เจ้าหมายถึงอะไร...ใครกัน” หญิงสาวทำหน้างุนงงกับคำพูดของชายหนุ่มเอาการ
    “เรื่องอะไรจะบอก...มื้อเที่ยงพร้อมพอมีให้กินแล้วใช่มั้ยเจ้าถึงได้มาตาม ข้าหิวจะแย่แล้วเหมือนกัน เมื่อเช้าก็รองท้องไปได้หน่อยเดียว อ้อ...แล้วก็อย่าเที่ยวเล่นเดินทะเล่อทะล่าไปไหนโดยไม่บอกข้าล่ะ วันนี้ข้ามีหน้าที่ต้องตามดูเจ้าทั้งวันในฐานะองครักษ์ของพระสนม อย่าทำให้ข้าต้องเหนื่อยหรือทำเรื่องให้ปวดหัวก็แล้วกันเข้าใจมั้ย” คาอูลได้เพียงยักไหล่เบาๆ อย่างยียวนก่อนจะเดินออกจากตรงนั้นไป
    จีโอเรียได้แต่แยกเขี้ยวใส่ตามหลังผู้ที่เดินจากไปแล้ว แม้เขาจะเป็นท่านชายก็เถอะ แต่นางเองก็เป็นท่านหญิงเช่นกัน มิหนำซ้ำในตอนนี้นางก็เป็นพระสนมในขณะที่เขาเป็นทหารองครักษ์! ปากดีสั่งเอาๆ แบบนี้นี่ตกลงใครเป็นเจ้านายใครกันแน่!
    เมื่อผ่านความวุ่นวายในช่วงกลางวันจรดเย็นไป ความเงียบสงบในเวลาย่ำค่ำที่ฟ้ามืดหมดแล้วก็ได้มาเยือน โลงศพของผู้จากไปถูกนำออกมาตั้งอยู่ข้างบ้าน เหล่าทหารชายแดนต่างช่วยกันสร้างหลังคากันฝนชั่วคราวไว้ให้ พิธีเผาจะเริ่มขึ้นในช่วงสายของวันพรุ่งนี้
    ในขณะที่จานิสต้ากำลังหยิบยกเก้าอี้ตัวหนึ่งเพื่อเดินออกมานอกบ้าน แมนิคก็ตรงเข้ามาช่วยนางยกมันในทันที หญิงสาวผู้ที่สติยังเวียนวนอยู่ในความเสียใจ ใจหาย พยายามทำใจตลอดเวลานั้น เพิ่งรู้ตัวในตอนนี้เองว่า เบื้องหลังของนางเหมือนจะมีท่านแมนิคที่คอยติดตามอยู่ไม่ห่างตลอดเวลา
    เก้าอี้ถูกยกออกมาหน้าบ้านและตั้งไว้ไม่ห่างจากจุดตั้งโลงศพนัก เนิ่นนานผ่านไปทีเดียวที่หญิงสาวผมทองนั่งนิ่งมองโลงศพของบิดาอย่างเงียบเชียบ มีเสียงเปิดประตูบ้านดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นก็เป็นเสียงพูดคุยของแมนิคกับคาอูลที่นัดแนะกันเฝ้ายามคืนนี้
    จานิสต้าลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับหยิบยกมันกลับมาด้วยกัน แมนิคได้เห็นดังนั้นก็รีบตรงเข้ามาช่วยในทันที
    “ขอบคุณที่ดูแลพวกเราเป็นอย่างดีค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นได้ทันก่อนที่คาอูลจะรับคำอมยิ้มเล็กน้อยแล้วกลับเข้าบ้านไป
    “เป็นหน้าที่อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” แมนิคเอ่ยขึ้นต่อจากนั้น “พระสนมจะกลับเข้าไปพักผ่อนเลยไหมพ่ะย่ะค่ะ”
    “ข้า...” จานิสต้าถอนใจเฮือกใหญ่ออกมา “ข้ารู้สึกเพลียก็จริง แต่นอนตอนนี้ยังไงก็คงไม่หลับ”
    เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ แมนิคไม่ใช่คนช่างพูดเหมือนคาอูล ไม่ค่อยมีอารมณ์ขันชอบหยอกล้อเหมือนชามี และไม่ได้ดูเป็นผู้ใหญ่ท่าทางใจดีเหมือนเบลลาฟี เขาดูเป็นหัวหน้างานที่เคร่งครัดอยู่ในหน้าที่ตลอดเวลา
    “พระสนม...มีสิ่งใดที่ต้องการเป็นพิเศษหรือไม่”
    จานิสต้าหันมามองแมนิคอีกครั้ง บรรยากาศของคนสองคนมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ เขามักจะเอ่ยปลอบนางหรือพยายามหาทางทำอะไรให้โดยที่ยังอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของตัวเอง
    “ได้ทุกอย่างหรือ...”
    “หากกระหม่อมสามารถทำให้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
    “......พรุ่งนี้หลังทำพิธีเผาเสร็จ ข้าจะนำอัฐิของท่านพ่อไปฝังไว้ร่วมกับอัฐิของท่านแม่ ข้าอยากได้ดอกจานิสต้าเพื่อไปเคารพท่านแม่ด้วย ท่านแม่ชอบดอกจานิสต้ามาก ท่านพ่อก็เช่นกัน”
    “ดอกไม้นี้มีขึ้นอยู่ที่ใดพ่ะย่ะค่ะ...”
    ไม่ต้องถามต่อก็พอเดาได้ว่าเขาจะออกไปเสาะหามันมาให้นาง
    “ท่านหาเองไม่เจอหรอกค่ะ...คนทั่วไปก็เป็นเช่นนั้น มันถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นดอกไม้ป่าที่หายากที่สุด แต่ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนะ ข้ามักจะรู้เสมอว่าจะเจอมันได้ที่ไหน มันเหมือนกับข้ารู้สึกถึงมันได้อย่างไรอย่างนั้น”
    “อาจเพราะพระสนมมีชื่อที่เหมือนกับดอกจานิสต้าก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”
    จานิสต้ายิ้มรับบางๆ เมื่อได้ฟัง “นั่นสินะคะ ตั้งแต่แรกเกิดเส้นผมของข้าก็เป็นสีทองประหลาดชาวบ้านแบบนี้ ข้าก็เลยได้ชื่อนี้มา พวกคนในหมู่บ้านต่างเชื่อกันว่าข้าเป็นภูตดอกไม้สีทอง...ดอกจานิสต้ามาเกิด ฟังแล้วก็น่าขำดีนะ แต่พอโตมาบางทีมันก็รู้สึกประหลาดเหมือนกัน ดอกไม้หายากที่แทบไม่มีใครเจอพวกนั้น แต่ข้ากลับมองเห็นมันและรู้สึกถึงได้อยู่เสมอ”
    “พระสนมอาจเป็นภูตดอกจานิสต้ากลับมาเกิดจริงๆ ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”
    คราวนี้จานิสต้าถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ ที่แม้แต่คนผู้นี้ก็ยังพูดออกอย่างนั้น
    “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง...ข้าจะมาเกิดทำไมนะ อยู่เป็นภูตอยู่แล้วไม่ดีกว่าหรือ”
    แมนิคเงียบนิ่งไปเลยทีเดียว ความทรงจำในวัยเด็กบางอย่างที่ยังแจ่มชัดผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันทีเมื่อได้ฟังประโยคเมื่อครู่ แต่นึกไปนึกมามันก็ออกจะเพ้อเจ้อบ้าบอ ชายหนุ่มตัดความคิดไร้สาระทั้งหมดทิ้งไป
    “หากพระสนมนำทางไปเราก็จะพบมันใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ”
    “ถึงข้าจะรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน แต่ว่า... โดยพื้นฐานทั่วไปแล้วมันก็เป็นดอกไม้ป่า ขึ้นอยู่ตามป่าลึกๆ ที่ยังอุดมสมบูรณ์เท่านั้น ข้าจึงตัดใจเพราะรู้ตัวว่าไม่ควรจะไปในที่อันตราย ไม่อย่างนั้นพวกท่านก็จะต้องเดือดร้อน”
    เกิดความเงียบอยู่ชั่วขณะ ราวกับแมนิคกำลังชั่งใจ
    “รอฟ้าสางสักหน่อยเพื่อให้เห็นที่ทางชัดเจน กระหม่อมจะพาพระสนมไปพ่ะย่ะค่ะ”
    ใบหน้าของหญิงสาวเปล่งแววแห่งความยินดีขึ้นในทันที ยิ่งได้เห็นแบบนั้นแล้วชายหนุ่มก็ยิ่งหมดหนทางปฏิเสธโดยสิ้นเชิง
    “ไปได้จริงๆ หรือคะ”
    “พ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้พระสนมเองก็โปรดพักผ่อนเพื่อเตรียมตัว ใกล้รุ่งสางกระหม่อมจะไปปลุก โปรดแต่งกายให้รัดกุมทะมัดทะแมงกว่านี้เพื่อการออกเดินป่าด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
    “ขอบคุณท่านมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ”
    แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งที่ทำให้นางสบายใจยินดีขึ้นมาได้บ้าง ไม่ว่าเป็นอะไรสิ่งใดต่อให้มากกว่านี้เขาก็จะทำ นั่นคือเสียงที่ดังในใจของแมนิค และเป็นเสียงที่ชายหนุ่มไม่มีวันจะพูดมันออกมา...

    คล้ายกับเรื่องบุปผาราชัน ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747