7:เพื่อนใหม่
เชิ้ตสีขาวทับในสแลคสีดำขนาดพอดีตัว กระดุมเสื้อถูกปลดออกสองเม็ดเผยให้เห็นอกขาว ดวงตาเรียวชั้นเดียวทรงเสน่ห์ รับกับทรงผมแหวกข้างสายเกา ยิ่งเพิ่มดาเมจทำลายล้างจิตใจสาวๆอย่างมาก ด้วยความสูง179ซ.บวกกับความขาวเนียนใบหน้าออร่าละมุมเหมือนหลุดมาจากซีรีย์ยังไงยังงั้น “หล่อลากมากเพื่อน สาวๆมองตามเป็นแถว” ตินแซวมินจุนที่เปิดตัวเทอมสองมาด้วยความหล่ออลังการ กลบรัศมีเพื่อนไปจนหมด “โทษทีเพื่อน กูไม่รู้จะระงับความหล่อยังไง” ความหลงตัวเองก็มา “แว๊ะ! กูจะอ้วก ไปเรียนเถอะก่อนข้าวเช้ากูจะทะลักออกปาก” “วันนี้เรามีนักศึกษาใหม่ย้ายมาจากต่างประเทศ แนะนำตัวเลยจ้า” อาจารย์ที่ปรึกษาพานักศึกษาคนใหม่มาแนะนำตัวในคลาสแรกของการเรียน “อันยองฮาเซโย ชอนึน เอ่อ! สวัสดีค่ะ ฉันชื่อลีมินอา” มินจุนหันขวับทันทีที่ได้ยินชื่อของเพื่อนใหม่ เขาเพ่งเธออย่างตั้งใจ และสนใจกับเพื่อนที่มาใหม่คนนี้มาก “ฉันย้ายมาจากเกาหลีค่ะ เพราะฉันชอบภาษาไทยและอยากรู้จักคนไทยค่ะ” สาวน้อยผมน้ำตาลเข้มดัดลอนประบ่า หน้าตาจิ้มลิ้ม เธอไม่ใช่ผู้หญิงสวยแต่เธอน่ารัก และจะน่ารักมากเวลาที่เธอยิ้ม ทำหัวใจหนุ่มๆกระชุ่มกระชวย ขาดอาหารตากันมานาน สาวๆในคลาสก็เห็นหน้ากันจนเบื่อแล้ว “มินอาเลือกที่นั่งเลยจ้า” เธอขอบคุณอาจารย์และเลือกนั่งที่ใกล้กับมินจุนคนมีออร่าเด่นสุดในคลาส มินจุนมองตามสาวน้อยจนเธอลงนั่งใกล้ๆ “สวัสดีจ้า เธอชื่ออะไร” “เรามินจุน” มินอาค่อยๆหุบยิ้มลงเธอพินิจเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันจนทั่วทั้งใบหน้า “เธอพูดไทยเก่งจัง” ถึงสำเนียงของเธอจะไม่ค่อยชัดนัก แต่ก็ฟังรู้เรื่องทุกคำ “เราเรียนอยู่เป็นปี กว่าจะพูดได้คล่อง แล้วเราก็มักจะสับสนเพราะการเรียงประโยคมันต่างกัน” มินจุนยิ้มเล็กน้อยแล้วก้มหน้ากับเอกสารตรงหน้า ‘เอาไงดีจะเดินไปหาเขาเลยไหม เขาจะหาว่าเราเป็นผู้หญิงไม่ดีไหมนะ’ มินอายืนตั้งหลักอยู่สักพักก่อนตัดสินใจเดินเข้าหามินจุน “เฮ้ย! มินอาเดินมาทางนี้ว่ะ สงสัยจะชอบเพื่อนเราเข้าแล้ว” ตินสะกิดซีนแซวเพื่อนเมื่อเห็นสาวสวยกำลังมุ่งหน้าเข้ามาหา “นั่งด้วยคนนะ” มินอากลั้นใจพูดออกไปเพราะอาย สายตาคนรอบข้างที่มองมายังทั้งคู่ “ได้ดิ” มินจุนขยับเล็กน้อยเพื่อให้มินอาแทรกตัวลงข้างๆได้ ทั้งคู่เป็นที่พูดถึงกันทั่วทั้งบริเวณ แต่ที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ตรงนั้น บางคนยังจำได้เมื่อเทอมแรกเหมือนมีข่าวว่ามินจุนคบหาอยู่กับรุ่นพี่ปีสอง มินจุนไม่ได้สนใจคำซุบซิบเหล่านั้นหากแต่ เขาสัมผัสได้กับสายตาแข็งกระด้างถูกเพ่งมายังตนและเพื่อนใหม่คนข้างๆ ธัพธัยเดินหน้าตึงออกไปจากลานกิจกรรมโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง มินจุนรู้สึกแคร์เจ้าของสายตานั้นแปลกๆ ปวดแป๊ลบที่ใจลึกๆ “ใครรู้มั้งว่าวันนี้เรานัดประชุมทำไม” “ไม่ครับ/ค่ะ” บ้างก็ส่ายหน้าแทนคำตอบ “เดือนหน้าจะมีกิจกรรมประกวดดาวเดือนประจำปี ฉะนั้นเราต้องมีการคัดเลือกดาวเดือนประจำคณะเพื่อเป็นตัวแทนของคณะไปแข่งกับคณะอื่น ในมือทุกคนมีกระดาษสองแผ่นสีขาวให้เขียนชื่อดาวสีน้ำตาลให้เขียนชื่อเดือนแล้วมาหยอดลงกล่องทั้งสองใบ ใครมีคะแนนโหวตมากสุดจะต้องรับหน้าที่ในการเป็นตัวแทนของคณะ” พี่เจียไขข้อข้องใจให้กับน้องๆและอธิบายวิธีการโหวตไปพร้อมกัน การประกาศผลโหวตดาวคณะมีผู้ที่คะแนนสูสีกันอยู่ถึงสามคน คนแรกเป็นสาวผิวสีน้ำผึ้งผู้มีความมั่นในหน้าตาและบุคลิกที่สูงสง่า คนที่สองเป็นสาวสวยระดับท๊อปเท็นเฟรชชี่ที่เคยถูกจัดอันดับไว้เมื่อเทอมแรก และคนสุดท้ายเป็นใครไปไม่ได้นอกจากมินอาสาวหวานที่มากด้วยความน่ารักและพกความสดใสมาเต็มกระเป๋า เธอจำหน่ายจ่ายแจกความสดใสให้หนุ่มๆตั้งแต่นาทีแรกที่มาถึง ฉะนั้นเธอจึงได้รับคะแนนความนิยมจากหนุ่มเกินครึ่ง แม้จะห่างจากสองสาวไม่มากแต่นั้นก็ทำให้มินอาต้องกลายเป็นดาวคณะแบบงงๆ ส่วนเดือนคณะนั้นเป็นที่แน่ชัดว่าตกเป็นของมินจุนด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างมาก จนพี่เลิกนับเอาเฉยๆ เขาได้รับคะแนนนิยมจากเพื่อนแทบทั้งห้องโดยเฉพาะจากสาวๆ ใช่ว่าทั้งคณะไม่มีหนุ่มหน้าตาดี แต่ทว่าเทอมนี้คนที่มาแรงออร่าพุ่งสุดเห็นจะเป็นมินจุน “ดาวคณะคืออะไรหรอ?” เพราะเป็นชาวต่างชาติไม่อาจเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติได้ถ่องแท้นัก “เอ่อ! จะพูดว่าไงดีนะ มันคือกิจกรรมของทางมหาลัย คล้ายกับประกวดมิสยูนิเวิส อะไรทำนองนั้น แต่นี่เป็นระดับมหาลัยไง” มินจุนเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจได้ จึงเอาไปเปรียบเทียบกับการประกวดมิสยูนิเวิสซะเลย “พี่เจีย เราสละตำแหน่งได้ไหม” มินจุนและมินอาเข้ามาหาพี่เจียที่กำลังเก็บอุปกรณ์อยู่ “ทำไมล่ะ” พี่เจียสงสัยที่น้องๆไม่อยากรับตำแหน่ง แต่เมื่อเห็นหน้าสาวน้อยแล้วก็ได้เข้าใจ เพราะเธอมีสีหน้าหนักใจอยู่มากอาจจะด้วยภาษา ธรรมเนียม หรืออาจจะกลัวทำทุกคนผิดหวัง “ไม่เป็นไรนะ พี่และพี่ธัพจะดูแลเราทั้งสองเอง” พี่เจียหยิกแก้มให้กำลังใจเด็กน้อยทั้งสอง ในฐานะที่เป็นดาวคณะปีก่อน มีหน้าที่ในการดูแลทุกเรื่องเกี่ยวกับดาวเดือนรุ่นต่อไปอยู่แล้ว ปัก! ปัก! ลูกแบดถูกกระแทรกกระดานซ้อมดังลั่นสนาม ‘อุตส่าห์ตั้งหน้าตั้งตารอวันเปิดเทอม เพื่อที่จะได้เจอกับมัน’ ยิ่งคิดยิ่งโมโห “จุนนี่แฟนมึงได้รับโหวตเป็นเดือนคณะนะเว้ย” ปัก! “แฟนพ่องมึงดิ” “มึงกะเอาตายเลยหรอว่ะ” หากไม่ได้พกหนังสือมาด้วยคงถูกเพื่อนตบหัวแบ๊ะไปแล้ว ไตเติ้ลรู้ว่าเพื่อนอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก กะจะมากวนให้หายโมโหหน่อย ดูท่าคงลงไม่ง่ายเท่าไหร่ “มึงก็หึงเกิน” พูดไปไม่วายลอบมองหน้าเพื่อน ไตเติ้ลทายาแก้ปวดและช่วยพันผ้าให้ ธัพธัยข้อมือเคล็ดเพราะใช้แรงมากเกินไป “มือไปโดนอะไรมา” เจียและอาร์มทรุดตัวลงนั่งที่สแตนเชียร์ใกล้ๆกับสองหนุ่ม “เติ้ลบอกเรื่องที่มินจุนได้รับโหวตเป็นเดือนคณะแล้วใช่ไหม” “อื้อ” “ธัพต้องทำหน้าที่ดูแลน้องมันนะ” “ให้คนอื่นทำไม่ได้หรอ เราไม่อยากเจอหน้ามัน” “ถ้าเพราะมินอา เราว่าไม่ควรนะ ถึงยังไงมินจุนก็เป็นน้องรหัสธัพ และก็เป็นหน้าที่ด้วย” ถึงธัพธัยจะไม่พูดแต่เพื่อนๆก็เข้าใจความรู้สึกของเขาดี “น้องมันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แล้วถ้าเกิดมันชอบมินอาจริงๆ จะทำยังไง” ใจที่คิดเกินเลยไปโดยที่เจ้าตัวเขาไม่รู้ สุดท้ายแล้วอาจเป็นเราที่ต้องเจ็บ ธัพธัยยังคงอยู่ในอาการเงียบสงบแม้แต่ตอนที่ออกมาจากสนามแล้วก็ตาม “กูขับรถให้” ไตเติ้ลอาสาขับรถให้ มือเจ็บคงบังคับพวงมาลัยไม่สะดวก “กูขับมือเดียวได้ ไม่ต้องห่วงหรอก” “งั้นกูติดรถไปลงหน้ามอด้วย” ธัพธัยขับรถออกจากลานจอดโดยมีไตเติ้ลกระโดดขึ้นรถมาด้วย ระหว่างทางเบื้องหน้าบนทางเท้า ทั้งคู่เหลือบไปเห็นชายหญิงเดินกระหนุงกระหนิง พูดคุยหัวเราะคิกคักกัน เป็นภาพที่ทำให้คนขับเหยียบคันเร่งชนิดไม่คิดชีวิต “เบา เพื่อนเบา” ไตเติ้ลกลัวชีวิตสั้นได้แต่ร้องปรามเพื่อน “เฮ้ย! จอด จอด กูจะลงตรงนี้” เอี๊ยด! ผลัก! ไตเติ้ลไถลไปกองที่คอนโซลหน้าเมื่อเพื่อนเหยียบเบรก เพราะไม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัย “ขับดีๆนะเพื่อน” ที่พอทำได้ก็แค่พูดเตือนสติ ธัพธัยจะดีขึ้นเองในเวลาไม่นานโดยไม่ต้องมีใครปลอบ มินจุนมองตามรถที่วิ่งด้วยความเร็วคันเมื่อครู่จนลับตาด้วยอาการซึมๆ เขาจำได้แม่นเพราะเคยเป็นตุ๊กตาหน้ารถอยู่บ่อยๆ แอบใจหายอยู่เหมือนกัน ข้องใจกับความรู้สึกอยู่มาก ‘มันคืออะไร’ การถูกเมินใส่จากคนคนนั้นมันทำให้จุกแปลกๆ “มินจุน ชื่อนี้ใครตั้งให้หรอ” เพราะเป็นชื่อภาษาเกาหลีเธอเลยอยากรู้ถึงที่มาของการตั้ง ” เสียงใสๆสำเนียงเกาหลีช่วยดึงสติของมินจุนให้กลับมาโฟกัสกับบทสนทนาที่คุยค้างไว้ “อืม! แม่บอกว่าพ่อเราเป็นคนตั้งให้” “แม่บอก หมายความว่า...” “พ่อไม่ได้อยู่กับเรา ท่านแยกทางกันตั้งแต่เรายังจำความไม่ได้ เราอยู่กันแค่สองคนแม่ลูก” แม้เขาจะไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับพ่อเท่าไหร่นัก แต่แม่ก็ไม่เคยปิดบัง แค่เขาเองที่ไม่กล้าถาม “มีอันแฮ โอ๊ะ! ขอโทษนะ เราไม่ควรถามเลย” มินอารู้สึกผิด ยิ่งเห็นสายตาว่างเปล่าคู่นั้นแล้ว แสดงว่าชายคนข้างๆไม่เคยมีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อเลยจริงๆ “ไม่เป็นไรหรอก เราโอเค เราไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้นานแล้วหล่ะ” ไม่เคยมีใครถามเขาจริงจังเลยสักครั้ง แต่ต่อให้ถามมากเท่าไหร่เขาก็คงตอบได้แค่นี้ “ดีใจจังหออยู่ใกล้กันแค่นี้ ขอบคุณที่มาส่งนะ” มินอาโบกมือและส่งรอยยิ้มอันสดใสให้ ทำเอาคนมาส่งอดยิ้มตามไม่ได้ “อืมมม...ที่ไทยเขามีวิธีตามหาคนยังไงนา” มินอาลองเสิร์ซหาวิธีการตามหาคนรู้จักในเว็บดังของไทย ข้อมูลที่ได้ทั้งหลายที่บอกวิธีการโพสในเฟสบ้าง จ้างบริษัทตามหาคนหายบ้าง แต่เธอแทบไม่มีข้อมูลของญาติผู้พี่เลยสักนิด มีแค่ชื่อและรูปตอนเด็กที่เลือนลางจนแทบแยกรูปพรรณสัณฐานไม่ออกแล้ว เธอเตรียมตัวมาตามหาญาติผู้พี่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งยังเรียนภาษา วัฒนธรรมของไทย เพื่อการนี้โดยเฉพาะ และเธอคิดว่าด้วยข้อมูลอันน้อยนิดอาจต้องใช้เวลามหาศาล จึงตัดสินใจมาศึกษาต่อที่ไทยซะเลย เธอรู้มาโดยตลอดว่าลุงของเธอต้องป่วยไข้เพราะตรอมใจ เธอเข้าไปเยี่ยมท่านทีไรมักจะเห็นท่านเหม่อมองรูปครอบครัวที่มีลูกชายและภรรยาสุดรัก และร่างกายของลุงเริ่มทรุดลงทุกวัน ไม่รู้ว่าเธอกลับเกาหลีคริสมาสต์นี้ท่านจะยังมีชีวิตอยู่ไหม เธอในฐานะหลานสาวจึงแอบมาตามหาญาติผู้พี่ที่หายตัวไป เพื่อจะพากลับไปให้ท่านพบหน้าสักครั้งก่อนที่ท่านจะลาโลกใบนี้ เธอไม่รู้ว่าจะสมารถทำได้ไหมแต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ‘ลีมินจุนโอปป้า ขอให้ฉันเจอพี่ที่เถอะ’ เมื่อส่งเพื่อนกลับหอเสร็จมินจุนก็มุ่งหน้ากลับห้องของตัวเองซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก ภาพทั้งหมดถูกบันทึกโดยสายตาของพญาเสือร้าย ขณะที่มินจุนสาวเท้าขึ้นบันไดอยู่นั้นเขารู้สึกเหมือนมีใครเดินตาม จึงหยุดเท้าหันหลังกลับมาดูแต่ก็ไม่พบใคร ‘คิดมาก’ มินจุนมีสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะส่วยหัวกับความกังวลเกินเหตุของตน ธัพธัยยืมมองประตูที่ปิดลงช้าๆ มือหนาสัมผัสบานประตูแผ่วเบา มีคำถามมากมายอยากถามกับเจ้าของห้อง แต่ที่ยังยืนอยู่ตรงนี้นั้นเพราะกลัวคำตอบ เกิดมาเพิ่งเคยมีเรื่องให้ต้องลังเล ท้ายสุดต้องคอตกกลับคอนโดโดยที่มีปัญหาคาใจหลายอย่าง ร่างใหญ่นั่งนิ่งที่ปลายเตียงมาเป็นเวลานาน “แกอยากมีแฟนไหม” ธัพธัยเขี่ยพุงเจ้าหวานเย็นไปมา เจ้าอ้วนก็เหมือนรู้งานมันคงสัมผัสได้กับความเศร้าของผู้เป็นเจ้าของ เพราะตั้งแต่กลับมามันก็คอยนอนอยู่ข้างๆไม่ไปไหน อีกเรื่องที่ธัพธัยยังคิดไม่ตกเป็นเรื่องที่แอบได้ยินมินจุนคุยกับมินอาที่หน้าหอ ทำให้นึกย้อนไปตอนที่เกิดเรื่องทะเลาะกัน ‘ก็เพราะไม่มีพ่อคอยสอนไง’ เสียงของน้องผุดขึ้นมาและยังวนเวียนอยู่ในหัว ‘แย่จริงๆวันนั้นไม่น่าปากหมาไปแบบนั้นเลย’ “ขอแบบเซ็กซี่ ปลดกระดุมเสื้อลงอีกเม็ดสิ ตามองที่กล้องนะ” ช่างภาพจัดท่าให้กับนายแบบ วันนี้เป็นการถ่ายภาพดาวเดือนเพื่อลงเว็บไซส์ของมหาลัย “หันหลังพิงกันเลย หน้าเชิดนิดนึง เกาหลีมากลูก” ด้วยความสูงไล่เลี่ยกัน แขนขายาวทั้งคู่ ภาพที่ออกมาแลดูเหมาะสมกันมาก จึงเป็นคู่ที่ได้กระทั่งคะแนนจากช่างภาพ “ดีค่ะ มินิฮาร์ทยิ้มกระชากใจหน่อยจ้า” อย่าว่าแต่ช่างภาพเลยสองหนุ่มสาวสามารถตกคนได้ทั้งสตู โดยเฉพาะหนุ่มมากเสน่ห์อย่างมินจุน “หู้ว โพสลงเว็บแล้ว” ซีนยื่นมือถือที่มีรูปมินจุนและมินอาส่งให้เพื่อนดู “หล่อไม่เบาเลยนะเพื่อนเรา มินอาสวยมากเลยนะ” ตินผลักไหล่มินจุน กล่าวสมทบจนคนที่ถูกชมยิ้มแก้มจะแตก ขณะสามหนุ่มหนึ่งสาวพูดคุยเฮฮากันนั้น หางตาของมินจุนไปสบเข้ากับชายร่างใหญ่ที่กำลังเดินผ่านออกไปนอกคณะ ‘ทำไมทำเหมือนไม่รู้จักกันนะ ไม่คิดจะทักกันหน่อยหรอ’ “อ้าวเฮ้ย! กลับแล้วหรอ” ตินร้องตามหลังเพราะมินจุนลุกพรวดวิ่งออกไปไม่บอกไม่กล่าว เพื่อนทุกคนมองตามอย่างงงๆ “มือไปโดนอะไรมา” ชายที่มินจุนกำลังวิ่งตามไม่ตอบกลับมาแต่อย่างใด ทำเหมือนไม่ได้ยินคำถามเขาด้วยซ้ำ นั้นไม่ทำให้หนุ่มน้อยละความพยายาม เขายึดเอามือของธัพธัยเพื่อต้องการดูแผลที่ถูกพันไว้ “ทำอะไรของมึง” “ก็ถามแล้ว ทำไมไม่ยอมตอบละ” “ยุ่ง” ธัพธัยสะบัดมือออกจากมือน้องก่อนจะมองด้วยสายตาเฉยชา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกมองด้วยสายตาแบบนี้ ทำไมครั้งนี้รู้สึกต่างออกไปเหมือนมีอะไรบางอย่าง แต่สมองเขาคงมีรอยหยักน้อยเกินไป นึกยังไงก็นึกไม่ออก “พี่ดูนี่ดิ ผมหล่อไหม” คนพี่ยังคงเดินต่อไม่สนใจในเรื่องที่เขากำลังบอก “มินอาสวยมากเลยเนาะ” เขาคิดว่าเรื่องสาวสวยอาจทำให้พี่อารมณ์ดีขึ้น แต่เท้าที่สาวไปข้างหน้าเรื่อยๆคู่นั้นหยุดลง มินจุนลอบมองหน้าธัพธัยเล็กน้อย เขานึกแล้วว่ารุ่นพี่ต้องสนใจสาวสวย ผลัก! ธัพธัยปัดโทรศัพท์ของมินจุนตกพื้นแตกกระจาย นั่นทำให้หนุ่มน้อยตกใจอย่างมาก “เชี่ย! ทำอะไรของพี่วะ” มินจุนก้มเก็บมือถือที่มีสภาพยับ โตมายังไงเนี่ย เกรี้ยวกราดไร้เหตุผลไม่พอ ยังชอบทำลายข้าวของของคนอื่นอีก “แล้วมึงเอามาให้กูดูทำไม ชมเค้าให้กูฟังทำไม” ธัพธัยระเบิดความโมโหออกมาใส่มินจุนเต็มๆหน้า คนน้องก็ขึ้นไม่แพ้กัน “ก็เค้าสวยจริง ใครก็ชอบผู้หญิงสวยทั้งนั้น” “นั่นมันมึง” ‘รู้ได้ไงว่ากูชอบผู้หญิง’ ทำได้แค่คิดติดที่ยังไม่กล้าพูดออกไป “อ่าว! แล้วพี่เป็นห่าอะไร ไม่พูดไม่คุย ทำเหมือนไม่รู้จัก เมินใส่อีก ไม่รู้หรือไงทำคนอื่นร้อนใจ เป็นอะไรก็พูดสิ” “มึงสนใจด้วยหรอ” การทะเลาะเริ่มรุนแรงขึ้น ผู้คนรอบข้างเริ่มให้ความสนใจ “เออดิ ไม่งั้นจะตามมาทำไม” สายตาแข็งกระด้างดูอ่อนลงรวมถึงอารมณ์ที่คุกรุ่นก็เช่นกัน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ธัพธัยใจอ่อนยอมพูดคุยด้วยปกติ เขากลับหันหลังเดินจากไป ถึงอย่างนั้นก็เถอะมินจุนก็ไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆเหมือนกัน “รับผิดชอบก่อนดิ” “ลงไป” มินจุนถูกไล่ลงจากรถ มีหรือที่เขาจะยอม ไม่มีทาง ยังไงธัพธัยต้องรับผิดชอบที่ทำมือถือเขาพัง “กูบอกให้ลงไป” ธัพธัยข่มอารมณ์พูดเสียงเรียบ เป็นคนอื่นคงไม่เอาไว้แน่ แทนที่รุ่นน้องจะทำตามที่เขาบอกดีๆ แต่กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม มินจุนจัดแจงรัดสายนิรภัยให้ตัวเองแล้วทำหน้าเฉย ดูซิคนหน้าดุจะทำไง รถหรูค่อยๆจอดนิ่งที่ลานจอดของคอนโด ธัพธัยเข้าห้องพักโดยมีมินจุนตามติดมาด้วย แต่ก็นั่นแหละ คนพี่ยังทำตัวเฉยชา ไม่พูดไม่จาเหมือนคนน้องไม่มีตัวตน “หวานเย็น พี่มินจุนมาหาแล้วคร๊าบ” เจ้าแมวอ้วนรีบวิ่งแจ้นออกมาคลอเคลียที่ขาอย่างรู้งาน มินจุนอุ้มมันขึ้นไว้ที่อก หอมฟอดใหญ่ที่แก้มป่องๆทั้งสองข้าง ทำเนียนเดินไปนั่งโซฟาใกล้คนพี่ที่นั่งอยู่ก่อน เจ้าอ้วนเปลี่ยนไปอ้อนธัพธัย นอนหงายท้องให้เจ้าของจกพุงเล่น และด้วยความน่ารัก ธัพธัยลืมตัวเผลอตามใจมัน ทั้งที่ยังบึ้งตึงอยู่ “พี่ต้องซ่อมให้ผมด้วย ปัดมือถือผมทำไม” คนน้องยังคาใจกับการกระทำที่ไร้สาเหตุของพี่ มินจุนยื่นมือถือหน้าจอแตกละเอียดให้พี่ดู ร้องหาความรับผิดชอบกับสิ่งเค้าทำ “เออ พรุ่งนี้กูเอาไปซ่อมให้” มินจุนยิ้มกริ่มสุดท้ายพี่ก็พูดดีด้วย เลิกเกรี้ยวกราดแล้ว “แล้วมึงตามกูมาทำไม” “มาหาหวานเย็นไง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเจ้าอ้วน” มินจุนใช้นิ้วชี้เขี่ยจมูกสีชมพูไปมา หารู้ไม่ว่าเผลอแสดงทีท่าน่ารักให้พี่เห็น “มองอะไร” ธัพธัยกรอกตาแก้เก้อที่ถูกจับได้ว่าแอบมอง “มึงกลับไปได้แล้วไป” เห็นได้ชัดว่าที่ไล่น้องนั่นแค่แก้เขิน “ยัง พี่ยังไม่ตอบว่ามือไปโดนอะไรมา” “เรื่องของกู” “อ้าว! ถามดีๆนะ อุตส่าห์เป็นห่วง” เด็กน้อยคิดแผนร้ายออกเมื่อไม่ยอมบอกกันดีๆ เขายังมีอีกวิธีหนึ่ง มินจุนใช้มือข้างขวาจับที่พนักพิงของโซฟา โน้มตัวเข้าหาคนพี่ช้าๆ นั่นทำให้หัวใจธัพธัยเต้นแรงผิดจังหวะ เขาพยายามเอียงตัวหลบแต่ไม่ทัน มินจุนใช้มืออีกข้างแทรกเข้าข้างเอวพี่ยันกับพื้นโซฟา เป็นการล็อคตัวไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้ ธัพธัยจ้องตาคู่เรียวด้วยนัยน์ตาสั่นไหว ไร้การสนทนาใดๆ บรรยากาศเงียบกริบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง “ทำอะไรของมึง” ธัพธัยพูดเสียงกระเส่าลมหายใจเริ่มติดขัด แค่กลืนน้ำลายยังลำบาก สมองอันชาญฉลาดกำลังไตร่ตรองหาวิธีตอบโต้ ดูก็รู้ ไอ้เด็กนี่ทำแบบนี้เพราะต้องการคำตอบ นิสัยชอบเอาชนะแบบนี้ต้องโดนแก้เข็ด ‘มึงจะรู้บ้างไหม มึงกำลังตกอยู่ในอันตราย’ “กำลังเค้นคำตอบจากพี่ไง จะบอกดีๆหรือ...จะบอกด้วยน้ำตา” ดวงตาเรียวค่อยๆลดระยะลงมาที่แผงอกกว้าง สายตาและท่าทางที่กำลังยั่วยวนสุดฤทธิ์ มินจุนยกมือไล่ปลดกระดุมทีละเม็ด เขามั่นใจ ร้อยทั้งร้อย หนุ่มมาดแมนแฮนด์ซั่มอย่างพี่ธัพธัย ยังไงต้องกลัวการเข้าหาลักษณะนี้แน่ (มินจุนรู้ มินจุนดูละครมา) “มึงอย่าหาเรื่องใส่ตัว” แทนที่คนพี่จะกลัวกลับมีสีหน้านิ่ง บวกกับสายตาดุดันอีก แต่มินจุนไม่หลงกลหรอกดูก็รู้ แกล้งใจแข็งกะจะให้เขาเป็นฝ่ายกลัวและล้มเลิกไปเอง ไม่มีทางซะหรอก คนน้องไม่สนคำเตือนของพี่ หลังชนโซฟาขนาดนี้แล้วจะแก้เกมส์ยังไง มินจุนยังคงยื่นหน้าเข้าใกล้เรื่อยๆ จนเหลือระยะห่างแค่ประมาณสามสิบเซนต์ มือเรียวทำงานอย่างแข็งขันไล่ลูบคลำอกกว้างแผ่วเบา สัมผัสชวนสยิวนี้รุ่นพี่จะทนได้กี่น้ำ “กูไม่ทนแล้วเว้ย” มือหนาข้างที่ถูกพันด้วยผ้ายึด มือเรียวที่กำลังเล่นซนกับอก รั้งเข้าหาตัวและใช้แขนอีกข้างรวบร่างโปร่งไว้แน่นพลิกตัวน้องลงนอน โดยมีร่างใหญ่คร่อมอยู่ด้านบนแทน ตำแหน่งของทั้งสองถูกสลับโดยคนพี่ มือเรียวสองข้างถูกยึดไว้กับโซฟา ริมฝีปากหนาประกบเข้าที่คอเรียวทันทีและลงแรงกัดไปหนึ่งที “อ๊ากกกก!.” หนุ่มน้อยดิ้นรนปานจะขาดใจแหกปากลั่นห้อง ไม่คิดว่าเกมส์ของตนจะถูกพลิกง่ายดายขนาดนี้ มินจุนเหงื่อแตกพลั่กทั้งที่แอร์ในห้องค่อนข้างเย็น “สรุป...โดนอะไรมา” พอผ่านเหตุการณ์ชวนเสียตัวมาได้สักพัก มินจุนก็ยังไม่ละความพยายามเพียงแค่ถามเสียงแผ่ว ในมืออุ้มหวานเย็นและลูบหัวมันไปพลาง “ออกแรงตีแบดมากไป พอผิดจังหวะเลยทำให้ข้อมือเคล็ด” “แค่นี้ ก็นึกว่าเป็นอะไรมาก” รู้สึกเสียเวลาแล้วก็เปลืองตัวไปกับอะไรเล็กๆน้อยๆจริงๆ “ไม่ใช่ว่าจบงานแข่งไปแล้วหรอ ทำไมยังซ้อมอยู่อีก” “กูแค่ระบายอารมณ์...ไม่ถามหน่อยหรอว่ากูเป็นอะไร” เหมือนคนพี่จะอยากให้น้องรู้นะ “ไม่อ่ะ” แค่อยากรู้ที่มือเจ็บยังโดนไปขนาดนี้ ถ้าเกิดอยากรู้ถึงสาเหตุไม่โดนแกล้งแรงกว่านี้อีกหรอ เมื่อกี้ก็เกือบตาย “ไหนๆก็รู้แล้ว ทายาให้กูด้วย” แม้มินจุนจะทำหน้าเซ็งแต่ก็ยอมช่วยทายาให้ เขาปลดผ้าพันออกแล้วนวดคลึงยาแก้ปวดทั่วข้อมือ นั่นเป็นอีกภาพจำที่ธัพธัยจะบันทึกไว้อย่างดี เป็นภาพที่ทำให้เขาเผยยิ้มออกมาอย่าเต็มภาคภูมิ ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าก็แทบหุบยิ้มไม่ลง ‘เด็กน้อยจริงๆ แกล้งคนอื่นพอถูกเอาคืนก็ร้องแหกปากซะ’ “เป็นเมียกูป่ะ” มินจุนชะงักมือเงยหน้ามองเจ้าของวลีเด็ด กระพริบตาปริบๆ หึ หึ หึ เด็กน้อยหัวเราะแห้งกับมุกของคนตัวโต “ตลกนะพี่” เสียวสันหลังยังไงบอกไม่ถูก สายตาคล้ายกับเมื่อกี้เลย “เสร็จละ งั้น...ผมกลับก่อนนะ” หนุ่มน้อยรีบพันผ้ากลับคืนตามเดิม ลนรานลุกพรวดเดินดุ่มๆไปหน้าประตู “กูไปส่ง” “ไม่ต้อง...พักเถอะ...ผมกลับเอง” พูดจบก็แจ้นออกประตูไป สะใจคนพี่เป็นการใหญ่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ธัพธัยกลั้นขำไม่ไหว หัวเราะเสียงดังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหตุการณ์ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ ด้วยดวงตากลมโตสุดบ้องแบ้วของเจ้าหวานเย็น “ทำไมคะ ป๊ายังไม่จัดการมันตอนนี้หรอก ต้องทำให้มันหลงหัวปักหัวปำก่อน แล้วหนูก็จะไดมีแม่สมใจป๊า” หุ หุ หุ เขาเกาคางเจ้าอ้วนไปหัวเราะหงายท้องหงายไส้ไป มันเกิดอะไรกับหัวใจ ควบคุมตัวเองไม่ได้สักอย่าง จู่ๆเนื้อเพลงก็ลอยเข้ามาในหัว มินจุนยืนพิงประตูห้องรุ่นพี่ รู้สึกขามันอ่อนแรงเดินไม่ไหว หัวใจเต้นแรงแทบทะลุอก ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไปพอนึกถึงคำที่พี่พูด ‘เป็นเมียกูป่ะ’ หัวใจยิ่งหวั่นไหวยังไงไม่รู้