ถึงแม้ว่าจ้าวเซิงจะบอกว่าไม่ต้องเตรียมอะไรมาหวาชิงเสวี่ยก็ยังนำหีบใบใหญ่ติดมาด้วย
นอกจากเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนนางยังนำขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง น้ำมันงาขวดเล็ก และขวดเครื่องเคลือบเล็กๆ จำนวนหนึ่งที่ซื้อจากร้านขายเครื่องเคลือบมาด้วยพวกมันมีรูปทรงแบนกลม ขนาดใหญ่กว่าเหรียญเล็กน้อย ใช้สำหรับใส่ลิปบาล์มได้พอดี
เวลาว่างๆ ก็สามารถทำลิปบาล์มได้พอช่างไม้ทำแม่พิมพ์เสร็จ นางก็จะสามารถทำสบู่ทำมือได้แล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว นางก็มาที่นี่เพื่อคุมงานไม่สามารถลงมือทำธนูเหมือนช่างฝีมือได้ แม้ว่านางจะมีความตั้งใจ แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงอย่างมากก็ทำได้เพียงแค่ชี้แนะวิธีการ ดังนั้น หวาชิงเสวี่ยจึงรู้สึกว่าชีวิตของนางค่อนข้างสบาย
เมื่อหวาชิงเสวี่ยมาถึงฟู่ถิงเย่ก็มารับนางที่หน้าค่ายด้วยตนเอง พร้อมกับเหลียงเหวินเฉิง และช่างฝีมือที่ไม่คุ้นหน้าอีกหลายคน
ฟู่ถิงเย่มองมาทางหีบของนางแล้วขมวดคิ้ว “ไม่ได้บอกหรือว่าไม่ต้องนำสิ่งใดมา ที่นี่มีพร้อมทุกอย่างแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มหวาน“ข้ารู้ ข้าแค่นำของที่ใช้ฆ่าเวลาส่วนตัวมาเท่านั้นเอง”
ตุ้บ!
เหลียงเหวินเฉิงที่ช่วยยกหีบใบนั้นถึงกับเซเกือบล้มลงกับพื้น!
ฆ่าเวลา?!
แม่นางหวา เหตุใดท่านยังมีอารมณ์ฆ่าเวลาอยู่อีกหรือ!รู้หรือไม่ว่าค่ายธนูหน้าไม้ของพวกเรากำลังแบกรับแรงกดดันมากเพียงใด! หา!
ฟู่ถิงเย่ “เดินอย่างไรของเจ้า?!ของแค่นี้ก็ยกไม่ไหว!”
เหลียงเหวินเฉิงตั้งสติแล้วจับหีบไว้ให้มั่นเขาก้มหน้าลงพร้อมกับมีสีหน้าประหม่า
ช่างฝีมือคนอื่นๆ ก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเช่นกัน
ฟู่ถิงเย่พาหวาชิงเสวี่ยไปที่กรมสรรพาวุธช่างฝีมือข้างในทำงานกันอย่างขะมักเขม้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและเร่งรีบ
นี่เป็นครั้งแรกที่หวาชิงเสวี่ยได้เห็นภาพเช่นนี้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นและกล่าวว่า “ทุกคนกระตือรือร้นกันมากเลย”
ฟู่ถิงเย่ เหลียงเหวินเฉิงและคนอื่นๆกลับมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก...
ตามหลักแล้ว เมื่อมีการเชิญช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญจากข้างนอกมาทำงานที่กรมสรรพาวุธรองหัวหน้าผู้ดูแลกรมสรรพาวุธควรจะนำบรรดานายช่างและหัวหน้าช่างทั้งหลายมาต้อนรับหวาชิงเสวี่ยแต่ยามนี้หน้าประตูไม่มีผู้ใดออกมาต้อนรับแม้แต่คนเดียว
นี่เป็นการดูดูหมิ่นกันอย่างยิ่ง
ฟู่ถิงเย่กำลังจะระเบิดโทสะแต่หวาชิงเสวี่ยดึงชายแขนเสื้อของเขาไว้แล้วถามว่า “ต่อไปข้าจะพักอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ?”
เขาเห็นรอยยิ้มหวานบนใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยคิดว่าไม่อยากทำลายอารมณ์ดีของนาง จึงอดกลั้นเอาไว้แล้วพูดด้วยท่าทีปกติ “ที่พักของเจ้าต้องเดินไปข้างหน้าอีกหน่อยที่นี่เสียงดังเกินไป ข้าจะพาเจ้าไป”
หวาชิงเสวี่ยเดินตามหลังเขาไปพลางมองซ้ายทีมองขวาที
เมื่อเห็นช่างฝีมือในสมัยโบราณเหล่านี้ที่สามารถสร้างเครื่องมือและอาวุธต่างๆได้อย่างประณีตโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องจักรที่ทันสมัย หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยรู้สึกว่าทุกอย่างล้วนแปลกใหม่และน่าสนใจไปหมด
บางคนก็มองนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หวาชิงเสวี่ยไม่สนใจสายตาเหล่านั้นเพราะถึงอย่างไรในค่ายทหารก็ไม่ค่อยมีสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรมสรรพาวุธที่รับผิดชอบการผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหารคนที่นี่ล้วนแต่เป็นแรงงานชายแข็งแรงทั้งสิ้น ยิ่งไม่มีทางมีสตรีอยู่ ดังนั้นจึงพอจะเข้าใจท่าทางตอบสนองของช่างฝีมือเหล่านี้ได้
แต่เหลียงเหวินเฉิงกลับรู้สึกไม่สบายใจไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือไม่ เขารู้สึกว่าสายตาเหล่านั้นไม่เป็นมิตร เหมือนกับกำลังมองดูเรื่องตลก
“แม่นางหวา!” ทันใดนั้นก็มีเสียงดังก้องขึ้น!
หวาชิงเสวี่ยมองไปทางต้นเสียงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง “ท่านลุงหลิว มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเจ้าคะ?”
ช่างตีเหล็กหลิววิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้นเพราะรีบร้อนเกินไปจึงเกือบสะดุดล้มลง
“แม่นางหวา! ในที่สุดท่านก็มาตามที่ข้าหวัง!”ใบหน้าเหี่ยวย่นของช่างตีเหล็กหลิวมีรอยยิ้มกว้างราวดอกไม้ผลิบาน “ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว!”
หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา“ท่านตามหาข้าเพราะเรื่องใดเจ้าคะ?”
ทุกคนรอบข้างต่างมองมาด้วยความประหลาดใจ...ช่างตีเหล็กหลิวเป็นถึงผู้มีชื่อเสียงในช่วงนี้ของกรมสรรพาวุธแม้แต่รองหัวหน้าเว่ยก็ยังชื่นชมเขาไม่ขาดปาก แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะรู้จักสตรีนางนี้ที่ท่านแม่ทัพพามาด้วย?!
ฟู่ถิงเย่ก็ประหลาดใจเล็กน้อยมองไปยังหวาชิงเสวี่ย “เจ้ารู้จักกับช่างตีเหล็กหลิว?”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า“อืม ท่านยังจำขนมแป้งกรอบม้วนที่ข้าเคยทำให้ได้หรือไม่?สิ่งนั้นต้องใช้กระทะแบนถึงจะทำได้ ข้าหาซื้อหลายที่ก็ไม่มีขาย สุดท้ายได้ช่างตีเหล็กหลิวผู้นี้มาตีเหล็กเป็นกระทะให้ข้า”
ช่างตีเหล็กหลิวโค้งคำนับฟู่ถิงเย่อย่างนอบน้อมอธิบายว่า “ต้องขอบคุณแม่นางหวาที่ชี้แนะ สอนวิธีการตีเหล็กแบบหนึ่งให้ข้า แต่น่าเสียดายที่ข้าโง่เขลาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถเข้าใจวิธีการนี้ได้อย่างถ่องแท้!”
ทุกคนต่างส่งเสียงอื้ออึง!
อะไรนะ...ลูกค้าสตรีที่ช่างตีเหล็กหลิวเคยพูดถึงที่แท้ก็คือสตรีนางนี้?!
สตรีนางนี้ไม่เพียงแต่ทำธนูได้ยังตีเหล็กเป็นด้วย?!
เรื่องจริงหรือนี่?!
บรรดาช่างฝีมือร่างกำยำพากันงุนงงหวาชิงเสวี่ยกลับยิ้มอย่างสบายๆ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ วิธีการนั้นง่ายมากข้าจะสอนท่านอีกครั้ง หลังจากนี้พอมีประสบการณ์มากขึ้น ท่านก็จะค่อยๆ ชำนาญขึ้นเองเจ้าค่ะ”
ช่างฝีมือทุกคนเงียบเป็นเสียงเดียว“...”
พวกเราศึกษาอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจนางกลับบอกว่าง่ายหรือ?! นางถึงกับพูดว่า...ง่าย! มาก!
ในใจของทุกคนต่างรู้สึกสับสนยิ่งนัก...
ในที่สุดเหลียงเหวินเฉิงก็หาเสียงตัวเองเจอเขากระแอมสองครั้งแล้วพูดกับช่างตีเหล็กหลิว “คือว่านะ...ลุงหลิว แม่นางหวาเป็นผู้ที่ท่านแม่ทัพเชิญมาช่วยค่ายธนูหน้าไม้ของเราสร้างธนูหากให้ไปที่ค่ายเครื่องมือเหล็กของพวกท่าน แล้วพวกเราจะ...”
“ใช่แล้ว!” ช่างฝีมือที่อยู่ข้างหลังเหลียงเหวินเฉิงตะโกนตอบโต้บ้าง “การสร้างธนูรอไม่ได้! ทุกอย่างต้องมีลำดับมาก่อนมาหลัง พวกเจ้าค่ายเครื่องมือเหล็กก็รอไปก่อนเถิด”
พอนึกถึงครั้งก่อนที่คนของค่ายเครื่องมือเหล็กหัวเราะเยาะคนของค่ายธนูหน้าไม้ก็รู้สึกสะใจเหลือเกิน!
“ถูกต้อง ถูกต้อง พวกเจ้าค่ายเครื่องมือเหล็กก็รอก่อนเถิดแม่นางหวาจะมาช่วยพวกเราสร้างธนูต่างหาก!”
“นี่...นี่...” ช่างตีเหล็กหลิวส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางฟู่ถิงเย่“ท่านแม่ทัพ การตีดาบยาวขาดอีกเพียงขั้นตอนสุดท้าย...”
ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“ไม่ต้องรีบร้อน ให้แม่นางหวาได้ไปพักผ่อนก่อน การปรับปรุงอาวุธนั้นใช้เวลานาน ไม่ต้องรีบร้อนทำให้ได้ในตอนนี้”
พูดจบ เขาก็พาหวาชิงเสวี่ยไปยังกระโจมโดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร
เหลียงเหวินเฉิงกับช่างฝีมือคนอื่นๆก็รีบตามไป
คนที่เหลือมองหน้ากันอยู่นานไม่รู้ว่าผู้ใดพึมพำเสียงเบาขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ท่านแม่ทัพกับแม่นางหวานี่...ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์จะไม่ธรรมดาเลยนะ...”
...
ใต้เท้าสวี หัวหน้าเสมียนเดินเข้ามาในห้องพักอย่างรีบร้อนเพิ่งก้าวเข้ามาข้างในก็พูดขึ้นอย่างร้อนรนว่า “แย่แล้ว! แย่ใหญ่แล้ว!”
รองหัวหน้าเว่ยวางถ้วยชาลงอย่างใจเย็นแล้วถามว่า“ท่านแม่ทัพพาสตรีนางนั้นมาแล้ว?”
“มาแล้ว! หลายคนไปดูมาแล้ว!”ใต้เท้าสวีเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “สตรีนางนั้นคือลูกค้าสตรีที่ช่างตีเหล็กหลิวพูดถึง!ตอนนี้ข่าวแพร่กระจายไปทั่วกรมสรรพาวุธแล้ว!”
“อะไรนะ?!”เว่ยฮั่นตกใจจนเคราสีดอกเลาของเขาสั่นไหว “มิได้พูดว่าลูกค้าสตรีนางนั้นแซ่ฮวาหรือ?”
“โธ่! เข้าใจผิด เข้าใจผิดกันไปหมดแล้วนางแซ่หวา ไม่ใช่แซ่ฮวา! ช่างตีเหล็กหลิวแทบจะก้มลงกราบไหว้นางเป็นอาจารย์! ตอนนี้หัวหน้าช่างประจำของแต่ละค่ายต่างก็อยากแย่งตัวนางไปช่วยงาน!”
เว่ยฮั่นตกใจอย่างยิ่ง“...แย่งตัวหรือ?”
“ใช่แล้ว!” หัวหน้าเสมียนพยักหน้าอย่างแรง“สตรีนางนั้นไม่รู้ว่าเป็นเทพเซียนมาจากที่ใด ดูแล้วอายุแค่สิบเจ็ดสิบแปดปี แต่กลับเชี่ยวชาญอาวุธทุกประเภท!อาวุธแบบใดก็ตามที่นำไปให้นางดู พอเห็นแล้วก็บอกว่า...บอกว่า...”
รองหัวหน้าเว่ยถาม“บอกว่าอะไร?”
หัวหน้าเสมียนตอบด้วยสีหน้าเศร้าหมอง“บอกว่าปรับปรุงได้...”
เว่ยฮั่นมีสีหน้าเคร่งเครียดลูบถ้วยชาในมือพลางครุ่นคิดอย่างหนัก...
หัวหน้าเสมียนพูดด้วยความกังวล“จะทำอย่างไรดี ใต้เท้าเว่ย? ก่อนหน้านี้พวกเราทำแบบนั้น...หากข่าวแพร่ออกไปคงไม่ดีแน่”
นางอุตส่าห์มาปรับปรุงอาวุธให้กับทหารแคว้นต้าฉีแต่กลับถูกคนของกรมสรรพาวุธขัดขวางไม่ให้เข้ามา...หากทหารเหล่านั้นกับพวกชาวบ้านรู้เข้าคงจะโดนด่าจนจมน้ำลายตายแน่!
รองหัวหน้าเว่ยเดินไปเดินมาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“ข้าขอคิดดูก่อน...”
...
ภายในกระโจม ผู้คนทยอยกันออกไปจนหมด
เหลียงเหวินเฉิงออกไปแล้วปิดม่านหนังสัตว์ลงภายในกระโจมเหลือเพียงฟู่ถิงเย่กับหวาชิงเสวี่ย
หวาชิงเสวี่ยนั่งอยู่บนเตียงหลัวฮั่นรู้สึกว่าฟูกนุ่มและหนา เตาไฟมีไออุ่นบางเบาลอยขึ้นมา กลิ่นถ่านไม่ฉุนเลย คงเป็นถ่านอย่างดีคืนนี้น่าจะนอนหลับสบายแน่ๆ ...
ไม่ไกลจากเตียงมีฉากกั้นแปดพับขนาดใหญ่กั้นพื้นที่ภายในกระโจมออกเป็นสองส่วน ทำให้พื้นที่พักผ่อนมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
ของตกแต่งอื่นๆ ภายในกระโจมก็ประณีตมากไม่เพียงแต่มีโต๊ะเขียนหนังสือ ยังมีโต๊ะของใช้สำหรับอาบน้ำและแต่งตัว เห็นได้ชัดว่าเตรียมไว้เพื่อนางโดยเฉพาะ
หวาชิงเสวี่ยเหลือบมองฟู่ถิงเย่ด้วยความเขินอายคิดไม่ถึงจริงๆ ชายเคราเฟิ้มผู้นี้ที่มักจะชอบทำอะไรตรงไปตรงมา แต่ในบางครั้งก็...ดูเป็นชายอบอุ่นเหมือนกันนะ...
“ที่นี่มีแต่บุรุษ หากไม่มีเรื่องอะไรเจ้าก็อยู่แต่ในกระโจม อย่าเดินไปไหนมาไหนตามอำเภอใจ” ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หวาชิงเสวี่ย “...”
เอาอีกแล้ว นิสัยเผด็จการของชายที่ชอบใช้อำนาจเหนือผู้อื่นกลับมาอีกแล้ว
ความรู้สึกซาบซึ้งใจแบบนี้รักษาไว้ได้ไม่ถึงวินาทีเลย...
ฟู่ถิงเย่เห็นว่านางดูเหมือนไม่ใส่ใจจึงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา ข้าจะหาสาวใช้มาปรนนิบัติเจ้า เรื่องการกินอยู่หลับนอนในแต่ละวันห้ามติดต่อกับบุรุษเด็ดขาด! จำได้หรือไม่!”
หวาชิงเสวี่ยตอบกลับอย่างลังเล“ข้ามาปรับปรุงอาวุธ จะไม่ติดต่อกับบุรุษได้อย่างไรเจ้าคะ ช่างฝีมือที่นี่ล้วนเป็นบุรุษนะ...”
“ข้าจะอยู่กับเจ้าเองตอนที่ข้าไม่อยู่ ก็ให้สาวใช้อยู่ด้วย” ดูเหมือนว่าฟู่ถิงเย่จะกังวลเรื่องนี้มาก จึงย้ำอีกครั้ง“ห้ามอยู่กับบุรุษตามลำพังเด็ดขาด”
“ข้าไม่ได้โง่เจ้าค่ะ...”หวาชิงเสวี่ยพึมพำเสียงค่อย “แน่นอนว่าต้องอยู่กันหลายคน”
ฟู่ถิงเย่ทำหน้าบึ้งตึงไม่พูดอะไรอยู่นาน แล้วถามนางว่า “นำของมาด้วยหรือไม่?”
คราวนี้หวาชิงเสวี่ยคิดทันแล้วนางหันไปเปิดหีบ ค้นหาของข้างในอยู่ครู่หนึ่ง หยิบกริชที่ฝังอัญมณีหลากสีออกมา ยื่นให้ฟู่ถิงเย่ดู
“มันใหญ่เกินไป ข้าพกติดตัวไม่สะดวกจึงเก็บไว้ในหีบ” เมื่อหวาชิงเสวี่ยวางกริชลงบนมือของเขา นางก็กำชับด้วยความเป็นห่วง“ท่านระวังด้วย อย่าทำอัญมณีหลุดเชียว...”
ฟู่ถิงเย่ได้ยินเช่นนั้นก็ถามว่า“เจ้าชอบอัญมณีหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยนิ่งเงียบครู่หนึ่ง“ก็ชอบนะเจ้าคะ...”
ของแบบนี้ คงไม่มีผู้ใดเกลียดกระมัง...
“ไว้กลับไปแล้วข้าจะเอาให้เจ้าอีก”ฟู่ถิงเย่ส่งกริชคืนให้นาง
“กริชเล่มนี้มีชื่อหรือไม่เจ้าคะ?”หวาชิงเสวี่ยถาม
“มี” ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว“ชื่อไม่ค่อยดีนัก เรียกว่า ต้วนฉาง [1] ”
หวาชิงเสวี่ย “...”รู้อย่างนี้ไม่ถามจะดีเสียกว่า
“เปลี่ยนชื่อใหม่ได้”ฟู่ถิงเย่คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ชื่อ ไป่ฮวา [2] เป็นอย่างไร?อัญมณีเหล่านี้ฝังอยู่ด้านบนมากมายราวกับดอกไม้กำลังบานก็ไม่ปาน”
หวาชิงเสวี่ย “เช่นนี้ก็ได้เจ้าค่ะ...”ช่างเป็นคำเปรียบเปรยที่แปลกประหลาดเสียจริง...
มีคนเดินเข้ามาจากนอกกระโจมแจ้งฟู่ถิงเย่จากด้านนอกฉากกั้น “ท่านแม่ทัพ รองหัวหน้าเว่ยจากกรมสรรพาวุธมาขอพบแม่นางหวาขอรับ!”
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วมุ่นตาแก่ผู้นี้ มาทำอะไรอีก...
หวาชิงเสวี่ยมีสีหน้างุนงงมองไปยังฟู่ถิงเย่แล้วถามว่า “รองหัวหน้าเว่ยคือผู้ใดเจ้าคะ?...เหตุใดเขาถึงอยากพบข้า?”
————————————————————————————————————
[1]ต้วนฉาง (断肠)แปลว่า ขาดใจ
[2]ไป่ฮวา (百花)แปลว่า ร้อยบุปผา