ปรานต์กล่าวอย่างมั่นใจในเสน่ห์และชั้นเชิงอันแพรวพราวของตนไว้ทิ้งท้ายก่อนเดินจากมาท่ามกลางเสียถอนหายใจด้วยความหนักใจของผู้เป็พี่ชาย
ชายหนุ่มผู้น้องเดินเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของตน และก็เข้าไปเห็นร่างงามสมส่วนของเด็กสาวที่เขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะเชยชมให้ได้นั้นกำลังยืนเด๋อด๋าอยู่กลางห้อง สองมือยังหอบข้าวของต่างๆเอาไว้ หันรีหันขวางไม่มีที่วาง
“นี่เธอ จะยืนหอบไว้อย่างนั้นอีกนานไหม”
“แล้วหนูต้องเอาไปวางไว้ที่ไหนคะ”
เด็กสาวสะดุ้งกับเสียงดุๆของเขา ก่อนหันมาถามอย่างงงๆ
“ก็นั้นไง โต๊ะทำงานของเธอ”
ชายหนุ่มชี้นิ้วบอกอย่างไม่สบอารมณ์ในท่าทางอ๋อๆ เหวอๆ ของเด็กสาว
“อ๋อ ค่ะ”
อัมภาวรรณพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะรีบนำแฟ้มเอกสารและของส่วนตัวบางอย่างของตนเข้าไปวางลงบนโต๊ะ ความจริงก่อนหน้านี้เธอก็ได้เข้ามาเห็นมุมทำงานของตนแล้ว แต่เมื่อได้ย้ายเข้ามาจริงๆมันก็อดรู้สึกตื่นเต้นในความหรูหราของห้องไม่ได้ ไหนจะสายตาที่มีรังสีประหลาดที่ทำเอาเธอขาสั่นทุกครั้งที่เห็นนั้นอีก เธอไม่ชอบทำงานอยู่ในห้องเดียวกันกับเ้านายเลย อยากทำอยู่หน้าห้องอย่างเดิมมากกว่า
“เธอชื่ออะไรน่ะ”
ชายหนุ่มเดินเข้าไปถามพร้อมกับจ้องมองเด็กสาวที่กำลังสาละวนอยู่กับการจัดโต๊ะทำงานของตน
“ชื่ออัมภาวรรณไงคะ”
เด็กสาวตอบงงๆ เพราะเธอพึ่งบอกชื่อเขาไปเมื่อวานนี้เอง
“ฉันหมายถึงชื่อเล่น”
“ไม่มีค่ะ พ่อแม่ก็เรียกหนูๆมาตลอด”
อัมภาวรรณเป็เด็กที่มาจากต่างจังหวัดในภาคอีสานพ่อแม่และผู้คนส่วนใหญ่ที่นั้นมักจะเรียกเธอว่า”นาง”มากกว่า ซึ่งมันจะมีความหมายคล้ายๆกับคำแทนตัวเองว่า”หนู”ของคนแถบภาคกลางนี่เอง แต่เมื่อมาอยู่กรุงเทพ เด็กสาวจึงต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้ดูแปลกแยกจนเกินไป
ปรานต์ทำหน้าเซ็ง เมื่อดูท่าทีของเด็กสาวไม่ค่อยจะอยากคุยกับเขาเท่าไหร่ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกเสียหน้าไม่น้อย คนอย่างเขามีแต่ผู้หญิงวิ่งเข้าหา มีแต่ระดับนางแบบ เน็ตไอดอลชื่อดังและลูกผู้มีอันจะกินทั้งนั้น แล้วยัยนี่เป็ใคร ก็แค่นักศึกษาฝึกงานที่มาจากต่างจังหวัด
แต่ก็นั้นแหละ ท่าทางหยิ่งๆอย่างนี้แหละ ท้าทายเขานัก แล้วคนอย่างเขา ใครท้าได้ซะที่ไหน
“งั้นก็ทำงานเถอะ”
เพลย์บอยหนุ่มกล่าวเซ็งๆแล้วก็เดินไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วลงมือทำงานไปด้วยความรู้สึกแสนเบื่อหน่าย
เบื่อหน่ายกับการทำงาน แต่สมองกลับขะมักเขม้นอยู่กับการคิดวางแผนที่จะเคลมยัยเนื้อสมั่นน้อยให้ได้ แต่ก็ยังคิดแผนไม่ออก
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของปรานต์ สุดท้ายเขาก็ทนนั่งทำงานต่อไปไม่ได้ จึงลุกขึ้นเดินไปที่ห้องทำงานของพี่ชายซึ่งก็อยู่ติดกันนี้
“งานเป็ไงบ้าง มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
ปริญญ์ถามน้องชาย
“งานไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ แต่ผมเบื่อ”
“งานมันก็เป็อย่างนี้แหละ จะให้สนุกเหมือนไปเที่ยวได้ยังไงล่ะ”
“หรือว่าผมจะไม่เหมาะกับงานแบบนี้”
“อย่าคิดอย่างนั้นสิ ไม่ทำงานนี้และจะไปทำอะไรที่ไหนนี่เป็กิจการที่คุณพ่อกับคุณแม่สร้างขึ้นมา เราซึ่งเป็ลูกก็ต้องช่วยกันรักษาสืบทอดกันต่อไป”
“ก็ยกให้พี่หนึ่งกับยัยสามดูแลรับผิดชอบไปสิครับ”
“พูดเหมือนไม่อยากจะทำงานที่นี่แล้วจริงๆ”
“ผมคงไม่เหมาะกับงานที่ต้องนั่งอยู่แต่ในออฟฟิตนานๆ”
“งั้นออกไปพบลูกค้าข้างนอกแทนพี่ไหมล่ะ”
พอได้ยินว่าต้องออกไปข้างนอก ปรานต์ก็ตาวาวขึ้นมาทันที
“ตกลงครับ”
“แล้วรู้หรือเปล่าว่าต้องไปทำอะไรบ้าง”
“ไม่รู้ครับ”
คนเป็น้องส่ายหน้า แต่คนเป็พี่ถึงกับส่ายหัว นึกไม่ออกจริงๆว่าอนาคตน้องชายของตนจะเป็ยังไงต่อไป
“งั้นเดี๋ยวพี่จะอธิบายรายละเอียดให้ฟัง แล้วก็จะให้อัมภาวรรณไปเป็เพื่อนด้วย รายนั้นพี่เคยพาออกไปข้างนอกบ่อย พอจะรู้งานอยู่บ้าง”
พอรู้ว่าจะได้ออกไปข้างนอกกับสาวน้อยผู้เป็เป้าหมายในการเข้ามาทำงานในครั้งนี้ ก็ทำให้ปรานต์ยิ้มออกมาได้ แต่แววตานั้นเ้าเล่ห์แพรวพราวทีเดียว
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
หลังจากใช้เวลาในการพูดคุยเื่งานกับลูกค้าอยู่ประมาณชั่วโมงเศษๆจนจบธุระแล้ว ปรานต์ก็พาอัมภาวรรณขึ้นรถแล้วขับออกมาจากสถานที่นัดหมายซึ่งเป็ร้านอาหารในโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ระหว่างทางเขาแอบชำเลืองมองยัยเด็กฝึกงานด้วยความรู้สึกขัดใจ ขัดใจที่เ้าหล่อนเอาแต่นิ่งเฉยวางท่าทางราวกับเป็ผู้ใหญ่เสียเต็มประดา ซึ่งปัญหามันก็คือว่า ทำให้เขาหาวิธีเข้าหาไม่ถูกนั้นเอง บอกตรงๆว่าเขาไม่เคยเจอผู้หญิงแบบนี้มาก่อนเลย ส่วนใหญ่แล้วถ้ามีโอกาสอยู่ใกล้เขาแล้วก็มักพยายามชวนพูดชวนคุย ทำตัวสนิทสนมต่างๆนานา เรียกว่าเป็ฝ่ายพยายามเข้าหาเขานั้นเอง
แต่ก็นั้นแหละ ถ้าเป็เื่ผู้หญิงแล้ว ปรานต์คิดว่ายิ่งยาก ยิ่งท้าทาย