รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมแสงอาทิตย์สาดส่องทั่วผืนดินลึกลงไปในชั้นใต้ดิน มีสุสานร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ประตูทางเข้าออกเดียวของสุสานถูกทำลายบันไดทางลงกลายเป็ซากปรักหักพัง แสงอาทิตย์สาดส่องลงไปด้านในเผยให้เห็นโลงศพจำนวนมากกว่าหนึ่งพันวางเรียงรายทว่าทุกโลงกลับสภาพเละเทะไม่มีชิ้นดีแต่ละโลงราวกับถูกคนหรือสิ่งมีชีวิตอื่นทุบทำลาย โครงกระดูกล้วนมีร่องรอยกัดแทะยากจะหาศพใดในสภาพดีเจอ
มีโลงศพหนึ่งสภาพเช่นเดียวกับโลงอื่นๆ ทว่าจำนวนโครงกระดูกคล้ายจะมีครบชิ้นส่วนมากที่สุด โดยปราศจากซึ่งสิ่งมีชีวิตใดชิ้นส่วนโครงกระดูกค่อย ๆ ขยับเขยื้อน รวมตัวเข้าหากันร้อยเรียงจนกลายเป็รูปร่างมนุษย์ผู้หนึ่ง
หลังจากนั้นกระดูกเ่าั้ค่อยๆ เชื่อมต่อกัน ปรากฏกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นเื อย่างช้า ๆร่างกายนั้นก็เริ่มคล้ายมนุษย์เพศชายปกติคนหนึ่ง
ในตอนนั้นเองร่างนั้นก็ขยับ เบ้าตากลวงโบ๋ปรากฏแสงสว่างริบหรี่เมื่อเพ่งมองเข้าไปจะพบว่าดวงตากำลังค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นมา ประกอบกับเส้นเอ็นที่ขยับไหวและโครงกระดูกแตกร้าวที่กำลังเชื่อมประสานกันภาพเหล่านี้สามารถทำให้มนุษย์ทั่วไปรู้สึกเสียขวัญจนสิ้นสติได้ทันที
ร่างมนุษย์ซึ่งกำลังฟื้นคืนสภาพนั้นยันตัวลุกขึ้นนั่ง ‘เขา’ ยกมือขึ้นมากุมขมับ คล้ายกับคนที่เพิ่งตื่นจากอาการเมาค้างภาพรอบด้านพร่ามัว มองไม่ชัดเจน เหมือนโลกกำลังหมุนทว่าไม่นานนักอาการเ่าั้ก็หายไป
เขากวาดสายตามองไปรอบด้านความมืดมิดภายในถูกแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาช่วยทำให้สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมได้อย่างชัดเจน
ด้วยความที่สมองคล้ายยังไม่ตื่นดีนัก เมื่อเห็นว่าสถานที่นี้เป็สุสานแวบแรกเขามองนิ่งโดยปราศจากความนึกคิด ทว่าหลังจากตั้งสติได้ ทั้งร่างพลันสะดุ้ง เขากวาดสายตามองซ้ำอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจก่อนจะก้มลงมองตัวเอง พลันเห็นเนื้อหนังที่ค่อย ๆ ประสานเข้าหากันบางจุดยังเห็นกระดูกขาวโพลนรวมถึงเส้นเอ็นได้ชัดเจน
“อ๊าก!” น้ำเสียงแหบพร่าร้องลั่น ชายหนุ่มผงะถอยหลังร่างกระแทกเข้ากับผนังโลงศพด้านใน ความรู้สึกหวาดกลัวส่งผลให้ทั้งร่างสั่นสะท้าน
เป็นานกว่าชายหนุ่มจะตั้งสติได้ เขาพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองแต่ว่าหัวสมองกลับว่างเปล่า ไม่ว่าจะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกกระทั่งพยายามนึกว่าตัวเองเป็ใครก็ไม่อาจจดจำได้
ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ค่อนข้างสับสนเขาเหมือนจะจำได้ว่าตัวเองเป็ใคร แต่กลับนึกชื่อไม่ออกเมื่อทบทวนเื่ราวในชีวิตที่ผ่านมาก็พอจะนึกออกได้ว่าเคยเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาล ประถม มัธยมกระทั่งมหาวิทยาลัยก็ยังพอจำได้ แต่เรียนเกี่ยวกับอะไรนั้นเขากลับนึกไม่ออกหรือกระทั่งสถานที่ทำงานเขาก็พอจำได้เลือนราง ทว่ากลับไม่รู้ว่าระหว่างเวลางานนั้นเขาทำอะไรลงไปบ้าง
จากความทรงจำที่เหลืออยู่นี้ทำให้เขาพอคาดเดาได้ว่าตนเองน่าจะมีอายุไม่มากนัก อาจอยู่ระหว่าง่ยี่สิบสองถึงยี่สิบห้าปีไม่น่าเกินไปกว่านั้น
ในตอนที่ชายหนุ่มนึกทบทวนความทรงจำอยู่นั้นิับนร่างพลันประสานกันสนิท ร่างกายเปลือยเปล่าทว่าสมบูรณ์พร้อมไม่มีส่วนไหนพิการ ทำให้เขาพอจะปลอบใจตัวเองได้บ้าง
ชายหนุ่มมองสำรวจร่างกายตัวเองซ้ำอย่างไม่ค่อยไว้วางใจเกิดความรู้สึกไม่คุ้นเคย ราวกับว่าร่างนี้เด็กกว่าร่างกายเดิมของเขามากและเขาค่อนข้างมั่นใจว่านี่ไม่น่าจะใช่ร่างกายของเขาเอง
เมื่อลองแตะััทั่วร่างพลันพบว่าตัวเองไม่สามารถรับรู้ถึงการััได้ จมูกไม่รับรู้กลิ่นหูไม่ได้ยินเสียง ส่วนรสชาติ...เขาเชื่อว่าน่าจะไม่รับรู้เช่นกัน
อย่างน้อยเขาก็ยังไม่อยากทดลองหยิบเศษอะไรแถวนี้มาลองชิมดู
เพราะไม่รู้สึกอะไรนี่เองทำให้กว่าเขาจะยืนขึ้นได้ก็ใช้เวลานานพอสมควรแต่หลังจากลุกขึ้นยืนและก้าวเท้าเหมือนเด็กหัดเดินได้สักพักเขาก็เริ่มได้กลิ่นเหม็นเน่าอบอวลเข้าจมูก ประสาทััค่อย ๆ ฟื้นคืน
ชายหนุ่มยกมือปิดจมูกอย่างทนไม่ไหวเกือบจะเป็ลมไปเพราะกลิ่นซากศพเน่าเหม็น เขามองเศษกระดูกในโลงศพข้าง ๆที่หลงเหลือเศษเนื้อเน่าและแมลงตอมเต็มไปหมด
“แหวะ!” ความรู้สึกคลื่นเหียนพุ่งขึ้นมาในลำคอ เขาก้มตัวลงอาเจียนแต่กลับไม่มีอะไรออกมา นอกจากความรู้สึกแสบคอและดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา
สักพักกว่าเขาจะปรับตัวได้ความรู้สึกไม่สบายตัวนี้ทำเอาเขารู้สึกแย่ไปหมด อากาศข้างในนี้ค่อนข้างเย็นทำให้รู้สึกหนาวสั่นตอนนี้ในหัวเขามีแต่ความรู้สึกอยากได้เสื้อผ้าใส่และหาทางออกไปจากที่แห่งนี้
แม้ว่าเขาจะไม่รู้อะไรเลยแต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าสถานที่ผีสิงแห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่เขาควรจะอยู่เท่าไรนัก
ไม่ว่าตัวเขานั้นจะยังคงเป็‘มนุษย์’ อยู่หรือไม่ก็ตาม
คิดถึงภาพตัวเองก่อนหน้านี้ที่เนื้อหนังประสานกันแล้วเขาก็เกือบจะหันตัวไปอาเจียนอีกครั้ง
ตอนนี้เองเสียงหนึ่งพลันกระซิบเข้าข้างหู ทำเอาเขาสะดุ้งตัวโยนอีกครั้งทั้งร่างผงะถอยไปชิดกำแพง ััได้ถึงความเย็นของผนัง ทั้งร่างหนาวสั่นะเื
“สวัสดีเ้านาย” เสียงนั้นราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์
“นั่นใคร!” เขาถามออกไปเมื่อไม่เห็นเ้าของเสียงอยู่รอบ ๆ
“ข้าคือผู้ช่วยของท่าน” เสียงนั้นกล่าวต่อ ราวกับกระซิบอยู่ข้างหูทั้งสองข้างทว่าเมื่อตั้งใจนึกคิดให้ดี เขาก็พบว่าเสียงนั้นดังอยู่ในหัวของเขาราวกับเป็เสียงของความคิดตัวเอง
“ข้า?ผู้ช่วย?” ชายหนุ่มทวนสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอีกครั้งอย่างสับสนความรู้สึกระแวงยังคงไม่หายไปและราวกับเสียงนั้นจะไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของเขาเท่าไรนักมันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ต่อ
“เนื่องจากผู้คนที่นี่ใช้คำแทนตัวว่าข้าเพื่อให้เ้านายสามารถปรับตัวได้อย่างเต็มที่ คำแทนตัวว่าข้าจึงถือว่าเหมาะสมที่สุด”
“ผู้คนที่นี่?” ชายหนุ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทำไมอีกฝ่ายถึงพูดเหมือนกับว่าเขาไม่ใช่คนที่นี่อย่างนั้นล่ะ ถึงเขาจะค่อนข้างแน่ใจว่านี่ไม่ใช่ร่างกายเดิมของตัวเองแต่เมื่อเขานึกถึงสภาพตัวเองตอนที่เพิ่งตื่นขึ้นมา ขนก็พลันลุกชันพร้อมกับข้อสันนิษฐานที่ไม่อยากจะเชื่อ
“ฉันไม่ใช่คนที่นี่?ไม่ใช่คน...”
“เ้านายเป็มนุษย์ได้โปรดอย่าคิดอะไรไร้สาระ และกรุณาแทนตัวเองว่าข้า”เสียงปริศนานั้นขัดจังหวะการพึมพำของเขา
ชายหนุ่มผงะเขาใ “แกอ่านความคิดฉันได้?”
“กรุณาใช้คำสุภาพหากท่านไม่เรียกข้าว่าผู้ช่วย รบกวนเรียกว่าระบบแทน”
“ระบบเอไอ หุ่นยนต์?” อยู่ดี ๆคำเหล่านี้ก็ปรากฏขึ้นมาทำให้เขาหลุดถามออกไป
“ท่านจะเข้าใจเช่นนั้นก็ได้”
“ให้ตายสิให้ตาย นี่มันเื่บ้าอะไรวะ” เขาสบถอย่างอดไม่อยู่นอกจากความทรงจำที่สับสนแล้ว เขาก็ยังพอนึกถึงเื่ ‘ระบบ’ อะไรพวกนั้นได้เลือนราง ในใจอยู่ ๆ ก็ผุดความคิดขึ้นว่านี่อาจเป็ความฝันหรือไม่เขาก็กำลังหลอนเพราะอ่านนิยายมากเกินไปแม้เขาจะจำเนื้อหาอะไรในนิยายเ่าั้ไม่ได้เลยก็ตามแต่ก็พอจะนึกได้ว่าตนเองต้องเคยอ่านนิยายแนวนั้นมาบ้าง
“กรุณาอย่าสบถเพื่อรักษาภาพลักษณ์อันดีของเ้านายไว้” ระบบเตือนอีกครั้งทว่าชายหนุ่มกลับไม่คิดสนใจ เขาพยายามหลอกตัวเองว่านี่เป็ความฝันซ้ำไปมาและระบบก็ไม่ได้สนใจเขา มันกล่าวต่อ
“เนื่องจากนี่เป็การพบกันครั้งแรกและข้าได้แนะนำตัวเองไปแล้ว ดังนั้น เ้านายกรุณาแนะนำตัวเองด้วย”
“แนะนำตัวเอง?” มันมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ เ้าระบบบ้านี่สมควรรู้จักเขาอยู่แล้วสิ!
“ใช่แล้วเป็มารยาทที่ดี”
มุมปากชายหนุ่มกระตุกอยู่ดี ๆ เขาก็รู้สึกอยากจะทุบหัวเ้าระบบนี่ขึ้นมาน่าเสียดายที่เขาพอจะเข้าใจว่าเ้าระบบอะไรนั่นไม่มีร่างกายเป็ของตัวเอง