บทที่ 29 การปรุงอาหาร
เหตุการณ์เล็กๆ นี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของหนิงลั่วเลยแม้แต่น้อย แค่คิดว่าตนเพียงบังเอิญเจอคนสติไม่ดีมาขวางทางเท่านั้น โชคดีที่คุณหนูเช่นนางมีไหวพริบดี คราวหน้าหากต้องออกไปข้างนอก เกรงว่าคงต้องเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัวให้พร้อมเสียแล้ว
เฮ้อ...คนงามก็ลำบากเช่นนี้ล่ะนะ
หนิงลั่วไม่คิดเลยว่า รูปร่างและหน้าตาอย่างนางยังมีคนกล้าจะลวนลาม เช่นนั้นแล้ว หากเป็คุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ที่มีรูปโฉมงดงามล่มเมืองเล่า คงก้าวออกจากประตูบ้านไม่ได้เลยกระมัง
ดูท่าว่าการออกจากบ้านนั้นมีความเสี่ยงไม่น้อย คราวหน้าต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม!
เหตุการณ์ที่หนิงลั่วเจอโจรข้างทาง ไม่มีผู้ใดรู้ ทว่าเื่ที่นางไปซื้อเนื้อที่ร้านขายเนื้อในวันนี้กลับแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านตระกูลหนิงภายในเวลาเพียงไม่นาน
“หึ! นางเด็กจอมถลุงเงิน เพิ่งจะวันแรกแท้ๆ กลับเอาเงินไปซื้อเนื้อหมดแล้ว ต่อไปคงได้กินลมตะวันตกเฉียงเหนือ[1]กันแล้วล่ะสิ!” หญิงชรามองสะใภ้ใหญ่ที่ยืนทำอาหารเช้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก ก่อนจะพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
“อึก!” นั่นเป็เสียงกลืนน้ำลายของเฉินซื่อ นางรีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำลายออกจากริมฝีปาก แล้วยิ้มประจบเอ่ยโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ของตน “ท่านแม่ เมื่อไหร่พวกเราจะได้กินเนื้ออีกครั้งเ้าคะ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย อาหารที่หนิงลั่วทำอร่อยจริงๆ นะ!” ทันทีที่เฉินซื่อคิดถึงรสชาติเนื้อที่หนิงลั่วปรุง น้ำลายก็ไหลออกมาเป็ทาง อยากจะวิ่งไปที่บ้านหลังเล็กที่อยู่ตรงข้ามเพื่อขอแบ่งกินเสียเดี๋ยวนั้น
“กินๆ เอาแต่กิน! จะกินให้ตายเลยหรืออย่างไร! ดูเ้าสิ อ้วนจะเป็หมูอยู่แล้ว อะไรในบ้านก็ลงท้องเ้าไปหมด! ยังมาทำตัวอืดอาดอะไรอีก รีบทำอาหารเร็วเข้า จะปล่อยให้ข้าอดตายหรือไร!”
เฉินซื่อรู้อยู่แล้วว่าในปากของแม่เฒ่าคนนี้ไม่มีคำพูดดีๆ สักคำ จึงทำได้เพียงกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “ข้าก็กำลังทำอยู่นี่อย่างไรเล่า! ท่านแม่นั่งอยู่เฉยๆ ย่อมไม่รู้สึกปวดเมื่อย แต่ข้า...าแที่เอวยังเจ็บไม่หาย ท่านไม่คิดจะเห็นอกเห็นใจข้าสักหน่อยเลยหรือ”
“เช้านี้ข้ากวาดลานบ้านทั้ง่เช้า เสื้อผ้าของคนทั้งบ้านก็ยังไม่ได้ซักเลย” ย่าหนิงกล่าวขัด “นี่ข้ายังยุ่งไม่พออีกหรือ!”
“แล้วฮวนเอ๋อร์เล่า นางยังนั่งปักผ้าอยู่ในห้องหรือ พวกเราทุกคนทำงานกันจนแทบไม่ได้หยุดพัก แต่นางกลับได้นั่งสบายๆ อยู่ในห้อง” ย่าหนิงถามเฉินซื่อ
เมื่อไม่มีหนิงเวยกับหนิงลั่วที่ขยันขันแข็งช่วยซักผ้าและทำอาหาร ย่าหนิงก็รู้สึกว่าทุกอย่างไม่เป็ที่เป็ทางไปหมด แต่ก่อนยังรู้สึกว่าหนิงฮวนเป็เด็กดี แต่ตอนนี้เห็นว่าแต่ละวันนางไม่ทำอะไรเลย จึงเริ่มไม่พอใจขึ้นมา
“ท่านแม่ เมื่อวานฮวนเอ๋อร์ใจนเสียขวัญ เช้านี้ยังไออยู่เลย ข้าจะต้องไปจัดยามาให้นาง อย่าทำให้นางป่วยหนักไปกว่านี้เลย” เฉินซื่อกล่าว
แม้บุตรสาวคนนี้จะไม่ค่อยฟัง ซ้ำยังอกตัญญูต่อมารดา นิสัยไม่ดีเลยสักนิด แต่เมื่อเห็นบุตรสาวไม่สบาย เฉินซื่อก็ยังอดเป็ห่วงไม่ได้
“หึ! บุตรสาวบ้านยากจนแต่กลับเติบโตมากลายเป็คุณหนูผู้อ่อนแอ ข้าว่าหากเป็เช่นนี้ต่อไป คงต้องรีบหาคู่ครองให้นางเสียแล้ว รีบแต่งออกไปจะดีกว่า วันๆ อยู่แต่ในบ้านไม่ทำอะไรเลย อย่างนี้ไม่ใช่เลี้ยงเสียข้าวสุกหรอกหรือ” ย่าหนิงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“ท่านแม่ ท่านก็พูดเกินไป! ฮวนเอ๋อร์ของพวกเราเป็ใครกัน นางคือดอกไม้งามแห่งหมู่บ้านตระกูลหนิง แม้แต่ในชิงซานก็นับเป็โฉมสะคราญคนหนึ่ง จะให้แต่งออกไปโดยไม่เลือกได้อย่างไร”
ครั้นเห็นสีหน้าย่าหนิงเต็มไปด้วยความดูแคลน เฉินซื่อจึงกล่าวต่อไปว่า “หมอดูบอกไว้ว่าบุตรสาวของข้ามีวาสนาได้เป็ภรรยาขุนนาง หากไม่ได้พบคู่ครองที่เหมาะสม พวกเราย่อมไม่ยกนางให้ใครง่ายๆ”
“เอาเถอะ! ข้ายอมรับว่าเ้าช่างวาจาคมคายยิ่งนัก เช่นนั้น งานที่เหลือเ้าก็ทำให้หมดแล้วกัน ข้าล่ะเหนื่อยเหลือเกิน ขอกลับไปพักก่อน” ย่าหนิงโยนงานทั้งหมดให้ลูกสะใภ้
เฉินซื่อรีบวิ่งตามไป “ท่านแม่ ทำเช่นนี้ไม่ได้! ข้าคนเดียวทำทั้งหมดไม่ไหว!”
“ท่านแม่จะบีบให้ข้าตายเลยหรือ!” เฉินซื่อร้องโวยวาย “์! เวรกรรมอะไรของข้า เหตุใดชีวิตข้าถึงได้ขมขื่นเช่นนี้...”
หนิงลั่วเดินผ่านบ้านเก่าพอดี ได้ยินเสียงป้าสะใภ้ใหญ่กับย่าหนิงกำลังคุยเื่หนิงฮวน หลังได้ฟังประโยคนั้นของเฉินซื่อ หนิงลั่วถึงกับกัดฟันแน่น รู้สึกปั่นป่วนไปทั้งใจ
คนอย่างหนิงฮวนน่ะหรือ จะได้เป็ภรรยาขุนนาง ฝันกลางวันไปเถอะ! พูดถึงความงาม ในตัวเมืองก็มีหญิงงามให้เลือกนับไม่ถ้วน คนที่เป็ขุนนางใหญ่จะลดตัวลงมาแต่งกับหญิงชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็กๆ เช่นนางหรือไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสามารถทางวิชาความรู้ หนิงฮวนไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ซ้ำยังเกียจคร้านราวกับอะไรดี เติบโตมาในชนบท แต่กลับไม่รู้จักทำงานหนักหรือแยกแยะพืชผลได้เลย เว้นเสียแต่ว่าชายผู้นั้นจะถูกอะไรเข้าสิงจนหลงใหลหนิงฮวนเท่านั้น ถึงจะรับนางเป็ภรรยาได้!
หนิงลั่วฟังมาจนถึงตอนท้ายก็สุดจะทน รีบเร่งฝีเท้ากลับไปยังบ้านของตน อย่างไรเสียนี่ก็คือบ้านของนาง มองไปทางใดก็รู้สึกสบายใจไปหมด
หนิงลั่วไม่สนใจสายตาของชาวบ้านอยู่แล้ว ชีวิตเป็ของนาง ปล่อยให้พวกเขาพูดกันไปเถิด หากวันๆ ต้องมัวแต่สนใจคำพูดของผู้อื่น เช่นนั้นก็อย่าได้ใช้ชีวิตต่อไปเลย!
ความจริงแล้วเื่ที่หนิงลั่วทะเลาะกับย่าหนิงเมื่อคราวก่อน ชาวบ้านก็เอาไปพูดกันให้วุ่น บ้างก็ว่านางอกตัญญู บ้างก็ว่านางเป็หญิงปากจัด
แต่แท้จริงแล้ว เื่ราวเป็มาอย่างไรกันแน่ย่อมขึ้นอยู่กับความยุติธรรมในใจของผู้คน ดังนั้นขอเพียงตัวเองรู้สึกสบายใจก็พอแล้ว นางไม่สามารถควบคุมปากของผู้อื่นได้
เมื่อกลับถึงบ้าน ก็พบว่าภายในบ้านยังคงเงียบสงัด...ตอนที่ก้าวเข้าไปในห้อง หนิงลั่วเห็นว่าเสี่ยงเสี่ยงยังคงนอนหลับสนิท ริมฝีปากน้อยๆ เผยอออกเล็กน้อย ใบหน้ายิ้มแย้ม คงกำลังฝันดีอยู่แน่ๆ
เ้าตัวเล็กคงเหนื่อยล้าจากการขึ้นเขาเมื่อวานนี้ บวกกับอากาศภายในห้องที่อบอุ่นเพราะกองไฟ จึงทำให้หลับสนิทเป็พิเศษ
หนิงลั่วยกยิ้มเล็กน้อย ย่องออกไปอย่างเบาเท้า เกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของเขา
เมื่อกลับถึงห้องครัว หนิงลั่วก็วางเนื้อที่ซื้อมาไว้บนโต๊ะ จากนั้นรวบแขนเสื้อขึ้น เตรียมลงมือทำอาหาร
เนื้อหนึ่งจินที่ซื้อมาไม่อาจใช้หมดในมื้อเดียว หนิงลั่วตัดสินใจแบ่งเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งนำมาทำหมูเกาลัดเพื่อเคี่ยวน้ำมันออกมา ส่วนไขมันที่ได้นี้สามารถใช้ปรุงอาหารในภายหลังได้ และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปหมักเก็บไว้ สามารถกินได้เรื่อยๆ ตามความจำเป็
จากนั้นก็มาถึงขั้นตอนสำคัญที่สุด นั่นคือการเคี่ยวกระดูกหมู เมื่อต้มกระดูกหมูเหล่านี้จนได้ที่ ก็จะได้น้ำแกงเข้มข้น ยิ่งต้มเป็เวลานาน รสชาติก็ยิ่งกลมกล่อม และมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น
อย่าดูแคลนกระดูกที่ไม่มีเนื้อติดอยู่เลย หากใช้ค้อนทุบกระดูกให้แตก ข้างในยังมีไขกระดูกอยู่ไม่น้อย ซึ่งเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และสารอาหารสำคัญล้วนอยู่ในไขกระดูกเหล่านี้
หนิงลั่วล้างค้อนให้สะอาด ใช้ผ้าเช็ดให้แห้งสนิท จากนั้นก็เริ่มทุบกระดูกใหญ่ทีละชิ้น เป็อย่างที่คาดไว้ เมื่อกระดูกแตกออก ก็เห็นไขกระดูกขาวข้นไหลออกมา นางกะประมาณคร่าวๆ คิดว่าน่าจะได้ถึงครึ่งชามทีเดียว
“เฮ้อ...หากตอนนี้มีปลาสักตัวก็คงจะดี” หนิงลั่วพึมพำ พลางจินตนาการถึงน้ำแกงร้อนๆ ที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกหมูรวมกับปลา ยิ่งเคี่ยวนานจนเนื้อปลายุ่ยละลายในน้ำแกง กลายเป็สีขาวขุ่น กลิ่นหอมกรุ่นจนทำให้ผู้คนแทบจะกลืนน้ำลายลงคอไม่ทัน
น่าเสียดายที่เวลานี้นางไม่มีเวลาจะออกไปตกปลา ไม่เช่นนั้นจะลองทำดูสักครั้งให้ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันต่อๆ ไปต้องไปที่ร้านขายเนื้ออยู่แล้ว นางจึงวางความคิดนี้ไว้ก่อน
หลังจากทุบกระดูกให้แตกแล้ว หนิงลั่วก็ล้างทำความสะอาด ใส่น้ำลงไปในกระทะแล้วจุดไฟในเตา เติมขิง ต้นหอม และกระเทียมลงไป จากนั้นปล่อยให้น้ำเดือดและเคี่ยวช้าๆ อย่างใจเย็น
ขณะเดียวกัน ในกระทะอีกใบ นางกำลังทอดหมูเพื่อแยกน้ำมันออกมา รอให้ไขมันละลายออกหมด จึงจะนำหมูไปทำหมูเกาลัด
ในระหว่างรอ หนิงลั่วก็หยิบเกาลัดป่าที่เก็บมาจากบนเขาขึ้นมา ค่อยๆ แกะเปลือกหนาออกอย่างประณีต จากนั้นนำน้ำร้อนจากกาต้มน้ำมาเทใส่ชาม แช่เกาลัดทิ้งไว้ให้น้ำร้อนซึมเข้าไปจนเปลือกบางด้านในอ่อนตัว จะได้ลอกง่ายขึ้น
การทำเกาลัดเผาต้องลอกเปลือกออกให้หมด เปลือกของเกาลัดดิบมักจะลอกออกได้ยาก หนิงลั่วจึงใช้วิธีดั้งเดิมคือแช่ในน้ำร้อน เพียงแค่แช่ไว้สักครู่ เปลือกก็จะอ่อนตัวจนลอกออกได้ง่าย ราวกับถอดเสื้อผ้าออกมา
นอกจากนี้ การแช่เกาลัดในน้ำร้อนยังมีข้อดีอีกอย่าง คือทำให้เกาลัดสุกได้เร็วขึ้นอีกด้วย
การเคี่ยวหมูด้วยไฟอ่อนมีข้อดีตรงที่สามารถรีดน้ำมันออกมาได้มาก หากใช้ไฟแรงเกินไป เพียงไม่นานก้นหม้อก็จะไหม้ เนื้อหมูไม่เพียงจะแข็งกระด้างขึ้น แต่ยังรีดน้ำมันออกมาได้ยากอีกด้วย
จากประสบการณ์ของหนิงลั่วที่สั่งสมมาหลายปี นางรู้ดีว่าเนื้อหมูที่ถูกเคี่ยวจนได้น้ำมันออกมา จะมีกลิ่นหอมยิ่งกว่าปกติ
ไม่นาน กลิ่นหอมของเนื้อหมูก็อบอวลไปทั่วทั้งห้อง ได้สูดดมกลิ่นหอมหวนนั้นอีกครั้ง แถมยังอยู่ในบ้านของตนเอง หนิงลั่วจึงรู้สึกดีเป็พิเศษ นางถึงกับอารมณ์ดีจนร้องเพลงออกมา
“ยามดึกยามข้ามสะพาน ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง กลางวันคลาคล่ำด้วยผู้คน กลางคืนเท้าข้ากลับเหยียบแม่น้ำลืมเลือน ข้าเดินเดียวดายผ่านกลางูเา มีเพียงสุนัขป่าที่ร่วมเป็สหาย ใบไม้เปลี่ยนสี น้ำไหลเชี่ยว ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านประตูผี
ชั่วพริบตาเวลาก็ผ่านไปหลายปี ดื่มชาจืด กินข้าวจาง หกภพแปดแดน สี่สมุทร ไร้ผู้ใดกล้าท้าทายข้า โลกมนุษย์แปลกประหลาด เหนือไผ่มีเรือนหนังสือ ซ่อนกายอยู่ที่นี่อย่างสุขสบาย แต่กลับมีผู้มาเยือนด้วยเจตนาไม่ดี
ข้าสร้างเื่โกหก หรือแท้จริงแล้วพวกเขาเองที่มีจิตคิดร้าย...”
“กรี๊ด...” หนิงลั่วที่กำลังร้องเพลงอย่างมีชีวิตชีวาด้วยเสียงสูง จู่ๆ ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อเหลือบไปเห็นเงาคนยืนอยู่ด้านหลัง ไม่ทันตั้งตัวจนเกือบทำให้หัวใจหยุดเต้น ด้ามกระบวยในมือหากไม่ได้จับไว้แน่น คงได้ลอยออกจากมือไปแล้วแน่
“น้องลั่ว ข้าไม่ได้ทำให้เ้าใใช่หรือไม่” หนิงเซวียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม บนใบหน้าแฝงไปด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง แท้จริงแล้วเขาตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงของหนิงลั่ว
เด็กสาวถือกระบวยในมือ พลิกผัดอาหารในกระทะอย่างคล่องแคล่วราวกับร่ายรำ ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้มหวาน อีกทั้งยังร้องเพลงที่ทำนองแปลกหู เนื้อร้องก็ชวนให้ขบคิด
บรรยากาศเช่นนี้ช่างแปลกใหม่และไม่คุ้นชิน
นี่คือน้องลั่วที่เขารู้จักจริงๆ หรือ เพียงไม่กี่วันหนิงลั่วก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้เขาต้องปรับมุมมองใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ มีปัญญา และแข็งแกร่ง
และวันนี้เด็กสาวก็เผยอีกด้านหนึ่งออกมา นางเป็ดั่งนกกระจาบฝนที่ร้องเพลงได้ไพเราะ แถมยังเป็นกกระจาบฝนที่งดงามอีกด้วย หนิงลั่วไม่รู้ตัวเลยว่าขณะที่นางร้องเพลง ร่างทั้งร่างเหมือนเปล่งประกายเรืองรองออกมา ใบหน้าที่ปกติไม่ได้โดดเด่นมากนัก ยามนี้กลับดูเจิดจรัสและมีเสน่ห์อย่างประหลาด
หนิงเซวียนกลับบ้านเพราะเฉินซื่อบอกว่าบ้านรองได้แยกตัวออกจากตระกูลหนิงแล้ว เขาเป็ห่วงจึงรีบมาเยี่ยมดูสถานการณ์ ไม่คิดเลยว่าก่อนจะก้าวเข้าไปในบ้าน ก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อหมูอบอวลมาจากลานเรือน
บ้านหลังเล็กถูกทำความสะอาดเป็ระเบียบเรียบร้อย ภายในบ้านจัดข้าวของใหม่จนดูแตกต่างจากครั้งก่อนที่เขามาเยือนในวันฝนตก ราวกับว่าบ้านหลังนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมา
เมื่อได้ยินเสียงร้องเพลงที่ไพเราะดังมาจากครัว เขาก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาเงียบๆ ด้วยเกรงว่าจะรบกวน แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้นางใอยู่ดี
เมื่อเห็นหนิงเซวียนปรากฏตัวอย่างกะทันหัน หนิงลั่วก็ตบอกตัวเองเบาๆ พยายามตั้งสติ หนิงเซวียนมองนางแล้วยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยว่า “ขอโทษด้วย ข้าสะเพร่าเอง ข้ามาดูว่าเ้าหายป่วยดีหรือยัง อีกทั้งได้ยินมาว่าพวกเ้าแยกบ้านออกมา ข้าก็เลยอยากรู้ว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่”
หนิงเซวียนยืนอยู่ที่ประตูห้องครัว รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย จะก้าวเข้าไปก็ลังเล จะจากไปก็เสียดาย
[1] กินลมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็สำนวนจีน หมายถึงอดอยากยากจนไม่มีกิน