ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    มิตรสหาย 1


    “เจี่ยเจีย...หากท่านยังรั้งข้าไว้เช่นนี้เมื่อไหร่ข้าจะได้ออกเดินทางเสียทีเล่า?” ซูเจินถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายสตรีตรงหน้ายิ่ง นางพยายามเอ่ยให้ตนเปลี่ยนใจครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ที่บอกว่าจะออกจากป่าเดินทางไปยังเมืองหลวงแคว้นโจวอย่างไม่ท้อถอยซูเจินเหลือบตามองดวงตะวันที่ขึ้นโด่งยามนี้แล้วก็อดกลอกตาไม่ได้ สายป่านนี้แล้วยังไม่ได้ออกเดินทางเสียที“มิไปมิได้หรือ? ข้างนอกนั้นอันตรายยิ่งท่านอย่าออกไปเลย” เจียอี๋ก็ยังคงกล่าวโน้มน้าวจนวินาทีสุดท้าย อย่างไรก็มิอยากให้นางออกไป“เจี่ยเจีย...”ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เฉินตงลู่เห็นว่าฮูหยินของตนเริ่มจะก้าวก่ายมากเกินไปจึงเดินเข้าไปสะกิดนางเป็นเชิงห้าม ทั้งยังเอ่ยเตือนฮูหยินของตนเบาๆ“ถ้า...ถ้าเช่นนั้นก็เอาคนไปมากหน่อย ไปกันสองคนเช่นนี้หากเกิดอันใดขึ้นมาจะทำอย่างไร?” เมื่อรบเร้ามิเป็นผล นางก็เปลี่ยนให้เอาคนไปให้มากเสียหน่อย อย่างน้อยก็ทำให้สบายใจมากกว่านี้“ไปหลายคนรั้งแต่จะทำให้ล่าช้าเสียเปล่า”“แต่...” เจียอี๋ยังคงพยายามจะกล่าวต่ออย่างมิยินยอม“เอาเช่นนี้ ท่านก็ให้คนของท่านคอยคุ้มครองอยู่ห่างๆก็แล้วกัน ให้จือเหลียงอยู่ข้างข้าคนเดียวก็พอจะได้มิเป็นที่สังเกต” ซูเจินเลือกที่จะถอยให้นางหนึ่งก้าว นางทำท่าจะไม่ยอมแต่ก็พยักหน้าอย่างจำใจเฮ้อ...นางช่างเซ้าซี้เหลือเกินน่ารำคาญยิ่ง!“นายหญิงเตรียมพร้อมแล้วขอรับ”จือเหลียงจูงรถม้ามาเทียบ ซูเจินมองดูม้าอสูรชั้นดีสองตัวกำลังลากเกี้ยวที่ดัดแปลงให้เป็นรถม้าอย่างหรูหรา และดูเหมือนภายในจะกว้างขึ้นไม่น้อยเลยด้วยม้าอสูรที่ถูกฝึกสองตัวดูท่าทางแรงดีไม่เบา ถือว่าจือเหลียงเลือกได้ดีที่นี่คงเป็นที่เดียวกระมังที่ฝึกสัตว์อสูรไว้ใช้งานมิใช่เพื่อเป็นสัตว์ในพันธะอย่างเดียว อย่างว่าแค่จะหาสัตว์อสูรมาทำพันธสัญญายังยากไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเอามาใช้งาน ถึงแม้บางครั้งจะมีพวกนักล่าออกล่าสัตว์อสูรเอาเนื้อและชิ้นส่วนไปขายบ้าง แต่ก็ยังมีน้อยและมีราคาแพงไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือเมื่อก่อนก็คงไม่ต่างจากความทรงจำมากกระมัง นี่หากมีใครรู้ว่าที่นี่กินเนื้อสัตว์อสูรเป็นหลักคงเป็นลมจนตายแน่“ข้าไปแล้วนะ”“รักษาตัวด้วย” ซูเจินพยักหน้าให้นางเล็กน้อยก่อนจะขึ้นรถม้าด้วยความช่วยเหลือจากจือเหลียงพอเข้ามาในรถม้าก็เห็นได้ว่าข้างในกว้างขึ้นมากจริงๆ ทั้งๆที่เกี้ยวที่นั่งมาในตอนแรกนั้นมิได้ใหญ่โตถึงเพียงนี้เห็นเจี่ยเจียบอกว่าเกี้ยวหลังนี้พิเศษนักทำจากไม้หยกทมิฬล้ำค่ายิ่ง ทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษมากมายเหมาะกับการเดินทาง จึงดัดแปลงให้ใช้สัตว์ลากหรือเป็นเกี้ยวได้ไปในตัวซูเจินชื่นชมคนออกแบบและทำการดัดแปลงที่มีฝีมือนัก มองดูซูซูที่เข้ามานั่งลงตรงข้ามทั้งยังเอ่ยชมไม่หยุด พลางคาดโทษเรื่องเมื่อตอนนั้นที่ยังไม่ทันได้สะสางไว้ในใจเจียอี๋มองรถม้าที่เคลื่อนตัวออกไปด้วยใจกังวล หากนายหญิงเป็นอันใดไปนางจะทำอย่างไร ต่อให้มีกี่ชีวิตก็มิพอชดใช้หรอกนะ ไหนจะบรรพบุรุษที่นอนอยู่ในหลุมอีกเล่าจะให้นางไปอธิบายว่าอย่างไร?“ไปคัดคนที่มีฝีมือดีที่สุดมาสักหลายๆคน ให้ติดตามนางไปห่างๆอย่าให้ผู้อื่นรู้ตัวได้” แม้ใจจะเป็นกังวลเพียงใดก็ทำได้เพียงสั่งให้หาคนไปคุ้มครองเท่านั้น“เจ้าค่ะ” สาวใช้รีบไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว จากนั้นเจียอี๋จึงหันหลังกลับเข้าไปในจวนนางเองก็มีสิ่งที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยเช่นกันรถม้าค่อยๆเคลื่อนตัวมุ่งหน้าออกจากบริเวณซึ่งเป็นเส้นทางที่ถูกต้องมุ่งตรงออกจากป่า จะว่าซับซ้อนก็ซับซ้อนจะว่าไม่ซับซ้อนก็ไม่ซับซ้อนเลย เพียงแค่ตรงไปเรื่อยๆ แต่เพราะมีมนต์ของเทพอสูรลงไว้จึงได้มิมีผู้ใดพบเห็นนอกจากคนตระกูลเว่ยเอ๊ะ...แล้วตระกูลเว่ยได้มาอย่างไรกันนะ?ด้วยความสงสัยซูเจินจึงเปิดม่านขึ้นเพื่อมองออกไปยังบรรยากาศข้างนอก แล้วก็เหมือนมีภาพเกิดขึ้นมาในหัว ทำให้นึกเรื่องราวที่หลงลืมไปนานได้ ก่อนจะเกิดรอยยิ้มพรายออกมาอย่างเจ้าเล่ห์เหลือแสนในสายตาของซูซู“มีอะไรกระนั้นรึ? เจ้าจึงได้ยิ้มเจ้าเล่ห์ถึงเพียงนั้น” ซูซูถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ นับวันนางก็ยิ่งเจ้าเล่ห์เพทุบายใกล้เหมือนนางมารเสียยิ่งกว่าตนอีก“ข้าเพียงนึกอะไรได้”“หืม?”“ไปหาอะไรสนุกๆเล่นกันก่อนดีกว่าซูซู รับรองว่าใช้เวลาไม่นาน” ซูซูทำสีหน้างุนงงเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเสียงใสเมื่อซูเจินบอกให้จือเหลียงบังคับม้าออกนอกเส้นทางซึ่งนางจำได้ดีว่าปลายทางนั้นคือที่ใด“บังอาจ! กล้าดีอย่างไรถึงได้มารบกวนเจ้านายข้า?” เสียงอันดังกึกก้องนั้นเจือไปด้วยโทสะและดุร้าย จนทำให้ม้าอสูรตกใจกลัวก้มหมอบเสียจนตัวซีดตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะขยับวิ่งหนีอย่างที่ควรเป็น ทำให้รถม้าหยุดนิ่งกับที่มิได้ทำอันตรายให้แก่คนที่อยู่บนรถม้าแต่ดูเหมือนจือเหลียงจะทนแรงกดดันจากพลังนั้นมิไหวจึงหน้าซีดลงมาก แต่ก็ยังคงประคองสติไว้ได้‘รีบออกไปกันเถอะ’ ซูซูเอ่ยจบก็ลอยออกไปก่อนล่วงหน้า นางจึงรีบตามออกไปเห็นซูซูยืนอยู่หน้าจือเหลียงคล้ายเป็นเกราะกำบัง ทำให้จือเหลียงคลายความทรมานก็รู้สึกเบาใจไปได้‘ผ่านไปกี่ร้อยปีเจ้าเฒ่านี่ก็นิสัยไม่เคยเปลี่ยน ทำร้ายผู้คนโดยไม่ถามไถ่เหมือนเดิม’ ซูซูเอ่ยเสียงเรียบ“เฒ่ามาร ข้ามาพบเทพอสูร”“ใครกันช่างกล้ากล่าววาจาสามหาวสมควรตาย!” พลังมารที่ถูกส่งมาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจนซูเจินรู้สึกได้ นางขมวดคิ้วก่อนจะหันไปมองจือเหลียงที่อยู่ข้างๆ ดีที่ซูซูยังยืนขวางเป็นเกราะให้จือเหลียงจึงดูไม่ได้รับผลกระทบอะไร“มิถามไถ่ที่ไปที่มาแต่กลับทำร้ายผู้คนทันทีเช่นนี้ นิสัยสมเป็นตาเฒ่ามารเสียจริง”