พวกผมใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเต็ม ๆ กว่าจะวิ่งจากจุดที่เ้าสำนักลู่หนานเยว่ลากไปเจอเ้าเค่ออ้าย กลับมายังจุดส่งแก่นปราณได้สำเร็จ
ถามว่าเหนื่อยไหม?
เหนื่อยชิบ...
แต่จะให้บ่นออกมาตรงนี้ก็คงไม่ได้ เดี๋ยวหมอนั่น..ซุนโหวหวังจะได้เอามาล้อไปอีกสามวันเจ็ดคืน
ก่อนจะส่งแก่นปราณ พวกผมจัดการหารแบ่งมันให้เรียบร้อยเสียก่อน
ก็อย่างที่เคยเล่า
แก่นปราณสิบก้อนที่ได้มาจากเ้าสำนักลู่น่ะ ล้วนแต่เป็ของสัตว์อสูรระดับััปราณขั้นต้นทั้งสิ้น คะแนนรวมของทั้งหมดปาเข้าไปถึง 150 คะแนนแบบไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม
เอามาบวกกับของที่พวกผมหามาเองอีก 90 คะแนน ก็กลายเป็ว่าเรามีคะแนนในมือ 240 คะแนนพอดิบพอดี
หารสองแล้วได้คนละ 120 พอดีเป๊ะ
ทันทีที่แบ่งเสร็จ ผมกับเ้าหน้าขนก็ไม่รอช้า รีบส่งแก่นปราณทั้งหมดให้กับอาจารย์ประจำจุดวัดคะแนน พร้อมกับยื่นแผ่นป้ายไม้หมายเลขของตัวเองไป
ไม่นานเกินรอ ตัวเลขสีทองก็สว่างวาบบนแผ่นป้าย
120 คะแนน
ด่านที่สี่
“ไม่เลว ตั้ง 120 คะแนน พวกเ้าจงรีบเอาแผ่นป้ายคะแนนไปยื่นตรงจุดประกาศผล ข้าดูคร่าว ๆ แล้ว น่าจะติดหนึ่งในร้อยได้ไม่ยาก”
เสียงของอาจารย์ผู้ตรวจคะแนนกล่าวอย่างใจดี ทำเอาผมกับเ้าหน้าขนหูตั้งได้พร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย
ไม่ใช่แค่เพราะคำชม แต่อย่างน้อยมันก็บอกว่าเราคงไม่ต้องกลับบ้านไปแบบหน้าหงอยแล้วล่ะนะ
“ขอบพระคุณขอรับ ท่านอาจารย์”
โหวหวังรีบก้มหัวทำความเคารพอย่างเป็ทางการ เสียงดูเป็ผู้เป็คนผิดวิสัยมันไปเยอะ
ใช่ครับ...
มันเรียกอีกฝ่ายว่า 'ท่านอาจารย์' ไม่ใช่ 'เ้าคุณ' เหมือนทุกที
เพราะจากน้ำเสียงของอาจารย์คนนั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าพวกเราได้กลายเป็ศิษย์ของสำนักนี้แล้วจริง ๆ
ศิษย์อย่างเป็ทางการ..
ส่วนผมน่ะเหรอ? ไม่ได้พูดอะไร แค่พยักหน้าน้อย ๆ แล้วเดินตามหมอนั่นไปอย่างเงียบ ๆ
ในจุดที่พวกผมยืนอยู่ตอนนี้
ว่ากันตามตรง
มันแน่นยิ่งกว่าชานชาลารถไฟฟ้า่เย็นวันศุกร์
ผู้เข้าสอบมากมายที่ผ่านเข้ามาได้จนถึงด่านนี้ ต่างก็รวมตัวกันอยู่ที่ลานประกาศผลกันหมด คาดว่ามีอยู่ราว ๆ พันคนเกือบสองพันคนเห็นจะได้
สองพันจากห้าหมื่นนะครับ
พูดให้ชัดอีกทีก็.. ห้าหมื่นคนที่มาสมัครสอบวันนี้
ผ่านมาได้แค่ห้าในร้อยเท่านั้น
บอกตรง ๆ ว่ามาตรฐานของสำนักนี้สูงเกินไปหน่อยแล้ว
แต่ก็นั่นแหละ..
ใครที่ฝ่ามาได้ถึงตรงนี้ ก็เรียกว่าพอมีของอยู่บ้าง
แค่ได้ตราสำนักสี่ขุนเขาประดับอยู่ที่อก ยังไม่ต้องทำอะไรแค่เดินไปตลาดเฉย ๆ คนที่เห็นก็ต้องชะงักหันมามองบ้างแหละ แม้มันจะไม่ใช่สัญลักษณ์ที่ใคร ๆ ต้องเกรงกลัว
แต่มันก็พอมีน้ำหนักให้คนต้องไว้หน้าอยู่ไม่น้อย
ผมกับไอ้คุณชายโหวหวังพองเดินมาจนถึงลานประกาศผล ตอนนี้คนมุงอยู่รอบกระดานประกาศผลน่าจะราวห้าร้อยได้
ทุกคนต่างเงยหน้ามองรายชื่อร้อยอันดับแรกที่ติดอยู่บนกระดานขนาดั์นั่น
ตามนิสัยคนทั่วไป (รวมถึงผมด้วย) ผมชำเลืองไปที่้าสุดก่อน
แล้วก็ไม่ผิดจากที่คิดเลยแม้แต่น้อย
'อันดับหนึ่ง – อุสางิ ซากิ – 367 คะแนน'
เหอะ... ยัยสาวน้ำแข็งนั่นน่ะเหรอจะไม่ได้อันดับหนึ่ง
ผมไม่แปลกใจหรอก
คะแนนของเธอน่าเยอะเกินหน้าเกินตาคนอื่นอยู่แล้ว แถมยังขนกองหนุนทั้งกองมาสมัครสอบพร้อมกันอีก
พวกเพื่อนเรียนของเธอนั่นแหละ คงช่วยกันลากคะแนนมาให้ เจ๊ใหญ่ถึงได้สอยคะแนนด่านสุดท้ายไปแบบโกยไม่ยั้ง
ผมค่อย ๆ เลื่อนสายตาลงมาไล่อันดับ แล้วก็ไปสะดุดอยู่ตรงชื่ออันดับสองทันที
ชื่อที่เห็นมันไม่คุ้นตาผมเอาซะเลย
“โหวหวัง”
ผมหันไปสะกิดเ้าหน้าขนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“อันดับสองนั่นใช่คนตระกูลหม่าใช่ไหม?
หรือจะเป็น้องชายของหม่าเฟยอะไรนั่น?”
พอผมหันไปถาม หมอนั่นก็เงยหน้าขึ้นมองชื่ออันดับสองบนแผ่นป้ายแวบหนึ่ง แล้วก็พยักหน้าอย่างมั่นใจ
“อ้อ...พ่อ หม่า ชุนเฟิง
ใช่เลย..
อ้ายนั่นคือน้องชายคนละแม่กับพ่อหม่าเฟย”
“น้องชายคนละแม่?”
ผมทวนคำทันที
“งั้นก็แปลว่า...
ผู้นำตระกูลหม่ามีเมียสองคนเรอะ?”
“ใช่แล้ว”
เ้าขนพองเพื่อนผมตอบหน้าตาเฉย
“พ่อหม่าเฟยเป็ลูกภริยารอง ส่วนพ่อหม่าชุนเฟิงนั่นเป็ลูกของภริยาเอก”
แน่นอนว่าผมไม่หยุดแค่นั้น!
สีหน้าของผมมันคงฟ้องไปหมดว่ากำลังอยากรู้ต่ออย่างสุดใจ และดูเหมือนเ้าหน้าขนจะเข้าใจตรงนั้นด้วย เพราะมันหันมามองผมนิดหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วจัดแจงเล่าให้ฟังเองอย่างไม่ต้องรอให้ผมถามต่อ
“ภริยาเอกของท่านเ้าคุณหม่าชื่อ ฮู ฟูยู่ เป็พี่สาวของเ้าคุณฮูแห่งสกุลมหาสิงคาล
ฉะนั้นตอนนี้สกุลหม่ากับสกุลฮูก็เลยแแ่เหมือนปลาร้าในโอ่ง
ขณะที่ภริยารอง เล่ย เจิ้ง นางก็แค่หญิงชาวบ้านธรรมดา ๆ
ไม่มีหัวนอนปลายเท้าอันใด และเสียไปแล้วเมื่อสิบปีก่อนเพราะโรคประจำตัว”
ผมพยักหน้าช้า ๆ ประมวลเื่ทั้งหมดไว้ในหัว...
“ลูกเมียรอง...
แต่ได้สถานะว่าที่ผู้นำตระกูล
แถมยังเป็ลูกชายคนโตอีก...
เื่แบบนี้มันก็ไม่ต่างกับว่า...”
ผมพูดยังไม่ทันจบก็ต้องหยุด เพราะสายตาของซุนโหวหวังที่เหลือบมามองผม
บอกชัดเจนว่า 'พอได้แล้วอ้ายเจี้ยน พูดต่อมีหวังได้มีคนตามเก็บแน่'
ผมเลยถอนหายใจเงียบ ๆ กลืนคำที่อยากจะพูดลงไปทั้งก้อน
เ้าขนพองหันซ้ายแลขวาเหมือนโจรเตรียมย่องเบา ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ผมแล้วกระซิบด้วยเสียงเล็กแหลม
“ไว้เดี๋ยวฉันจะเล่าให้เอ็งฟังทีหลัง ที่ตรงนี้คนเยอะเกิน”
ผมพยักหน้าเบา ๆ เข้าใจทันที
บรรยากาศรอบตัวเราในตอนนี้มันก็ใช่อยู่ การเมืองภายในของพวกห้าตระกูลใหญ่ไม่ต่างจากกระบี่ปลายคอ
ถ้าพูดพลาดแค่คำเดียว หัวอาจหล่นก่อนถึงประตูบ้านก็ได้
ไม่เว้นแม้แต่ระดับว่าที่ผู้นำตระกูลอย่างซุนโหวหวังที่ยิ่งต้องระวังเป็พิเศษ
แต่ถึงอย่างนั้น..
มันก็อดคิดไม่ได้อยู่ดี...
จากที่โหวหวังเกริ่นมาเมื่อครู่นี้ ผมเริ่มสงสัยว่า หรือจริง ๆ แล้วหม่าเหวิน บิดาของหม่าเฟยนั่นแหละ จะมีลูกเมียมาก่อนั้แ่ก่อนแต่งงานกับฮูฟูยู่
ก่อนจะมาเฉลยภายหลังว่า 'อ๋อ นี่ลูกผมครับ' พร้อมแนบภรรยาเก่าแถมท้ายเหมือนของแถมในกล่องสุ่ม
ถ้าเป็แบบนั้นจริง...
แต่เอาเถอะ..
ผมว่าพอก่อนดีกว่า ความคิดฟุ้ง ๆ พวกนี้บางทีมันก็เหมือนกินข้าวเย็นแล้วดูข่าวการเมือง ย่อยยากเปล่า ๆ
หลังจากนั้นพวกเราก็ได้เดินไปส่งป้ายคะแนนให้กับอาจารย์ประจำจุดรับแผ่นป้าย
พออาจารย์ท่านนั้นรับแผ่นป้ายคะแนนจากพวกเรา ท่าทางของแกก็เปลี่ยนไปทันที
ดวงตาท่านเปล่งประกายวิบวับเหมือนคนเพิ่งถูกรางวัลที่หนึ่ง
แต่ไม่ใช่สายตาดีใจ..
ออกแนวใมากกว่า..
ผมเห็นชัดเลย ว่าท่านอาจารย์ก้มมองแผ่นป้ายของผมสลับกับเงยหน้าขึ้นมามองหน้าผม
แล้วก็ก้มลงไปมองใหม่...
แล้วก็เงยหน้าขึ้นมาอีก..
ผมว่าถ้าให้แกทำแบบนี้อีกสองรอบ ผมน่าจะต้องถามแล้วว่า 'ที่ฟันผมมีเศษผักติดอยู่หรือครับ?'
แน่นอนว่ายังไม่ทันที่ผมจะทันได้พูดอะไร เสียงรอบตัวก็ดังขึ้น
เสียงฮือฮาดังขึ้นเหมือนฝูงเป็ดเจอเหยื่อ
“อันดับมีการเปลี่ยนแปลง!! อันดับมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว!! 459 คะแนน ช่างเป็คะแนนที่สูงยิ่งนัก!!”
“ดูแซ่ของมันซะก่อน มันคือซุนโหวหวัง...นายน้อยตระกูลซุนใช่ไหมนั่น?”
ไม่ทันไรเสียงะโโวยวายของชาวบ้านหน้าตู้ที่มีป้ายประกาศก็ดังขึ้นอีกระลอกหนึ่ง ทำเอาผมหันขวับไปมองที่ป้ายประกาศด้วยความงุนงง
และใช่..
ไม่ใช่แค่ผม..
พ่อหนุ่มหน้าขนข้างตัวผมก็เงยหน้าขึ้นไปดูด้วยเหมือนกัน
อันดับหนึ่งที่เคยเป็ของอุสางิซากิ
แต่ตอนนี้ชื่อของซุนโหวหวังมันไปโผล่แปะอยู่บนสุดแทน พร้อมตัวเลขที่ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
459 คะแนน
ผมเบิกตาโพลง แล้วรีบเลื่อนสายตาลงมาดูอันดับสอง...
ซึ่ง...
คือชื่อของผมเอง...
หลิวเจี้ยน 380 คะแนน
“หา?! เดี๋ยวๆๆๆ เดี๋ยวเถอะ!! ข้า...ผม?
ได้แค่ร้อยยี่สิบคะแนนเองไม่ใช่เหรอ?
ไหงกลายเป็สามร้อยแปดสิบ?!”
ตอนนั้นผมแทบจะคว้าอาจารย์ประจำโต๊ะมาถามให้รู้ดำรู้แดง
แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือ..
อาจารย์ท่านนั้นกลับพูดขึ้นมาก่อน
“เป็ไปไม่ได้ที่คะแนนของเ้าจะผิดพลาดหรอก ก็เ้าทำด่านแรกในเวลา 31 นาที 45 วินาที ได้ไป 69 คะแนน ด่านที่สองใช้เวลาแค่ 5 นาที 38 วินาที ได้อีก 91 คะแนน ด่านที่สามเป็ด่านวัดผลขั้นพื้นฐานทุกคนที่ผ่านได้ 100 คะแนนเท่ากัน และด่านสุดท้ายเ้าส่งแก่นปราณได้ 120 คะแนน รวมแล้วทั้งหมดก็...380 พอดี”
อาจารย์ท่านนั้นพูดพลางยื่นป้ายไม้แผ่นหนึ่งมาให้ผมกับไอ้โหวหวัง
ผมมองตัวเลขในหัวซ้ำ ๆ เหมือนกำลังคิดเลขในห้องสอบที่มีแต่เสียงนาฬิกาเดิน
และใช่แฮะ..
รวมแล้วมันได้สามร้อยแปดสิบจริง ๆ
ตอนนี้ไม่รู้ว่าควรจะใหรือควรจะภูมิใจดี
“เ้าอย่าได้คิดมากนัก”
อาจารย์พูดต่อ เสียงดูเหมือนปลอบใจแต่ผมก็ยังรู้สึกว่าท่านพูดแรงเบาไม่เท่ากัน
“แม้เ้าจะทำได้แค่อันดับสอง แต่ตามประสบการณ์ของข้า ยังไงก็ไม่มีใครแซงคะแนนเ้าได้หรอก ศิษย์เอ๋ย..”
เฮอะ!
อย่าพูดเป็เล่น!
ใครมันอยากจะได้อันดับสองกัน
แต่เหมือนอาจารย์ท่านนั้นจะยังพูดไม่จบ เพราะเข้าได้พูดเสริมขึ้นมีอีก
“ส่วนอันดับหนึ่งก็คือซุนโหวหวัง มันเป็คนจากตระกูลห้าเสาหลัก อย่างน้อยเ้าก็พ่ายให้คนที่มีฐานะระดับนั้นหนึ่งคน และชนะคนระดับนั้นได้หนึ่งคน ไม่ถือว่าเสียศักดิ์ศรีหรอก”
อาจารย์ยื่นป้ายอีกแผ่นให้พวกผมต่อ
“นี่คือป้ายชั่วคราวสำหรับศิษย์ใหม่ ให้นำไปที่ตึกนักการเพื่อแลกรับชุดศิษย์ของสำนัก!
ขอต้อนรับสู่สำนักสี่ขุนเขา...
และโชคดีนะ ศิษย์ข้า...”
โชคดีงั้นเหรอ?
ถ้านับจากสิ่งที่ผมเจอมาในสี่ชั่วโมงหลัง
สำหรับผม...
แค่รอดตายมาได้..
นั่นก็นับเป็พรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วล่ะ
ผมรับแผ่นป้ายไม้จากอาจารย์ด้วยสีหน้าที่เอาจริง ๆ ก็เหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย
เพราะถูกเหรียญรางวัลตกใส่หัว
คือผมไม่ได้ทันคิดเลยว่า บันทึกเวลาของสองด่านแรกนั้นจะถูกนำมานับคะแนนด้วย
แล้วผมยิ่งเข้าใจผิดมาตลอดว่าต้องพยายามเอาแก่นปราณให้ได้ครบร้อยคะแนนไม่งั้นสอบตกแน่นอน
โดยเฉพาะอี้ต้าเต๋อ
ผมรู้แหละว่าภาษามันดิ้นได้
แต่ไอ้หมอนั่นมันพูดให้ผมคิดไปทำนองนั้นเองนี่
มันจงใจชัด ๆ !!
แล้วผมก็รู้สึกเหนื่อย...
รู้แบบนี้ สู้ผมยอม ๆ ให้คนตระกูลอุสางิกักตัวอยู่เฉย ๆ
ไม่สร้างความบาดหมาง..
ไม่ต้องสู้กับอสูร..
ผมก็ไม่เหนื่อย!!
ให้ตายเถอะ!!
ความรู้สึกมันปนเปกันระหว่างอยากะโคำหยาบสุดเสียง กับอยากหัวเราะแห้ง ๆ แล้วมุดดินหนีไปเงียบ ๆ ให้จบเื่
และที่เลวร้ายกว่าก็คือ...
ผมนึกถึงคำที่ยี่ฟู่เคยเตือนผมไว้ชัดเจนเลย
'อย่าทำตัวเด่น อย่าให้เป็ที่สังเกต'
แล้วดูตอนสิ!
ผมได้ที่สองของสำนัก
จะไม่เด่นยังไงไหว!
ชื่อผมตัวเบ้อเริ่มอยู่บนป้าย!! ตอนนี้แค่เดินเฉียดใครก็คงมีคนชี้หน้าทักว่า 'อ้าว นี่มันไอ้หมอนั่นที่ได้อันดับสองนี่หว่า'
ผมถอนหายใจยาวเหยียดจนซุนโหวหวังหันมามองแวบหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เสียงฮือฮารอบใหม่ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“เกสาเงิน! ชุดศิษย์เอก! ทวนดำลายเมฆาขาว!! นั่นใช่หม่าเฟยผู้โด่งดังใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว ๆ ในสำนักนี้คงมีแค่หม่าเฟยนั่นแหละที่ตรงตามคำร่ำลือทุกอย่าง”
“เอ๊ะ นั่น...นั่นใช่คู่หมั้นของศิษย์พี่หม่าหรือเปล่า? อุสางิซากิจากตระกูลศศะน่ะ!”
เสียงลือเสียงเล่าอ้างเริ่มดังระงมขึ้นเหมือนเสียงฝนก่อนพายุเข้า
ผมเหลือบตาไปมองทางต้นเสียง แล้วเผลอกลืนน้ำลายลงคอ
ใช่แล้ว...
ไม่ผิดแน่...
คนที่เดินเคียงกันมากลางฝูงชนจนเกิดแรงกระเพื่อมเหมือนทะเลแตก ต้องเป็สองคนนั้นแน่
แม้ผมจะไม่เคยเห็นหน้าหม่าเฟยมาก่อน
แต่อุสางิซากิ วันนี้ผมเห็นจนพอ!
ผมมองคนทั้งสองที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาเรื่อย ๆ
จนฝูงชนรอบข้างแหวกทางให้ราวกับทั้งคู่เป็องค์ชายและองค์หญิงจากเทพนิยาย
แต่ถ้าเื่นี้เป็เทพนิยายจริง ๆ ล่ะก็...
ผมก็ขอให้เป็เทพนิยายที่มีตอนจบหักมุม
เสียงฮือฮาเกี่ยวกับ 'หม่าเฟย' ดังขึ้นมาจากรอบด้านเหมือนเสียงกลองที่ถูกตีซ้ำซ้อนในสนามประลอง
แค่ได้ยินชื่อ ผมก็เหมือนถูกกระชากหลุดออกจากห้วงความคิดที่วนเวียนเื่อันดับกับแผ่นไม้ในมือทันที
ผมเคยได้ยินจากไอ้โหวหวังมาบ้าง ว่าหมอนี่คือพร์เหนือคน เป็ตัวท็อปของรุ่น มีสถานะระดับว่าที่ผู้นำตระกูลหม่า
ตอนแรกผมกะว่าอยากเห็นฝีมือมันในสนามประลองสักครั้ง แต่ดูเหมือนฟ้าจะใจดี
เล่นส่งหมอนี่มาให้เห็นจะจะถึงที่เลย
และแค่เห็นหน้าครั้งแรก...
ผมก็เข้าใจทุกเสียงซุบซิบที่ดังรอบตัว
หม่าเฟยเป็ผู้ชายที่โคตร...
หล่อจนน่าหงุดหงิดเลยละ..
หมอนี่สูงใหญ่จนผมที่ไม่ได้เตี้ยยังรู้สึกว่าตัวเองเตี้ย ผมสีขาวของเขามันไม่ใช่หงอกแบบคุณลุงข้างบ้าน แต่มันขาวเหมือนเอาเส้นไหมเนื้อละเอียดถักทอจนกลายเป็เส้นผมที่พลิ้วปลิวไสว
คิ้วโก่งแบบพระเอกซีรีส์จีน ดวงตาคมกริบที่มีประกายเหมือนจะพูดว่า 'ชั้นไม่แพ้ใคร'
จมูกโด่งเหมือนสลักด้วยมีดแห่งทวยเทพ ปากเรียวพอดีที่พอเม้มแล้วดูมั่นใจแบบไม่ต้องพูดอะไรมาก
ทุกอณูบนหน้ามันคือคำนิยามของคำว่า 'เทพบุตร'
แถมบุคลิกก็แบบ...
เดินหลังตรงอกผาย ไหล่ผึ่งราวกับบนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดควรค่าให้มันก้มหัว
ผมมั่นใจว่า ถ้ามันเดินไปกลางตลาด ยังไม่ต้องพูดอะไร เด็กสาวแถวนั้นก็พร้อมจะโยนขันหมากใส่หน้ามันทันที
แล้วเหมือนโชคจะเข้าข้างมันซ้ำสอง...
เพราะตอนนี้อุสางิซากิ ที่จดชื่อผมลงบัญชีหนังสุนัข และจ้องอาฆาตผม
ตอนนี้กลับมองหม่าเฟยด้วยดวงตาหวานเยิ้ม...
แบบที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกลายเป็ยุงบินตอมข้างหู
“ท่านพี่เฟยมิได้พบกันเสียนาน ซากิยินดีเป็อย่างมากที่ได้พบท่านในวันนี้”
เสียงซากิพูดขึ้น
น้ำเสียงที่ปกติแฝงด้วยน้ำแข็ง ตอนนี้กลับอ่อนลงแบบคนเอาน้ำแข็งไปแช่ไมโครเวฟ
ผมได้แต่มองภาพนั้นแล้วรู้สึกแปลก ๆ ตรงหน้าอก
อืม... ไม่ใช่หึง ไม่ใช่โกรธ
มันแบบ...
ขนลุก...
หากนึกภาพไม่ออก ก็คงเหมือนกับตอนที่โหวหวังมันไล่แจกดอกไม้ให้สาว ๆ ที่หน้าสำนักนั่นแหละ..
เลี่ยนชะมัด..
และไม่รู้ว่าเทพธิดาประจำตัวของผม ท่านได้ยินคำขอของผมหรือเปล่า
เพราะเหมือนว่าเทพนิยายชวนฝันที่ผมหวังให้หักมุม
มันดันหักมุมจริง ๆ
“เ้ามาทำอะไรที่นี่? รีบ ๆ ไสหน้าของเ้ากลับไปที่บ้านของเ้าซะ!”
ผมหันไปมองทันที แล้วก็ต้องกะพริบตาปริบ ๆ
มันแบบ.. เฮ้ย!
เมื่อกี้ผมเห็นอุสางิ ซากิเดินเข้าไปหาหม่าเฟย ด้วยท่าทีเหมือนนางเอกเปิดตัวในซีรีส์รักโรแมนติกแบบ 'เ้าชายของข้า~'
แต่ว่าตอนนี้...
ซากิถึงกับยืนนิ่ง อ้าปากค้าง เหมือนโดนตบด้วยฝ่ามือไร้ตัวตนกลางลานสอบ
แล้วหม่าเฟย...
ไอ้หมอนี่ใช้แค่หางตากวาดมามองนางทีหนึ่ง จากนั้นก็เลื่อนสายตาไปที่อื่นอย่างเ็า เหมือนไม่ใช่แค่ไม่สนใจ
แต่คือ..
รำคาญ!!
เอาเป็ว่า ถ้าเป็ผมโดนพูดแบบนั้นต่อหน้าคนเป็ร้อย ผมคงเดินกลับบ้านไปห่มผ้าน้ำตาไหลอยู่ใต้เตียงแล้ว
แต่ที่มันพีกกว่าคือ...
ทุกคนแถวนั้นก็เงียบ...
ทุกสายตาหันมาจับจ้องไปที่สองคนนั้น คนแล้วคนเล่าเริ่มกระซิบกระซาบกันหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนเสียงกลายเป็คลื่นความสงสัยขนาดย่อม