ตอนที่ 25 ต้อนรับแขก
มุมปากของสวี่หยางกระตุก เสิ่นม่านอวิ๋นเริ่มกล้าพูดสัพยอกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
สวี่หยางตัดสินใจทำเมิน แล้วพูดว่า “สหายเต๋าเสิ่นพูดล้อเล่นเก่งจริง ๆ”
“เข้ามาสิ ข้าใส่เสื้อผ้าเนื้อบาง ไม่สะดวกคุยหน้าประตู”
หลังจากเข้าไปในบ้าน สวี่หยางกระแอมสองครั้ง “สหายเต๋าเสิ่น ไปแต่งตัวก่อนเถอะ ข้าอยากจะซื้อยันต์สักหน่อย”
“ไม่เป็ไร ข้าเชื่อใจเ้าได้”
เสิ่นม่านอวิ๋นกล่าวอย่างใจเย็นและใจกว้าง
ทันใดนั้นนางก็หยิบกล่องขึ้นมา เมื่อเปิดมันออก ก็เห็นว่าภายในกล่องเต็มไปด้วยยันต์
ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ธุรกิจขายยันต์ของเสิ่นม่านอวิ๋นค่อย ๆ ดีขึ้น จากคำพูดของนาง หลังจากไม่มีปัญหาในร้านอีกต่อไป นางจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างยันต์ และอัตราความสำเร็จของนางก็เพิ่มขึ้นถึงสามส่วน!
ทั้งยังประสบความสำเร็จในการขัดเกลายันต์ขั้นกลางระดับหนึ่งหลายแผ่น
สวี่หยางจึงมาซื้อยันต์กับเสิ่นม่านอวิ๋น
“ยันต์อัคคี ยันต์เยือกแข็ง ยันต์ปฐีและยันต์หมื่นศรทะลวงใจ ล้วนแต่เป็ยันต์ป้องกันตัวที่ค่อนข้างใช้งานง่าย ทั้งยังเป็ยันต์ระดับหนึ่งชั้นยอด สหายเต๋าสวี่เอาไปลองใช้ดู สิ่งนี้สามารถจัดการกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่มีพลังขั้นกลั่นลมปราณต่ำกว่าระดับห้าได้ด้วยนะ”
สวี่หยางพยักหน้า ยันต์เหล่านี้เป็สิ่งที่คาดไม่ถึง และประสิทธิภาพก็ดีจริง ๆ
เขาซื้อมาอย่างละแผ่น
จากนั้นก็ขอดูยันต์ขั้นกลางระดับหนึ่ง
“สหายเต๋าสวี่ร่ำรวยไม่น้อย ซ้ำยังมีค่ายกลป้องกันชั้นเยี่ยมที่บ้านด้วย จุ๊จุ๊... ข้ามิอยากเชื่อว่าเ้าจะเป็เพียงผู้ปลูกถ่ายิญญาธรรมดา”
หลังจากสู้กับโจรทั้งสี่คน และจัดการศพแล้ว เสิ่นม่านอวิ๋นก็สังเกตเห็นความผันผวนในค่ายกล
ถึงจะไม่แน่ใจว่าเป็ระดับใด แต่ก็เดาได้ว่าค่ายกลนี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าสองร้อยหินิญญาแน่นอน
สวี่หยางยิ้มอ่อน “่นี้ก็มีโอกาสอยู่บ้าง”
“ดูสิ นี่คือยันต์ขั้นกลางทั้งหกที่ข้าได้ขัดเกลาเมื่อเร็ว ๆ นี้! แต่ว่าก็ว่าเถอะ ข้าไม่อยากขายมันเลย อยากจะเก็บไว้ใช้เองมากกว่า แต่สหายเต๋าสวี่ก็อยากจะร่วมมือทางการค้ากับข้านี่นา”
จากนั้นนางก็แนะนำยันต์ขั้นกลางทั้งหกชนิด
ยันต์อัคคีสองแผ่น ยันต์เยือกแข็งสองแผ่น ยันต์ป้องกันหนึ่งแผ่น และยันต์เสริมพลังโจมตีหนึ่งแผ่น
เขาเลือกซื้อยันต์อัคคีสองแผ่น
หลังจากซื้อเสร็จ เสิ่นม่านอวิ๋นก็แนะนำว่า “สหายเต๋าสวี่ ไหน ๆ เ้าก็จะให้อวี้เอ๋อร์ไปที่นั่นด้วย งั้นย้ายค่ายกลป้องกันที่บ้านไปด้วยดีหรือไม่ จะได้ปลอดภัย”
“ค่ายกลของข้าเป็ค่ายกลขั้นหนึ่งระดับสูง จึงต้องใช้เวลาติดตั้งพอสมควร” สวี่หยางก็คิดเื่นี้เช่นกัน แต่เวลาในการเตรียมจะเป็ปัญหาแน่นอน
ดังนั้นสิ่งที่เขา้าคือค่ายกลยุทธ์ขั้นต่ำระดับหนึ่ง
“อะไรนะ ค่ายกลที่บ้านเ้าเป็ขั้นสูงระดับหนึ่ง!”
คราวนี้เสิ่นม่านอวิ๋นใมาก
เพราะค่ายกลระดับนั้นต้องจ่ายด้วยมากกว่าสามร้อยหินิญญา
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่ข้าเคยขอให้เ้าร่วมซื้อค่ายกลกับข้า แต่เ้ากลับปฏิเสธ เพราะสามารถซื้อได้ด้วยตัวเองนี่เอง”
สายตาของเสิ่นม่านอวิ๋นฉายแววคลางแคลงใจ ราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาด!
หลังจากถูกสวี่หยางปฏิเสธ นางจึงทำได้เพียงเลือกสิ่งที่ดีที่สุดอีกอย่าง คือการซื้อค่ายกลขั้นกลางระดับหนึ่ง
สวี่หยางเผยยิ้มอ่อน
เสิ่นม่านอวิ๋นกลอกตา ทันใดนั้นก็พูดว่า “แต่หากเ้าทิ้งค่ายกลนี้ไว้ให้ข้าจัดการ ใช้เวลาแค่ครึ่งวันเท่านั้น!”
“เอ๊ะ?”
“ข้าเปิดร้านมาหลายปีแล้ว และข้าก็รับ่ต่อธุรกิจค่ายกลด้วย ข้าจึงสามารถติดตั้งค่ายกลได้อย่างรวดเร็ว”
“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนเ้าแล้ว สหายเต๋าเสิ่น” สวี่หยางผ่อนคลาย “ด้วยความช่วยเหลือจากสหายเต๋าเสิ่น การติดตั้งค่ายกลจะง่ายขึ้น สหายเต๋าเสิ่นมีความสามารถจริง ๆ”
“อย่ายกยอข้าเลย ไม่ว่าข้าจะมีเสน่ห์แค่ไหน ก็ไม่อาจเทียบได้กับน้องอวี้เอ๋อร์ เฮ้อ...”
เสิ่นม่านอวิ๋นพูดอย่างมีเลศนัย จากนั้นมองผิวพรรณอันผุดผ่องของตัวเอง “ข้าไม่คุยกับเ้าแล้ว อีกไม่นานต้องเดินทางไกล ข้าต้องอาบน้ำดูแลผิวพรรณให้ดี ไม่เช่นนั้นข้าจะแก่เร็ว และจะไม่มีใครดูแลข้าในอนาคต”
สวี่หยางไม่พูดต่อ และจากไป
ก่อนออกเดินทาง เขาได้พบกับจางเถี่ย
หลังจากที่จางเถี่ยกลายเป็ศิษย์ของตระกูลสวี ครอบครัวของเขาก็ร่ำรวยขึ้นไม่น้อย และซื้อเครื่องเรือนมามากมาย
ในเวลานี้ประตูบ้านของเขาเปิดกว้าง และกำลังทะเลาะกับภรรยาอยู่
“เอาสิ ผู้หญิงเช่นเ้าจะไปรู้อะไร หลังจากเข้าร่วมตระกูลสวี มีเหตุผลอะไรที่จะลาออก? เ้าคิดว่ามันเหมือนส้วมสาธารณะ ที่เ้าสามารถเข้าออกได้ตาม้าหรือ?”
“ความยากลำบากในปัจจุบันเป็เพียงเื่ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อตระกูลสวีเอาชนะตระกูลโจวได้ กลุ่มเจ็ดคาบสมุทรย่อมไม่มีอำนาจ!”
“ข้าได้ติดตั้งค่ายกลขั้นกลางไว้ที่บ้านแล้ว จะต้องกลัวอะไรอีก?”
“หากมันไม่ได้ผล พวกเ้าก็หลบไปบ้านพ่อแม่ก่อนสิ!”
“อย่ามากวนข้า ร้องไห้อยู่นั่นแหละ... ทำให้ข้าไม่มีอารมณ์จะฝึกฝนด้วยซ้ำ”
สวี่หยางยืนอยู่หน้าประตู ไม่รู้ว่าจะเข้าหรือออกไปดี
“พี่สวี่ มาแล้วหรือ เข้ามา ๆ”
สวี่หยางจงใจไม่ซ่อนกลิ่นอายของตน จางเถี่ยจึงััถึงการมาของเขาได้
สวี่หยางเดินเข้าไป แล้วเห็นใบหน้าของจางเถี่ยเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ ภายในห้อง ภรรยาและลูกสองคนของเขากำลังยืนเคียงข้างกันทั้งน้ำตา
หลังจากที่จางเถี่ยเห็นสวี่หยาง ใบหน้าเขาก็อ่อนลง “พี่สวี่ ข้าทำให้เ้าหัวเราะเสียแล้ว ภรรยาข้ากังวลเื่เล็กน้อย อีกไม่นานก็หาย”
ภรรยาของเขาส่งยิ้มให้สวี่หยาง “ข้าจะนำชามาให้”
“ไม่เป็ไรพี่สะใภ้ ข้าอยากมาเจอพี่ใหญ่จาง เพื่อชวนไปกินอาหารเย็น”
พูดจบชายหนุ่มก็หยิบของขวัญที่นำมาด้วยออกมา ซึ่งก็คือเสาวรส
สิ่งนี้มีค่าเท่ากับหินิญญาแปดก้อน!
“เอาให้เด็ก ๆ นะ”
ดวงตาของภรรยาจางเถี่ยพลันเป็ประกาย นางพูดด้วยความประหลาดใจ “นี่...”
“พี่สวี่ มาก็แค่มาเถอะ เหตุใดต้องสุภาพถึงเพียงนี้ด้วย?”
ดวงตาของจางเถี่ยก็เป็ประกายเช่นกัน จึงไม่ได้ปฏิเสธของขวัญ
เขาเดาว่าสวี่หยาง้าจะขอความช่วยเหลือจากตน
พวกเขาจึงตกลงไปกินอาหารเย็นด้วยกัน
เมื่อเป็เช่นนี้ สวี่หยางจึงลากเขาไปที่ร้านอาหารขนาดกลางในเมืองฟาง แล้วสั่งอาหารราคาสามหินิญญามา
“พี่ใหญ่จาง เกิดอะไรขึ้นกับเ้าและพี่สะใภ้น่ะ? ทะเลาะกันหรือ?”
หลังจากดื่มไปสามจอก ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น และสวี่หยางก็เริ่มชวนคุย
“เฮ้อ ทุกครอบครัวต่างก็มีปัญหาของตัวเอง เพราะ่นี้กลุ่มเจ็ดคาบสมุทรออกล้างแค้นผู้คน โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเข้าร่วมตระกูลสวีอย่างข้า และเท่าที่ข้ารู้มา มีคนที่ไปลาดตระเวนเหมือนข้าสามคนตาย… และทั้งครอบครัวก็ถูกฆ่าตาย!”
เมื่อพูดถึงเื่นี้ ใบหน้าของจางเถี่ยก็เคร่งเครียด “ครอบครัวของข้ากลัวมาก จึงขอให้ข้าลาออกจากงาน แต่นางคงไม่ได้คิดให้ดี คิดว่าจะสามารถเข้าออกจากตระกูลสวีได้ทุกเมื่อตามใจ้าหรือ?”
สวี่หยางพยักหน้าแสดงความเข้าใจ
“ข้าคิดดูแล้ว หากมีบางอย่างผิดปกติ ข้าจะส่งนางและลูก ๆ ไปที่บ้านพ่อตาแม่ยายของข้าก่อน”
สวี่หยางถอนหายใจ “ข้าจะออกไปเฝ้าสถานที่เลี้ยงปลาิญญากับสหายเต๋าเสิ่นวันมะรืนนี้ และวางแผนว่าจะพาภรรยาไปด้วย”
“อืม เช่นนั้นเ้าก็ระวังตัวด้วย”
“หลังข้าออกจากบ้านไปแล้ว โปรดช่วยดูบ้านให้ด้วยนะขอรับ”
“ไม่ต้องห่วง” จางเถี่ยตอบ “กลุ่มลาดตระเวนจะจับตาดูให้เ้าแน่นอน”
“พี่ใหญ่จาง เ้ารู้หรือไม่ว่าสถานการณ์ของตระกูลสวีกับตระกูลโจวเป็อย่างไรบ้าง?”
ครั้งนี้นอกเหนือจากการขอให้จางเถี่ยช่วยดูแลบ้านแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือข้อมูล
โลกเซียนนั้นโหดร้ายยิ่ง หากตระกูลสวีแสดงสัญญาณของความพ่ายแพ้ เช่นนั้น... เขาก็ต้องวางแผนล่วงหน้า
เพราะเมื่อตระกูลสวีไม่อาจช่วยสนับสนุนได้อีกต่อไป พวกเขาจะถูกละทิ้งไว้นอกเมืองฟางแน่นอน ในเวลานั้น ไม่เพียงแค่โจร แต่ยังรวมถึงลูกสมุนของกลุ่มเจ็ดคาบสมุทร และจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวที่จะมารังควานด้วย
ผู้บำเพ็ญชายจะถูกนำตัวไปใช้แรงงานที่ไร่นา ส่วนผู้บำเพ็ญหญิงก็กลายเป็โสเภณี เื่เช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว
พูดจบสวี่หยางก็กระดกสุราหนึ่งจอก
จางเถี่ยแอบคิดว่าสวี่หยางระมัดระวังตัวขึ้นไม่น้อยหลังจากแต่งงาน
เขาพลันหันมานึกถึงตัวเอง
เขารู้สึกแย่ที่ด่าภรรยาตัวเองเมื่อครู่ เพราะภรรยาก็ทำไปเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว
จางเถี่ยดื่มสุราหมดในอึกเดียว ดื่มด่ำความหวานในลำคอ แล้วพูดช้า ๆ “เมื่อไม่นานมานี้ าของตระกูลสวีดำเนินไปอย่างราบรื่น และทะเลสาบพานหยางก็ถูกยึดมาได้สำเร็จ! แต่ตอนนี้ กลยุทธ์ของจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวได้เปลี่ยนไปแล้ว แทนที่จะต่อสู้แบบเผชิญหน้า พวกเขากลับก่อกวนจากเื้ั ทำให้ตระกูลสวีไม่อาจรับความช่วยเหลือทางการเงินได้!”
“เ้าก็รู้ว่าจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวมีธุรกิจควบคุมสัตว์ร้ายที่ทำกำไรได้ พวกสัตว์ประหลาดที่พวกเขาเลี้ยงถูกขายต่อเนื่องทุกปี เงินทุนของพวกเขาจึงมีเยอะกว่าตระกูลสวีถึงสี่ส่วน! อีกทั้งกลุ่มเจ็ดคาบสมุทรและจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ด้วยความช่วยเหลือจากกลุ่มเจ็ดคาบสมุทร ตระกูลโจวจึงค่อย ๆ มั่นคงขึ้น!”
“ปัญหาสำหรับตระกูลสวีในตอนนี้คือ พวกเขาไม่อาจล่าถอยจากทะเลสาบพานหยางได้ แต่ก็ต้องปกป้องกองหลัง...”
“พูดตามตรง ในเขตชานเมืองฟางที่เราอาศัยอยู่ มีคนตระกูลสวีระดับบนแนะนำว่าควรอพยพออกไป! เพราะสำหรับพวกเขา มันเป็เพียงดินแดนิญญาที่มีพลังิญญาบางเบา เมื่อพวกเขายึดครองทะเลสาบพานหยางเรียบร้อยแล้ว เวลานั้นเราค่อยกลับมา แต่ถ้าไม่เป็เช่นนั้น สงสารก็แต่พวกเรา เฮ้อ...”
“ตอนนี้พี่ใหญ่จางเป็สมุนของตระกูลสวีแล้ว หากสถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้าง เ้าก็ยังมีทางออก” สวี่หยางกล่าว
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะสิ เพราะพวกเราก็ยังเป็ทหารที่ถูกบีบให้เข้าร่วมา ท้ายที่สุด แม้เมืองชั้นในจะใหญ่มาก แต่จะมีที่ว่างไหนให้พวกเราอีก?”
จางเถี่ยรับรู้ถึงความเป็จริง จึงส่ายหัวแล้วพูด
เขาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับตระกูลสวี ในที่สุดก็พูดว่า “เอาละ ไปกันเถอะ พี่จะพาเ้าไปเที่ยวหอนางโลม”
“พี่ใหญ่จาง ภรรยาของข้ายังรอข้าอยู่…”
สวี่หยางมองท้องฟ้า มันยังเร็วเกินไป
“เ้าไม่พูด ข้าไม่พูด แล้วจะต้องกลัวอะไร?”
จางเถี่ยคลี่ยิ้ม “เ้าไม่อยากรู้สถานการณ์หรือ? ข้าจะพาเ้าไปพบกับผู้หญิงที่เป็เพื่อนเก่าของข้า นางรู้ดีกว่าข้ามาก กระทั่งศิษย์สายตรงของตระกูลสวีก็ยังไปพบนาง!”
หลังจากได้ยินดังนั้น สวี่หยางก็ตัดสินใจไปด้วย ข่าวจากศิษย์สายตรงของตระกูลสวีนั้นสำคัญกว่ามาก