บุรุษมารทมิฬ(泰米尔恶魔)

    ตอนที่90 ลูก

     

    ร่างกายของเซียวเย่เริ่มที่จะไม่รับฟังคำสั่ง บวกกับแข้งขาเริ่มที่จะอ่อนแรง สุดท้ายเซียวเย่ก็นั่งลงกับพื้นในที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเซียวเย่ก็ยังไม่จำยอมที่จะยอมแพ้แต่อย่างใด มันยังคงฝืนเค้นโลหิตออกมาให้หน้ากากใบใหญ่เบื้องหน้ารับประทานอย่างเอร็ดอร่อย

     

    ตุบ บ

    เซียวเย่สติเริ่มค่อยๆมืดดับ มันนอนหงายหน้ามองเพดานไม่รู้ตัว แต่ถึงอย่างนั้น…มันก็ยังคงพาดแขนเอาไว้บนหน้ากาก เพื่อปล่อยให้โลหิตยังคงไหลต่อไป 

     

    เซียวเย่เงยหน้ามองเพดาน หนังตาเริ่มที่จะอ่อนแรง มันค่อยๆเลื่ยนลงมาปิดดวงตาของเซียวเย่อย่างช้าๆ ภาพที่เคยเห็นค่อยๆมืดลง จนในที่สุดก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นอะไรได้อีก…

     

    “จ-เจ้าหนู!!!!”

    อสูรพยัคฆ์แดงมองดูด้วยความเป็นห่วง มันมองก็รู้แล้วว่าเซียวเย่นั้นสลบไปแล้ว ถ้ามันยังคงอยู่เฉยเกรงว่าเซียวเย่จะอายุสั้นก่อนวัยอันควร  

     

    วูบบบ

     

    ทันใดนั้นหน้ากากก็ส่องแสงสว่างจ้าออกมา ทั่วทั่งห้องเต็มไปด้วยแสงสีแดงที่ส่องสว่างไสว อสูรพยัคฆ์แดงกำลังจะเข้าไปช่วยเซียวเย่แต่ก็ดูเหมือนจะถูกเจ้าหน้ากากนี่หยุดเอาไว้เสียก่อน

    วูบ!!

    กรึก! กรึก!

     

    แสงสว่างค่อยๆริบหรี่ลงช้าๆ มันสั่นสตุกไปมาอย่างรุนแรงก่อนที่ขนาดความใหญ่โตของมันจะค่อยๆลดขนาดเล็กลงเรื่อยๆ

     

    วูบกรึก..

    ฟรึบ!

    มันค่อยๆลอยตัวขึ้นเหนือพื้น ก่อนที่มันจะพุ่งเข้าไปสวมใส่บนใบหน้าของเซียวเย่ที่นอนอยู่บนพื้นอย่างพอดิบพอดี

     

    เลือดที่ไหลนองออกมาบนแขนเริ่มที่จะหยุดไหล ร่างกายที่ซีดขาวเริ่มที่จะกลับมาแข็งแรงและขาวนวลดั่งเดิม 

     

    “เจ้าหนู! เจ้าได้ยินเสียงข้าหรือเปล่า! เจ้าหนู! เจ้าหนู!”

     

    อสูรพยัคฆ์แดงเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มที่จะดีขึ้น มันก็รีบวิ่งเข้าไปกล่าวถามอาการเซียวเย่ด้วยความเป็นห่วง มันหวังว่าเซียวเย่จะไม่เป็นอะไร  

     

    ร่างกายของเซียวเย่สั่นขยับไปมาด้วยแรงเขย่าของมัน แต่เซียวเย่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะฟื้นขึ้นมาเลย แต่อย่างไรเสียดูแล้วก็คล้ายจะมีสภาพที่ดีขึ้น มันก็ควรที่จะสบายใจขึ้นมาหน่อย

     

    ครึนนน

     

    อยู่ๆสถานที่แห่งนี้ก็เริ่มที่จะสั่นสะเทือนไปมาอย่างรุนแรง หุ่นไม้ที่เคยสวมใส่หน้ากาก อยู่ๆมันก็ส่องแสงสว่างจ้าออกมาพร้อมกับพื้นที่สั่นสะเทือนไม่ยอมหยุด อสูรพยัคฆ์แดงรู้ได้ในทันที สัญชาตญาณของมันร้องสั่งให้รีบวิ่งหนีออกไปจากที่นี้  

     

    หมับ!

    เฟี้ยว!

    อสูรพยัคฆ์แดงไม่รอช้าที่จะกัดเสื้อผ้าของเซียวเย่โยนขึ้นไปบนหลัง รีบพยายามที่จะวิ่งให้เร็วที่สุดในชีวิตของมัน

     

    ตูม!!!

     

    เสียงระเบิดดังลั่น พร้อมกับอะไรบางอย่างที่ไล่ตามมาจากข้างหลัง อสูรพยัคฆ์แดงไม่ต้องหันหน้ากลับไปมองก็สามารถที่จะรู้ได้ว่ามันคืออะไร 

     

    เฟี๊ยว!!

    ตูมๆๆๆๆๆ

     

    เสียงระเบิดดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อสูรพยัคฆ์แดงวิ่งหลบหลึกเศษหินที่ล่วงลงมาจากเพดานด้วยความคล่องแคล่ว ถึงสติปัญญาของมันจะมีน้อย แต่เรื่องเผชิญอันตรายแบบนี้มันมีค่อนข้างมาก เศษหินที่ตกทับลงไม่สามารถที่จะกระทบโดนเซียวเย่หรืออสูรพยัคฆ์แดงด้วยซ้ำ

     

    พรึบ!

     

    “พี่ใหญ่ นี่มันเกิดอะไรกันขึ้น!!”

     

    อสูรพยัคฆ์แดงวิ่งออกมาจะถึงหน้าทางเข้า  ก็พบเจอเข้ากับสองลูกน้องคู่ใจของตนเองที่วิ่งสวนทางเข้ามา 

     

    “อย่าได้ถาม! รีบเข้ามาช่วยข้าเร็วเข้า!!!”

    พรีบ! เฟี๊ยว!

    อสูรอีการีบพยักหน้าเข้าใจในทันที มันกระพือปีกของมันพุ่งเข้าใส่แรงระเบิดที่ดังออกมาจากข้างหลังอสูรพยัคฆ์แดงลูกพี่ของมัน 

    ฟรึบ!

    อสูรอีกาปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งที่ด้านหน้าแรงระเบิด มันไม่รอช้ารีบตวัดปีกทั้งสองข้างของมันด้วยความเร็วสูง 

     

    “เคียววายุ!!!!”

     

    เฟี้ยว!!!

     

    แรงพลังของทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือด แต่ก็ยังไม่มีท่าที่ว่าแรงระเบิดจะยอมสงบและหายไปเลย อสูรอีกาพยายามที่จะต้านเอาไว้อย่างสุดฤทธิ์ มันปล่อยพลังออกมาพร้อมกับค่อยๆถอยร่น 

     

    ตึง! ตึง! ตึง!

     

    "เจ้าก้อนหิน!! เจ้ากล้าเหรอ!!!!"

    กึด! กึด!

    อสูรวัววิ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงสุดของมัน กล้ามเนื้อของมันเริ่มที่จะโปร่งพองเต็มไปด้วยมัดกล้าม โดยเฉพาะแขนซ้ายของมันที่ดูเหมือนจะใหญ่โตมโหฬารมากกว่าส่วนไหนๆ 

    มออออออ!

    “รับไป หมัด…ซ้าย!!!!”

    ตูมมมมมมม

     

    อสูรวัวชกเข้าใส่อากาศ แต่ทันทีที่มันชกหมัดออกไป อยู่ๆอากาศก็ถึงกลับต้องสั่นไหว เหมือนว่าจะมันถูกบังคับโดยพลังของหมัดซ้ายนั่น!!! 

    ครืนนนนน

    คลื่นพลังที่มองไม่เห็นอัดกระแทกเข้ากับเศษหินที่ล่วงลงมาจากข้างบนเพดาน จนพวกมันลอยปลิวกระเด็นไปทั่ว

     

    “ย้า! ย้า! ย่ะ! ย้า! ย้า! ย่ะ! เป็นอย่างไรพี่ใหญ่ ข้าแข็งแกร่งหรือไม่!! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” 

    ตูมๆๆๆๆ

     

    อสูรวัวชกออกมาด้วยแขนซ้ายของมันอย่างต่อเนื่อง คล้ายว่ามันเริ่มที่จะติดลมและสนุกเพลิดเพลินไปแล้ว

    เฟี๊ยว!

    ตูม!

    “พอแล้วเจ้าวัวโง่!! พี่ใหญ่วิ่งหนีไกลไปนู่นแล้ว!!!”

     

    อสูรอีกาปล่อยคลื่นเข้าปะทะครั้งสุดท้ายออกมา ก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งหนีตามพี่ใหญ่ของมันออกไป เมื่อเห็นว่าเจ้าวัวโง่ยังไม่มีท่าทีว่าจะวิ่งหนี ก็ตะโกนด่าทอออกมาเสียงดัง

    ตึง! ตึง! ตึง!

    อสูรวัวหันหน้ากลับมามองข้างหลังอย่างุงงง เมื่อเห็นว่าพี่ใหญ่และสหายของมันจากออกไปไกลแล้ว มันก็รีบวิ่งตามอสูรอีกาไปด้วยความเร็วสูงสุดของมัน

     

    พรึบ!!

     

    "แฮ่ก…แฮ่ก…แฮ่ก…เห้อ…เกือบไปแล้วเชียว…โชคดีนักที่ข้านั้นช่ำชองเรื่องแบบนี้…"

     

    อสูรพยัคฆ์แดงบินขึ้นบินไดทางออกขึ้นมาด้วยความว่องไว เมื่อมันขึ้นมาถึง มันก็หยุดอยู่กับที่หอบหายใจออกมาอย่างหนัก คล้ายว่าพึ่งจะเคยพบเจอสถานการณ์ที่หนักขนาดนี้

     

    ตึง! ตึง! ตึง!

     

    อสูรวัววิ่งขึ้นตามมาด้วยความรวดเร็ว ถึงตัวจะใหญ่แต่ว่าความเร็วของมันช่างเหนือชั้น เมื่อเห็นว่าพี่ใหญ่ของมันกำลังหอบหายใจอย่างหนักพูดพึมพัมอยู่คนเดียว ก็หวังที่จะเข้าไปคุยด้วย

     

    "พี่ใหญ่ ท่านช่ำชองเรื่องหนีงั้นเหรอ…"

     

    "ช-ใช-…ไอ่วัวบ้านี่….ไม่ใช่โว้ย!…เค้าเรียกว่าความเฉียบคมในการเฟ้นหาเส้นทางการเอาชีวิตรอดต่างหาก.."

     

    อสูรพยัคฆ์แดงเกือบจะพลั้งปากยอมรับออกมาโต้งๆไปแล้ว หันหน้ากลับมามองอสูรวัวด้วยความไม่พอใจ

     

    "อ๋อ…ข้าก็ว่าแล้ว พี่ใหญ่เชี่ยวชาญมากเลยจริงๆ ขนาดเจ้าอีกาว่าบินไวๆแล้ว แต่มันก็ยังไม่ได้ครึ่งของท่านเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า "

     

    อสูรวัวยกมือขึ้นมาเกาหัวช้าๆ พร้อมกับพยักหน้าอย่างเข้าใจ 

     

    เฟี๊ยว!

     

    “พี่ใหญ่!! ทำไมท่านถึงได้รีบหนี ปล่อยทิ้งข้าเอาไว้เช่นนี้…”

     

    อสูรอีกาบินฝ่ากลุ่มควันที่ลอยคลุ้งออกมาจากทางเข้า มันสำลักไอออกมาอย่างรุนแรง คล้ายว่าสูดดมกลุ่มควันพวกนั้นเข้าไปหลายส่วน

     

    “…เอ่อ…ข้า…”

     

    "เจ้าอีกา! วันนี้เจ้าได้โง่กว่าข้าแล้ว!! พี่ใหญ่เค้าไม่ได้วิ่งหนี แต่ว่ามันเป็น..เอ่อ..ความเฉียบคมในการ…เอ่อ…ความเฉียบคมในการแก้ผ้าเอาหน้ารอด ต่างหาก จงรู้ไว้ซะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า "

     

    อสูรพยัคฆ์แดงกำลังเฟ้นหาคำพูดมากล่าวอ้าง แต่ทันใดนั้นเจ้าอสูรวัวก็เดินเข้ามาใกล้ตบไหล่อสูรอีกาเบาๆ กล่าวออกมาเสียก่อน

     

    “…จะจดจำก็จำให้มันถูกต้องสิโว้ย!…อ-แฮ่ม!…เจ้าอีกา ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยจริงๆ ข้าเป็นห่วงอาการของเจ้าหนูนี่มากเกินไปหน่อย…ตั้งแต่เจ้าหนูนี่โดนหน้ากากสวมเข้าไป มันก็ยังไม่ยอมฟื้นตื่นขึ้นมาเลย..ข้าเป็นห่วงมันยิ่งนัก…”

     

    อสูรพยัคฆ์แดงตะคอกใส่อสูรวัวด้วยความโมโห ก่อนที่จะหันมากล่าวอธิบายเหตุผลที่แท้จริงให้มันถูกต้อง 

     

    อสูรวัวและอีกาทั้งสอง มองเห็นหน้าพี่ใหญ่ที่โศกเศร้าน้ำตาคลอ อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเซียวเย่ด้วยความเป็นห่วง…แต่ว่า..

     

    "..เอ่อ…พี่ใหญ่ ไหนหน้ากากที่ท่านว่า…"

     

    อสูรอีกาเพ่งมองเซียวเย่ที่กำลังหลับไหล แต่ไม่ว่ามันจะมองยังไง ก็คล้ายว่าจะไม่เห็นหน้ากากที่พี่ใหญ่มันว่า 

     

    "ฮือ…ฮือ…กะซิก…กะซิก..พูดอะไรของเจ้า…มันก็ถูกสวมใส่อยู่นั่น..งะ..ไง….มันไม่อยู่! มันหายไปไหนแล้ว!!"

     

    อสูรพยัคฆ์แดงที่กำลังโศกเศร้า อยู่ๆมันก็หายเป็นปกติโดยปลิดทิ้ง รีบปล่อยเซียวเย่ลงมาจากข้างหลัง พร้อมกับตรวจดูหาหน้ากากใบนั้นอย่างเร็วไว

     

    "…กลิ่น…แม้แต่กลิ่นมันก็ยังหายไป…หายไปไหน…หายไปได้อย่างไร" 

     

    อสูรพยัคฆ์แดงวิ่งวนไปมาพร้อมกับดมจมูกฟุดฟิดตลอดเวลา แต่ยังไม่ทันที่จะได้หาอย่างละเอียด มันก็ต้องละทิ้งไปซะเฉยๆ 

     

    เพราะว่ากลิ่นนั้นไม่มีอยู่…

     

    ต้องบอกก่อนว่า มันเชื่อมั่นในจมูกของมันเป็นอย่างมาก ตอนที่มันได้พบกับหน้ากากใบนี้ครั้งแรก มันก็สามารถที่จะจดจำกลิ่นของหน้ากากใบนั้นได้แล้ว ต่อให้มันถูกโยนข้ามไปไกลเป็นหมื่นลี้ มันก็ไม่เชื่อว่ามันจะหาไม่เจอ แต่อยู่ๆกลิ่นมันก็หายไปดื้อๆเสียอย่างนั้น แล้วอย่างนี้มันจะไปหาให้เจอได้อย่างไร….มันไม่รู้เลยว่าถ้าเซียวเย่ตื่นขึ้นมา มันจะอธิบายให้เซียวเย่รับฟังว่าอย่างไรดี

     

    "…เจ้าหนูนี่…เจ้าหนูนี่มันเป็นอสูร!!!"

     

    อสูรวัวเดินเข้ามาใกล้เซียวเย่ รู้สึกถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย มันกล่าวออกมาอย่างตกใจโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย 

     

    "เจ้าจะบ้าเรอะ! มันจะเป็นไปได้อย่างไร อ๊ะ!..กลิ่นอายนี่…ถึงจะแค่จางๆ แต่ก็เป็นอสูรไม่ผิดแน่…หรือว่ามันจะเป็นลูกครึ่งอสูร…หรือว่า.."

     

    อสูรอีกาบินเข้ามาใกล้เซียวเย่ แต่เมื่อเข้ามาใกล้ก็ถึงกลับต้องอึ้งตกใจ กลิ่นอายนี้…ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการคาดเดาของเจ้าอสูรวัวนั้นถูกต้อง 

     

    อยู่ๆเซียวเย่ก็ปรากฎตัวขึ้นมาพร้อมกับพี่ใหญ่.. 

     

    เป็นลูกครึ่งอสูรกับมนุษย์…

     

    อสูรอีกาเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รีบหันหน้าไปมองพี่ใหญ่ของมัน ที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างในทันที

     

    "เจ้าหนูนี่มันเป็นลูกของพี่ใหญ่!!! "

     

    อสูรวัวเผลอตะโกนกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ จนทำให้อสูรพยัคฆ์แดงที่กำลังครุ่นคิดอยู่คนเดียว ถึงกลับต้องสดุ้งตกใจตามไปด้วย

     

    "อ่ะ! อะไร! อะไร! ล-ลูกอะไรของเจ้า!! ดูหน้ามันเสียก่อน หล่อเหลาได้ครึ่งหนึ่งของข้าเสียเมื่อไหร่กัน! พวกเจ้าเลิกบ้ากันได้แล้ว! เจ้าหนูนี่เป็นมนุษย์แน่นอน…และอย่าได้ถามว่ามันเกิดอะไรกันขึ้น…เพราะข้าเองก็ไม่รู้!!…"

     

    อสูรพยัคฆ์แดงกล่าวออกมาคล้ายคนที่กำลังอารมณ์ไม่ดี เดินเข้าไปหาเซียวเย่กัดเสื้อผ้ากระชากขึ้นมาไว้บนหลัง เดินจากไปเงียบๆคล้ายว่ามันไม่อยากที่จะกล่าวอะไร….หรือไม่…มันก็อาจจะไม่รู้จริงๆ

    คล้ายกับเรื่องบุรุษมารทมิฬ(泰米尔恶魔) ที่คุณอ่าน