[จบแล้ว]ฉันจะไม่ยอมเป็นบอสที่ต้องตายตอนต้นเรื่องเด็ดขาด !

    28 ก้าวข้าม

    “ มนุษย์เช่นข้าทำเช่นนี้ได้ด้วยงั้นหรือ ”


    เสวี่ยหรงพูดกับตนเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ผ่านมาแล้วครึ่งชั่วยาม เธอยังไม่ได้วางหินที่มีขนาดเท่ากับตุ่มใส่น้ำลงพื้น มือขวาของเธอมีหินใหญ่ถือเอาไว้ก้อนหนึ่ง ข้างซ้ายมีอีกก้อนยกเอาไว้เพื่อทดสอบพลัง


    ลุงหานที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงขั้นล้มตัวลงไปนั่งบนพื้นเพราะตัวของเขาไม่สามารถยกหินได้นานเฉกเช่นคุณหนูได้ พละกำลังของคุณหนูในตอนนี้มากเกินกว่าจะเป็นขอบเขตประดับตัวอ่อนไปแล้ว ไม่แน่อาจจะเป็นระดับที่สูงกว่าเขา


    ตึง ตึง  เสวี่ยหรงวางหินทั้งสองกลับเข้าที่ พละกำลังและความแข็งแกร่งต่างจากเดิมเป็นอย่างมาก เธอรู้สึกว่าทุกอย่างภายในบ้านดูเบาจนสามารถยกขึ้นฟ้าได้ทั้งหมด


    หลังจากก้มหยิบหินก้อนเล็กๆขนาดเท่าหัวแม่มือขึ้นมาก้อนหนึ่ง เธอก็ได้ปาขึ้นไปบนท้องฟ้าสุดแรง


    มือข้างขวายืดออกไปสุดแขนส่งก้อนหินลอยขึ้นไปบนฟ้าสูงหายจากสายตา การขว้างปาเมื่อครู่ยังไม่เร็วพอที่จะเทียบกับกระสุนปืนได้ หินยังคงพุ่งออกไปด้วยความเร็วที่ดวงตาของเธอมองตามได้ทัน


    เสวี่ยหรงพอใจกับพละกำลังจึงก้มมองขาตนเอง เธออยากรู้ว่าวรยุทธ์ท่าเท้าของตระกูลม่อที่ฝึกในทุกๆเช้าจะใช้ได้แล้วหรือยัง เธอจึงเรียบเรียงความรู้ของวรยุทธ์ก้าวย่างตระกูลม่อ การใช้ออกในครั้งนี้จะต่างจากทุกวัน เธอไม่ได้ใช้พละกำลังอีกต่อไปเพราะมีปราณเข้ามาเสริม


    หลังจากทำความเข้าใจกับวิธีโคจรลมปราณของวรยุทธ์ก้าวย่างชมจันทร์ เสวี่ยหรงก็ได้เล็งไปยังจุดที่จะก้าวเท้าผ่าน


    เมื่อก้าวแรกใช้ออกไปนั้น ร่างของเธอก็พุ่งไปด้านหน้าด้วยความรวดเร็วราวกับคนกระโจน เพียงแต่ท่าทางของเธอมั่นคงและไม่ต่างจากคนที่กำลังเดินอย่างเชื่องช้า


    ความพิเศษของวรยุทธ์ก้าวย่างของตระกูลม่อคือท่วงท่า ทุกครั้งที่ใช้วรยุทธ์ก้าวย่างชมจันทร์ ร่างของเขาคนนั้นจะเคลื่อนที่ด้วยรูปลักษณ์ไม่ต่างจากกำลังก้าวเดิน ทุกท่วงท่าดูสบายราวกับกำลังเดินชมจันทร์ในคืนที่ฟ้าเปิด


    เสวี่ยหรงจึงก้าวที่สองไปด้านหน้าพาร่างกายตนเองย้ายจากตำแหน่งลงเท้าขวาไปยังอีกจุดที่ใช้เท้าซ้ายเป็นตัวค้ำจุน เมื่อเห็นว่าการก้าวเท้าไม่มีข้อผิดพลาดเธอจึงเริ่มมองไปรอบๆลานกว้างจากนั้นก็ใช้วรยุทธ์ก้าวย่างวิ่งไปรอบๆให้เกิดความคุ้นชิน


    รอยหยักกลางหน้าผากของลุงเจ๋อเพิ่มมากยิ่งขึ้น เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกตกใจ เด็กสาวที่พึ่งสร้างตันเถียนกำลังใช้ท่าเท้าได้อย่างลื่นไหลราวกับว่าเธอฝึกใช้มันมาเป็นเวลานานหลายเดือน


    ความเร็วของเสวี่ยหรงเพิ่มมากยิ่งขึ้นจนชายเสื้อปลิวไปตามแรงลมเกิดเสียงผึบผับ ท่าทางของเธอยังคงไม่ต่างจากคนกำลังเดิน ท่าทางสบายๆจากการก้าวเท้าที่ใช้ส่วนปลายแตะพื้นทำให้การเดินสำหรับเธอดูตัวเบาไร้น้ำหนัก


    เสวี่ยหรงสัมผัสได้ถึงลมเย็นปะทะใบหน้า หากให้เปรียบเทียบความเร็วในการก้าวเท้าเธอคิดว่าน่าจะมีความเร็วเทียบเท่ารถที่วิ่งด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับว่าเป็นเรื่องน่าตกใจที่มนุษย์สามารถวิ่งด้วยความเร็วมากขนาดนี้ได้ ที่น่าแปลกใจคือท่าทางในการวิ่งที่ไม่ต่างจากเดิน


    เมื่อมองไปยังหลังคาเรือนหลังหนึ่ง เธอจึงกระโจนขึ้นไปด้านบนแล้ววิ่งสักพักก่อนจะกลับลงมาเหยียบพื้นด้วยท่าทางนุ่มนวลราวกับว่าร่างกายไม่มีน้ำหนักอยู่เลย


    “ คุณหนูเจ้าคะ อย่าพึ่งขึ้นไปบนหลังคาเลยนะเจ้าคะ มันอาจจะพังลงมาได้นะเจ้าคะ! ” ยี่ยี่เตือนด้วยความเป็นห่วง เรือนหลายหลังอยู่ในสภาพทรุดโทรมจากการถูกไฟเผา 


    เสวี่ยหรงทำเพียงยิ้มรับการทดสอบร่างกายของเธอจบลงไปแล้ว สำหรับเธอวรยุทธ์ก้าวย่างชมจันทร์ฉบับปรับปรุงใช้ออกมาได้สมบูรณ์แบบ หากอยากเห็นข้อบกพร่องเธอต้องให้มีระดับสูงกว่าช่วยชี้แนะว่าถูกหรือผิด


    “ คุณหนูเจ้าคะ การเป็นผู้ฝึกยุทธ์รู้สึกเช่นไรบ้างเจ้าคะ ”


    ยี่ยี่วิ่งเข้ามาใกล้ เธอก็อยากเป็นผู้ฝึกยุทธ์บ้างเพราะจะได้วิ่งเร็ว แม่นมหลิงก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ ถึงแม้ระดับจะไม่ได้สูงมากแต่อย่างใด พละกำลังของแม่นมหลิงกลับเพียงพอที่จะทำงานบ้านได้ทั้งวันโดยไม่เหน็ดเหนื่อย หากเธอเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้บ้างคงจะดีไม่น้อย  


    เสวี่ยหรงมองไปยังลุงเจ๋อที่เข้ามาขัดจังหวะ ฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนตัวด้วยความเร็วที่แทบจะเรียกได้ว่าหายตัวมายืนด้านข้างยี่ยี่ในชั่วพริบตา แม้แต่เธอเองยังสัมผัสไม่ได้


    “ คุณหนู ตันเถียนของท่านเป็นเช่นไรบ้าง บอกขนาดให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ ”


    เสวี่ยหรงหันมองลุงหานที่เคยห้ามไม่ให้บอกขนาดตันเถียนกับใคร อีกฝ่ายพยักหน้าให้ราวกับว่าเธอสามารถบอกเรื่องนี้กับลุงเจ๋อได้ เสวี่ยหรงจึงบอกความจริงเกี่ยวกับตันเถียนภายในร่าง


    “ ข้าคิดว่ามันน่าจะมีขนาดเท่ากำปั้น ”


    ยี่ยี่เห็นรอยหยักหว่างคิ้วของลุงเจ๋อ เธอไม่รู้เกี่ยวกับขนาดจึงทำเพียงยืนนิ่งๆให้คุณหนูได้คุยกับลุงเจ๋อที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง


    “ คุณหนู ท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่ ”


    “ ขนาดเท่ากำปั้นจริงๆ ” เสวี่ยหรงยืนยันคำเดิม สีหน้าของลุงเจ๋อทำให้เธอรู้สึกได้ว่าตนเองแปลก


    “ เป็นไปไม่ได้ ระดับตัวอ่อนจะมีตันเถียนเท่าหัวนิ้วโป้งเท้า ขนาดของคุณหนูเป็นของระดับก่อกำเนิดลมปราณไปแล้ว คุณหนูลองทำตามที่ข้าแนะนำหน่อย หากท่านทำได้หมายความว่าท่านไม่ใช่ระดับตัวอ่อน ”


    ลุงเจ๋อไม่กล้าแตะต้องคุณหนู เขาจึงเลือกใช้วิธีทดสอบอย่างอื่นแทน ถ้าสามารถปลดปล่อยปราณออกมาจากร่างได้ ระดับคงไม่ใช่ตัวอ่อนอีกต่อไปแต่เป็นระดับสูงกว่า


    เสวี่ยหรงจึงหลับตาเข้าไปในตันเถียนแล้วชักนำพลังออกมากลุ่มหนึ่งส่งมันมาที่ปลายนิ้วมือตามคำแนะนำ ปราณสีฟ้าที่กำลังรวมตัวกันบริเวณปลายนิ้วชี้ได้สร้างความตะลึงให้กับลุงเจ๋อเป็นอย่างมาก  สิ่งนี้ยืนยันได้ว่าคุณหนูของเขาเป็นระดับก่อกำเนิดลมปราณแล้ว  เธอก้าวข้ามระดับตัวอ่อนหลังจากสร้างตันเถียนได้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา


    เสวี่ยหรงเปิดเข้าไปดูหน้าต่างสถานะที่มีข้อมูลจัดแสดงไม่กี่อย่าง แถวบนสุดระบุระดับพลังของเธอในตอนนี้


    ก่อกำเนิดปราณขั้นเริ่มต้น คือสิ่งที่ปรากฎให้เห็น  เธอจึงเท้าคางคิดหาสาเหตุจนพบว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับปราณแปลกประหลาดหลายอย่างที่ดูดซับมาจากหญิงวัยกลางคน ปริมาณปราณที่ดูดซับเข้ามาในร่างมีจำนวนมาก  เธอคิดว่าปราณเหล่านี้คงจะเหมือนโอสถ หลังจากสร้างตันเถียนได้แล้ว ปราณส่วนที่เหลือจึงเพิ่มระดับพลังให้กับเธอจนกลายเป็นก่อกำเนิดปราณขั้นเริ่มต้น


    “ เดี๋ยวก่อน สกิลสุดท้ายคือสกิลมีปราณเป็นมิตรไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงมีสิ่งอีกเพิ่มเข้ามา ”


    เสวี่ยหรงนับช่องสกิลติดตัว ปรากฎว่ามันไม่ได้มีเพียง 10 อีกต่อไป มีสกิลติดตัวเพิ่มขึ้นมาใหม่ 2 สกิล


    ชีพจรสงบคือสกิลลำดับที่ 11  ช่วยในเรื่องควบคุมลมหายใจให้อยู่ในสภาวะปกติได้โดยไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้าง


    ตาทิพย์คือสกิลลำดับที่ 12 ทำให้มองเห็นพลังงานได้ทุกอย่าง


    เสวี่ยหรงอ่านคำอธิบายสกิลทั้ง 2 อย่าง เธอจึงคิดว่าแสงสีที่ลอยอยู่บนฟ้า อาจจะไม่ใช่ความสามารถของผู้ฝึกยุทธ์ มันคงจะเป็นเพราะผลของสกิลตาทิพย์  


    สำหรับชีพจรสงบ เธอคิดว่าถ้าได้เรียนรู้วิธีเก็บซ่อนลมปราณ เธอคงจะสามารถพรางตัวไปกับความมืดได้โดยไม่มีใครเห็น ตัวตนของเธอคงจะจืดจางลงจากสกิลนี้  


    เพียงแต่ว่าสกิลไม่ได้มีผลต่อจิตใจ เธอยังคงรู้สึกตื่นเต้น หวาดวิตกได้เช่นเดิม เพียงแค่ว่าท่าทางเหล่านี้ไม่มีผลต่อร่างกาย


    “ ลุงเจ๋อ ท่านเห็นสีของปราณบนท้องฟ้าหรือไม่ ”


    ลุงเจ๋อหันมองท้องฟ้า เขามองไม่เห็นปราณเพียงแค่รับรู้ได้ว่ารอบๆมีปราณอยู่เพียงเท่านั้น


    “ คุณหนู ข้าได้ยินมาว่าทางภาคกลางมีหลายคนมองเห็นสีของปราณได้ พวกเขาล้วนแล้วถูกต้อนรับจากตระกูลใหญ่และพรรคอันดับต้นๆ ว่าแต่ท่านมองเห็นกี่สี ”


    “ ข้าเห็นเยอะมาก แทบจะเรียกได้ว่ามีรุ้งหลากสีอยู่บนท้องฟ้าเลยด้วยซ้ำ ”


    ลุงเจ๋อรีบเก็บสีหน้าแล้วห้ามคุณหนูไม่ให้บอกใครเกี่ยวกับความสามารถนี้ มันอาจจะนำปัญหามาสู่ตนเองได้ เสวี่ยหรงจึงเกิดความสงสัย ในนิยายมีการพูดถึงผู้มีดวงตาพิเศษ แต่ไม่มีครั้งไหนพูดถึงการล่าคนเหล่านี้ พวกเขาล้วนแล้วได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี


    “ คุณหนู ไม่ใช่แค่ดวงตาของท่าน พลังของท่านก็เช่นกัน ข้าจะสอนท่านปกปิดพลัง  ส่วนเรื่องที่ข้าให้ท่านปกปิดเอาไว้ก็เพราะสถานการณ์ของตระกูลม่อไม่สู้ดี อาจจะมีศัตรูของท่านย้อนกลับมาได้เพราะกลัวว่าท่านจะแข็งแกร่งเกินไปแล้วไล่ล่าพวกมันในภายหลัง ”


    เสวี่ยหรงพยักหน้าเข้าใจ เธอนึกว่าจะมีคำเตือนอื่นนอกจากนี้ หากเป็นเรื่องของการกวาดล้างตระกูลและเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มคนที่พยายามบีบให้เธอนำค่ายกลออกมาส่งมอบ เสวี่ยหรงไม่เคยลดความระมัดระวังตนลงเลย เธอไม่คิดจะเปิดเผยพลังนี้ให้ใครเห็น เพียงแต่ว่าสกิลปัดเป่าจำเป็นเพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เธอสามารถหลุดพ้นจากช่วงแรกของเนื้อเรื่องไปได้.