ซูหยุนใช้เวลามากกว่าปกติถึงสามเท่าในการเดินทอดน่องอ้อยอิ่งประวิงเวลาสุดชีวิตเพื่อมายังหลังเขา แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะกลั่นแกล้ง ให้เขาต้องมาจ๊ะเอ๋กับ กัวเลี่ยงเข้าจนได้
กัวเลี่ยงเองก็เพิ่งเคยเห็นซูหยุนในสภาพหงอยเหงาห่อเหี่ยวเช่นนี้เป็ครั้งแรก เขารู้สึกประหลาดใจระคนขบขัน เมื่อตรองดูสักพักก็เข้าใจสถานการณ์ จึงอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ยทับถม
"ซูหยุนเอ๋ยซูหยุน... นึกไม่ถึงว่าคนอย่างเ้าก็รู้จักคำว่า 'กลัว' กับเขาด้วย?"
ซูหยุนปรายตามองกลับ จ้องเขม็งจนกัวเลี่ยงเริ่มรู้สึกขนลุกซู่ "เ้ามองข้าทำไม!"
จู่ๆ ซูหยุนก็ปรับสีหน้าเป็จริงจัง "ศิษย์พี่กัว ท่านไม่สังเกตอะไรบ้างเลยหรือ?"
กัวเลี่ยงชะงัก "สังเกตอะไร?"
ซูหยุนทำท่าทางลับๆ ล่อๆ กระซิบเสียงเครียด "น้ำเสียงเวลาท่านพูดเมื่อครู่... มันเริ่มเหมือนข้าเข้าไปทุกทีแล้วนะ!"
ไม่รอให้กัวเลี่ยงได้ตอบโต้ เขาทำหน้าปวดร้าวรานใจ ส่ายหน้าเบาๆ อย่างเวทนา
"ศิษย์พี่ไม่รู้ตัวเลยสินะ... ว่าท่านได้กลายเป็ 'คนประเภทที่ท่านเกลียดที่สุด' ไปเสียแล้ว!"
กัวเลี่ยงได้ฟังดังนั้นก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นตระหนก จริงด้วย! ที่มันพูดมาก็มีเหตุผล
ความหยิ่งทะนงตน ความวางมาดศิษย์พี่ผู้สูงส่งของข้าหายไปไหนหมด? ั้แ่เมื่อไหร่ที่ข้ากลายเป็คนดีแต่ปาก ชอบทับถมชาวบ้านแบบนี้? ข้า... ข้าเปลี่ยนไปั้แ่เมื่อไหร่กัน...
มองดูกัวเลี่ยงที่กำลังสับสนในชีวิตด้วยสายตาเหยียดหยาม ซูหยุนแค่นหัวเราะในใจ ตบะจิตใจแค่นี้ริอาจจะมางัดข้อกับท่านปู่ซู? ไปฝึกมาใหม่นะไอ้น้อง!
......
ซูหยุนเดินย่องเข้าไปในถ้ำของผู้าุโลู่อย่างระมัดระวัง ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป ก็พบกับใบหน้าถมึงทึงของ ลู่สิง ที่จ้องมองมาพอดิบพอดี
ใจเขาหล่นวูบ รีบโค้งกายคารวะ "ศิษย์ซูหยุน คารวะผู้าุโลู่ขอรับ!"
น่าแปลกที่เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เขาทำตัวกร่างไม่กลัวฟ้ากลัวดิน แต่พอมาอยู่ต่อหน้าลู่สิง เขากลับรู้สึกประหม่าขึ้นมาดื้อๆ ความห้าวหาญที่มีหายวับไปกับตา
ลู่สิงมองท่าทีตัวสั่นงันงกของซูหยุน แล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ
ั้แ่แรกเห็นเด็กคนนี้ เขาก็รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก ราวกับมีวาสนาต่อกัน ยิ่งพอได้ฟังเื่ราวชีวิตของซูหยุน มันกลับไปสะกิดปมบางอย่างในใจ จนทำให้คอขวดพลังที่ติดขัดมานานของเขาคลายตัวลง จนสามารถทะลวงด่านได้สำเร็จ
จะว่าไปแล้ว... เขาก็ติดค้าง 'หนี้บุญคุณ' เด็กคนนี้อยู่เหมือนกัน...
พอคิดได้แบบนี้ คำดุด่าว่ากล่าวที่เตรียมมาร่ายยาวเหยียด ก็จุกอยู่ที่คอ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เขาส่ายหน้าเบาๆ โยนถุงสมบัติที่เตรียมไว้ให้ซูหยุน พลางกล่าวเสียงนุ่ม "ในนี้มีผลึกิญญากับยาบำรุงอยู่บ้าง น่าจะพอให้เ้าใช้ไปได้อีกนาน"
ซูหยุนกำลังงงว่าทำไมหวยไม่ลง ทำไมไม่โดนด่า จู่ๆ ก็มีถุงสมบัติลอยมาเข้ามือ พอลองเปิดดู... แม่เ้า! ข้างในมียาเพิ่มพูนพลังนับสิบขวด กับผลึกิญญาอีกหลายหมื่น!
อารมณ์ของเขาพลันสับสนปนเป เดิมทีเตรียมใจมาโดนด่าเต็มที่ กะว่าใช้ความหน้าด้านเข้าสู้ เดี๋ยวก็ผ่านไป แต่ไหงกลายเป็ว่านอกจากไม่โดนด่าแล้ว ยังได้เงินถุงเงินถังมาอีก? เื่นี้มันเหนือความคาดหมายจนเขาไปไม่เป็
"ผู้าุโลู่... นี่มัน..."
ลู่สิงโบกมือ กล่าวตัดบท "ถือว่าเป็วาสนาที่ข้าติดค้างเ้าอยู่ รับไปเถอะ แต่จำไว้ให้ดี... วันหน้าห้ามก่อเื่วุ่นวายแบบนี้อีก เข้าใจไหม?"
ลู่สิงเองก็ไม่รู้ตัวว่า หลังจากทะลวงด่านสำเร็จ จิตใจของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย หากเป็เมื่อก่อน ซูหยุนคงโดนสวดจนหูชาไปแล้ว ไม่มีทางมานั่งพูดจาภาษาดอกไม้แบบนี้แน่
ซูหยุนฟังแล้วก็รู้สึกจุกในอก ั้แ่มาโลกนี้ นอกจากอาจารย์ที่จากไปแล้ว ก็มีผู้าุโลู่นี่แหละที่ดูจะห่วงใยเขาจริงๆ
แวบหนึ่ง ภาพเงาร่างสีแดงปรากฏขึ้นในหัว เขาหน้าแดงแปร๊ด รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที
แม้เขาจะไม่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิดตรงไหน แต่เขาก็ไม่อยากทำให้ลู่สิงผิดหวัง จึงได้แต่รับคำอย่างนอบน้อม "ขอรับ ศิษย์จะจำใส่ใจไว้"
ลู่สิงเห็นหน้าแดงๆ ของซูหยุน ก็นึกว่าเด็กมันสำนึกผิดจนละอายใจ ก็รู้สึกพอใจ เอ่ยกำชับว่า "ไปเถอะ ถ้ามีข้อสงสัยเื่การฝึกฝน ก็มาหาข้าได้ตลอด"
ซูหยุนโค้งคำนับอีกครั้ง แล้วค่อยๆ ถอยหลังออกมา
แต่ทันใดนั้น เขาก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ รีบถามโพลงออกไป "ผู้าุโลู่ขอรับ... แล้วถ้าไปเจอศิษย์ต่างสำนัก ศิษย์ยัง 'ก่อเื่' ได้ไหมขอรับ?"
ลู่สิงคิ้วกระตุกยิกๆ แทบจะพุ่งไปคว้าคอเ้าเด็กนี่มาตีให้ก้นลาย เขาพยายามข่มอารมณ์ แล้วกัดฟันตอบ "เ้าก็ดู 'กาลเทศะ' เอาเองสิวะ!"
ซูหยุนเห็นท่าไม่ดี รีบรับคำ "ทราบแล้วขอรับ! ทราบแล้ว!"
พูดยังไม่ทันจบประโยค เขาก็ใส่เกียร์หมาวิ่งแน่บออกจากถ้ำไป ทิ้งให้ลู่สิงยืนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกอยู่คนเดียว...
......
พอออกจากถ้ำมาได้ ซูหยุนก็อารมณ์ดีจนผิวปากหวือ มองซ้ายมองขวา ก็เจอกับคู่รักคู่แค้นเ้าเก่า... กัวเลี่ยง เดินตรงเข้ามาหา
เขาแปลกใจนิดหน่อย ศิษย์พี่กัวนี่ฟื้นตัวเร็วจริงแฮะ ภูมิต้านทานทางจิตใจสูงขึ้นเยอะ
ไม่รอให้กัวเลี่ยงเปิดปาก ซูหยุนชิงทักก่อน "อ้าว ศิษย์พี่กัว คิดตกได้เร็วขนาดนี้เชียว?"
กัวเลี่ยงหน้าดำคร่ำเครียด เมื่อกี้มัวแต่หลงกลคารมเ้าเด็กนี่จนลืมคำสั่งอาจารย์ไปเสียสนิท
เขาเมินคำเหน็บแนมของซูหยุน แล้วพูดเสียงแข็ง "อาจารย์สั่งให้เ้าไปพบเดี๋ยวนี้"
ซูหยุนใจหายวาบ ตาแก่นั่น... ยังจะทวงหนี้อีกเหรอเนี่ย? เป็ถึงผู้าุโ จะงกไปไหน เสียศักดิ์ศรีชะมัด
บ่นในใจไปก็เท่านั้น เขารู้ดีว่าคงหนีไม่พ้น จึงได้แต่เดินตามกัวเลี่ยงไปอย่างปลงๆ...
ไม่นานนัก กัวเลี่ยงก็พาเขามาถึงถ้ำแห่งหนึ่ง ซูหยุนเงยหน้าขึ้นก็เห็น ผู้าุโเฉียน นั่งลูบเครายิ้มกริ่มรออยู่ ด้านหลังมีศิษย์สองคนยืนมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
กัวเลี่ยงโค้งคำนับ "ท่านอาจารย์ ศิษย์พาซูหยุนมาแล้วขอรับ"
แล้วหันไปทักทายศิษย์พี่ทั้งสอง "คารวะศิษย์พี่ทั้งสอง"
ซูหยุนเดินตามหลังมา ทำความเคารพอย่างเสียไม่ได้ เขารู้ชะตากรรมว่าวันนี้เื (เงิน) ต้องไหลออกแน่ๆ จึงกลั้นใจควักถุงสมบัติออกมา แล้วกล่าวอย่างปวดร้าว
"ผู้าุโเฉียน... นี่คือสี่พันผลึกิญญาที่ศิษย์ติดค้างท่าน เชิญท่านรับไปเถอะขอรับ"
กัวเลี่ยงตาโต ซูหยุนไปติดหนี้อาจารย์ตอนไหน? แต่พอเห็นหน้าตาเหมือนคนจะขาดใจตายของซูหยุน กับรอยยิ้มเ้าเล่ห์ของอาจารย์ เขาก็เก็ททันที
อ๋อออ... อาจารย์กำลังทวงคืนความยุติธรรมให้ข้านี่เอง! ถึงแม้อาจารย์ระดับผู้าุโจะมารังแกศิษย์ตัวเล็กๆ มันจะดูไม่งามก็เถอะ แต่ทำไมในใจข้ามันสะใจเยี่ยงนี้!
ผู้าุโเฉียนเห็นสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของกัวเลี่ยง ก็ลอบยิ้มเยาะ ไอ้ศิษย์โง่ เดี๋ยวเอ็งจะได้ร้องไห้แน่!
เขาไม่ยื่นมือไปรับถุงสมบัตินั้น แต่กลับถามสวนขึ้นมาประโยคหนึ่ง "รากฐานที่แน่นปึ้กของพวกเด็กๆ สายนอกนั่น... ฝีมือเ้าใช่ไหม?"
ซูหยุนได้ยินดังนั้น ก็เหมือนสวิตช์เปลี่ยนโหมดทำงาน มือที่ถือถุงสมบัติชักกลับมาเก็บที่เอวด้วยความไวแสง ทำเนียนเหมือนไม่เคยหยิบออกมา เล่นเอากัวเลี่ยงตาค้าง แม้แต่ศิษย์พี่ทั้งสองด้านหลังยังทึ่ง ไอ้หมอนี่... สมคำร่ำลือจริงๆ
ซูหยุนไม่สนสายตาใครทั้งนั้น ปรับสีหน้าเป็วีรบุรุษผู้เสียสละ แววตามุ่งมั่นดุจยอดคนผู้กู้โลก กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
"เรียนผู้าุโ ตอนที่ศิษย์ไปถึงสายนอก เห็นศิษย์น้องเ่าั้ฝึกฝนล่าช้า รากฐานกลวงโบ๋ ศิษย์รู้สึกปวดใจยิ่งนัก! พวกเขาคืออนาคตที่จะก้าวขึ้นมาเป็ศิษย์สายใน แล้วถ้าปล่อยไว้แบบนี้ พวกเขาจะเป็กำลังหลักของสำนักเราได้อย่างไร?"
"ศิษย์ในฐานะผู้ดูแลสายนอก และในฐานะศิษย์คนหนึ่งของสำนัก ย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย! ดังนั้นทุกๆ เดือน ศิษย์จึงลงมือช่วย 'ขัดเกลา' รากฐานให้พวกเขา แม้จะต้องเหนื่อยยากตรากตรำเพียงใด... แต่เพื่อสำนักแล้ว ศิษย์เต็มใจทำโดยไม่เกี่ยงงอนขอรับ!"
สิ้นคำแถลงการณ์อันยิ่งใหญ่ บรรยากาศในถ้ำเงียบกริบ...
ศิษย์พี่ทั้งสองด้านหลังผู้าุโเฉียนแววตาสั่นระริกด้วยความซาบซึ้ง นึกไม่ถึงเลยว่าศิษย์น้องซูจะมีจิติญญาอันสูงส่งเพียงนี้ พวกเราเข้าใจเขาผิดไปจริงๆ ที่ผ่านมาเขาปิดทองหลังพระมาตลอด เทียบกับวีรกรรมเพี้ยนๆ ที่เขาก่อแล้ว ความดีงามนี้ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน!
ผู้าุโเฉียนลูบเคราเงียบๆ เขารู้ว่าซูหยุนหน้าด้าน แต่พอมาเจอของจริง... มันด้านได้โล่กว่าที่คิด! เขาเริ่มลังเลว่าการตัดสินใจของตัวเองมันจะถูกหรือผิดกันแน่...
มีเพียงกัวเลี่ยงคนเดียวที่ยังคงสติครบถ้วน อย่ามาตอแหล! ข้าเคยเห็นด้านที่ระยำกว่านี้ของเ้ามาแล้ว! เพื่อสำนักกับผีน่ะสิ! ถ้าเ้าไม่ได้ทำเพราะคันไม้คันมืออยากอัดคน ข้ากัวเลี่ยงยอมเด็ดหัวตัวเองให้เ้าเอาไปเตะเล่นเลยเอ้า!
ผ่านไปครู่ใหญ่ ผู้าุโเฉียนถึงได้สติ แอบรำพึงในใจ เทียบกันแล้ว... ท่านเ้าสำนักสมัยหนุ่มๆ นี่กลายเป็เด็กอนามัยไปเลยเมื่อเจอไอ้เด็กนี่
ซูหยุนเห็นบรรยากาศเริ่มเงียบ จึงหยอดถามเสียงอ่อย "ที่ผู้าุโพูดถึงเื่นี้... หรือว่าทางสำนักจะมีรางวัลแห่งความดีความชอบให้ศิษย์? ถ้าเป็เช่นนั้น... ศิษย์ก็คงไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของสำนักได้..."
เขาบีบน้ำตาแห่งความตื้นตัน "สำนักไม่เคยลืมผู้ปิดทองหลังพระจริงๆ ศิษย์ซาบซึ้งใจยิ่งนัก!"
ผู้าุโเฉียนรีบยกมือเบรก "พอได้แล้วไอ้หนู!" ขืนปล่อยให้พูดต่อ ตบะพันปีของเขาอาจจะแตกซ่านเพราะความหน้าด้านนี้ได้
กัวเลี่ยงถอนหายใจโล่งอก หยุดสักทีเถอะ ข้าจะอ้วกแล้ว
ผู้าุโเฉียนกระแอมไอ ปรับอารมณ์ "จะเอารางวัลเหรอ... ก็ใช่ว่าจะไม่มี..."
ซูหยุนแค่แย็บๆ ไปงั้น ไม่นึกว่าจะมีหวัง หูผึ่งขึ้นมาทันที
เขารีบปีนเกลียว "ผู้าุโมีอะไรจะบัญชา เชิญสั่งมาได้เลยขอรับ! เพื่อสำนัก ศิษย์พร้อมลุยไฟ!"
ผู้าุโเฉียนพยักหน้า ถามเข้าประเด็น "วิธีของเ้าน่ะ... ใช้กับระดับ ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา ได้ผลไหม?"
ซูหยุนชะงักไปนิดนึง ก่อนตอบตามตรง "ก็ได้ผลอยู่ขอรับ แต่ไม่ชัดเจนเท่าระดับ ขั้นสร้างรากฐาน"
เขาพูดความจริง เพราะหลังจากที่พวก เกาผิง ทะลวงเข้าสู่ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา วิธีการขัดเกลา ของเขาก็ได้ผลน้อยลงมาก จนระยะหลังๆ แทบไม่เห็นผลเลย
แต่พวกเกาผิงเหมือนจะโดนซูหยุนนวดจนเสพติดไปแล้ว เรียกเมื่อไหร่ก็มาเมื่อนั้น ไม่กล้าเบี้ยว (หรือจริงๆ คือไม่กล้าขัดใจซูหยุนเพราะกลัวโดนหนักกว่าเดิมก็ไม่รู้)
ผู้าุโเฉียนตาเป็ประกาย พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "มีผลก็ดีแล้ว... พวกเ้าสองคนตามข้ามา"
เขาสะบัดแขนเสื้อวูบเดียว ร่างของทั้งสามคนก็หายวับไปจากถ้ำ
ทิ้งให้ศิษย์พี่ทั้งสองยืนเวิ้งว้างด้วยความเลื่อมใส หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น "ศิษย์น้องซูผู้นี้เป็ที่โปรดปรานของอาจารย์ขนาดนี้ อนาคตต้องไม่ธรรมดาแน่ การไปแดนลับคราวนี้ คงมีเื่ให้ตื่นตะลึงกันถ้วนหน้า"
อีกคนหัวเราะ "นั่นสิ เข้าสำนักมาไม่กี่ปีก็มาไกลขนาดนี้แล้ว อีกไม่นานคงแซงพวกเราไปแน่"
ทั้งสองมองตากันอย่างรู้ใจ แล้วก็แยกย้ายกันไปฝึกฝนด้วยความมุ่งมั่น... (โดยหารู้ไม่ว่าหายนะกำลังจะมาเยือนเพื่อนร่วมสำนักเร็วๆ นี้)