่เวลาอาหารค่ำ จ้าวอวี้หร่านก็ได้พบเข้ากับซ่งิเจิงอีกครั้งโดยที่เขามาพร้อมกับเสด็จพ่อของนาง
เซวียนเหวินฮ่องเต้ทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดสีเหลืองสดใส ตรงบ่าปักไว้ด้วยลวดลายัทองห้ากรงเล็บดูสง่างาม สมกับเป็จักรพรรดิผู้รุ่งโรจน์อยู่ในวัยกลางคน ภายนอกดูหนักแน่น ภายในมีความสุขุมลุ่มลึกลักษณะท่าทางดูภูมิฐานและผ่าเผย ทั้งยังเคยออกศึกเป็แม่ทัพใหญ่มาก่อน ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยากจะหาสิ่งใดเปรียบ
แต่จ้าวอวี้หร่านรู้ดีว่าเพราะทรงออกศึกด้วยพระองค์เองั้แ่ยังเยาว์วัยจึงทำให้เสด็จพ่อของนางได้รับาเ็อยู่หลายครั้งหลายคราโดยครั้งที่สาหัสที่สุดนั้นก็เป็ครั้งที่ซ่งิเจิงได้ช่วยชีวิตเอาไว้ ตอนนี้มีพระชนมายุยังไม่ถึงสี่สิบปีดีแต่ร่างกายกลับส่งสัญญาณเตือนถึงความเสื่อมสภาพออกมาแล้ว อาการาเ็ภายในและโรคเรื้อรังก็มักจะกำเริบขึ้นมาอยู่บ่อยๆ
นางเผยยิ้มออกมาเข้าประคองที่แขนของเซวียนเหวินฮ่องเต้ให้นั่งลงอย่างรักใคร่ ต่อให้ซ่งิเจิงที่ผีเข้าผีออกจะอยู่ข้างๆก็ไม่อาจส่งผลกระทบใดๆ ต่อนาง
“ทำไมรัชทายาทถึงยังไม่เข้านอนเล่ายังจะอ่านหนังสืออยู่อีก หมอหลวงหลินไม่ได้บอกหรือ ว่าไม่ให้ใช้สมองมากเกินไป”
เซวียนเหวินฮ่องเต้ตบลงบนมือของนางตาก็ชำเลืองมอง ‘คัมภีร์อี้จิง’ที่วางไว้อยู่ด้านข้าง
จ้าวอวี้หร่านยิ้มแล้วพูดขึ้น“ลูกนอนไม่หลับจริงๆ ไม่รู้จะทำอะไรเลยลองพลิกอ่านอยู่หน้าสองหน้า ไม่เป็ปัญหาหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
นางโกหกตาใส ซ่งิเจิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอยู่ด้านหลังขององค์ฮ่องเต้เขาอยู่ที่นี่ เห็นนางสู้รบตบมือกับตำราอยู่ตลอด่บ่าย
จ้าวอวี้หร่านพอพูดจบถึงนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีซ่งิเจิงอยู่ข้างๆจึงปรายตามองเขาเงียบๆ เมื่อเห็นว่าเขายังคงทำหน้าตาเ็าไม่บ่งบอกอารมณ์เช่นเคย นางจึงพุ่งความสนใจไปที่เซวียนเหวินฮ่องเต้อีกครั้ง
เซวียนเหวินฮ่องเต้ประทับลงยื่นมือไปจับบริเวณเข่า คนทั้งสองล้วนสายตาว่องไวรู้สึกเย็นวาบในหัวใจขึ้นมาพร้อมๆ กัน
จากกระโจมที่ประทับของฮ่องเต้มาจนถึงที่นี่ไม่ได้ใช้เวลานานเท่าใดนักแต่พระองค์กลับต้องบีบนวดบริเวณหัวเข่า ดูท่าอาการปวดคงกำเริบขึ้นอีกแล้ว
เซวียนเหวินฮ่องเต้ทรงไม่รู้ว่าด้วยการกระทำเล็กๆน้อยๆ เช่นนี้จะทำให้คนอื่นสามารถคาดเดาสถานการณ์ความเป็จริงได้ คิดอยากจะบ่นโอรสอยู่สักคำสองคำทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าซ่งิเจิงกำลังยืนอยู่ จึงเอียงพระพักตร์แล้วรับสั่งว่า“ิเจิง เ้าก็นั่งลงก่อนเถอะ”
“เสด็จอาซู่รีบนั่งลงก่อนดูข้าสิ พบเสด็จพ่อก็มัวแต่ดีใจ เสียมารยาทแล้ว”
จ้าวอวี้หร่านรีบพูดขึ้นทั้งยังช่วยดึงเก้าอี้ให้เขา
ซ่งิเจิงกล่าวขอบคุณตอนที่กำลังนั่งลงก็ปรายตามองนาง เห็นว่านางยอบตัวอยู่ข้างกายฮ่องเต้กำมือแล้วทุบลงเบาๆ ที่ขาของเซวียนเหวินฮ่องเต้
“เสด็จพ่อ่หลายวันมานี้ทรงพักผ่อนเป็อย่างไรบ้างหรือพ่ะย่ะค่ะ”
นางออกแรงทุบให้เสด็จพ่ออย่างเบามือเซวียนเหวินฮ่องเต้รู้สึกอบอุ่นพระทัยเป็อย่างมาก
ในบรรดาโอรสมากมายก็มีเพียงแค่โอรสที่ประสูติจากฮองเฮาคนนี้เท่านั้นที่ใกล้ชิดกับเขาขนาดนี้ นับั้แ่ยังเล็กก็รู้ความคอยช่วยบีบไหล่นวดขาให้กับเขาไม่ว่าจะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่ยอมฟัง
เดิมทีเป็โอรสที่ประสูติจากฮองเฮาและเป็ว่าที่ฮ่องเต้ในอนาคต มีเหตุจำเป็อันใดเล่าที่ต้องมาคอยเอาอกเอาใจอยู่แบบนี้อย่างไรเสียตำแหน่งองค์รัชทายาทก็ไม่สามารถเปลี่ยนเป็ของคนอื่นไปได้ โอรสของเขาผู้นี้มีนิสัยจริงใจเห็นว่าเขาเป็พ่อ ไม่เหมือนกับโอรสคนอื่นๆ ที่เรียกเขาว่า ‘เสด็จพ่อ’ แค่เพียงลมปากเท่านั้น
‘เสด็จพ่อๆ’คำว่าเสด็จหรือกษัตริย์อยู่เบื้องหน้า ส่วนคำว่าพ่ออยู่เื้ัทั้งสองคำนี้ช่างห่างไกลกันยิ่งนัก
เซวียนเหวินฮ่องเต้รู้สึกซาบซึ้งอยู่ในใจแต่พอนึกถึงอาการาเ็ของนางแล้วก็ดึงให้นางลุกขึ้น “นั่งลงเถอะเ้าก็ต้องดูแลตัวเอง ข้าเองก็ไม่ได้ขาดคนนวดขาเสียหน่อย จะให้คนอื่นมาเห็นว่าองค์รัชทายาทไม่สนใจศักดิ์ศรีมาคอยทำตัวเป็เด็กๆ ที่คอยติดแจได้อย่างไร”
“นักปราชญ์กล่าวไว้ว่าหนึ่งต้องกตัญญูรู้คุณ ลูกนวดขาให้เสด็จพ่อแล้วอย่างไร จะมีใครหน้าไหนกล้าเอาไปพูดกันสุ่มสี่สุ่มห้าล่ะพ่ะย่ะค่ะ”จ้าวอวี้หร่านเลิกคิ้วขึ้นด้วยท่าทางเอาเื่
เซวียนเหวินฮ่องเต้หัวเราะขึ้นเสียงดังและให้เขานั่งลงดีๆ “ข้ามาเยี่ยมดูอาการ แต่กลับให้คนป่วยต้องมาคอยเป็ห่วงหากรู้ว่าจะเป็เช่นนี้ ข้าคงไม่มาแล้ว”
จ้าวอวี้หร่านเม้มปากอมยิ้มเบาๆคิดขึ้นมาว่าไม่อาจขัดขืนบัญชาฟ้าลิขิตของคนเบื้องหน้าได้ ในใจก็รู้สึกเ็ปและขื่นขม
นี่เป็เสด็จพ่อที่นางเคารพรักมากที่สุดนะ
ในคืนวันนี้เซวียนเหวินฮ่องเต้ได้ประทับและเสวยอาหารค่ำที่กระโจมของจ้าวอวี้หร่าน ในตอนที่เสวยอยู่นั้นก็ได้พูดถึงเื่ที่ให้นางรับผิดชอบดูแลการซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำที่เจ้อเจียง
จ้าวอวี้หร่านหวนนึกถึงชาติที่แล้วหลังจากกลับมาเมืองหลวงได้ไม่นาน นางก็ได้ออกไปยังเจ้อเจียงและดูแลเื่นี้ด้วยตนเอง แต่หลังจากที่นางขึ้นครองราชย์ไปแล้ว เจ้อเจียงกลับต้องประสบกับปัญหาอุทกภัยอีกครั้ง
ในตอนนี้เซวียนเหวินฮ่องเต้ยังไม่ได้มีรับสั่งถึงข้อเสนอแนะอื่นใดเพียงแต่กำชับกับนางว่าเื่นี้สำคัญยิ่ง ให้นางใส่ใจดูแลให้มาก
นางรับปากอย่างหนักแน่นหลังจากเสวยเสร็จ ก็คลุมเสื้อให้เซวียนเหวินฮ่องเต้แล้วส่งเสด็จกลับยังกระโจมที่ประทับ
ระหว่างมื้อค่ำซ่งิเจิงก็ได้ขอพระบัญชาจากเซวียนเหวินฮ่องเต้ โดยกราบทูลว่าหากเื่นางตกจากหลังม้ายังไม่กระจ่างจะคอยมาอยู่ข้างกายองค์รัชทายาทพอจ้าวอวี้หร่านได้ยินเข้าก็รู้สึกต่อต้านเป็ที่สุด แต่นางกลับเห็นเสด็จพ่อมีรับสั่งอย่างพอพระทัยไปว่า‘สร้างความยุ่งยากให้ซ่งิเจิงแล้ว’ ราวกับว่าซ่งิเจิงต้องมาพลอยลำบากมากขึ้นไปด้วยจริงๆ
เซวียนเหวินฮ่องเต้ก็ทรงอนุญาตในตอนนั้นโดยให้ย้ายกระโจมของซ่งิเจิงมาตั้งอยู่ข้างๆ นาง นางคิดอยากจะทัดทานแต่ก็ไม่อาจทำได้ สุดท้ายแล้วนางก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนทุกคำพูดลงไปอย่างเงียบๆ
ในคืนนั้นขณะที่จ้าวอวี้หร่านอยู่บนแท่นบรรทมแล้ว ก็ได้เรียกให้องครักษ์คนสนิทมาถามว่าซู่อ๋องที่อยู่กระโจมข้างๆกำลังทำอะไรอยู่ องครักษ์คนสนิทก็ได้กราบทูลไปว่าซู่อ๋องกำลังจิบสุรา ยืนชมจันทร์อยู่นอกกระโจม
นางโบกมือให้เขาออกไปแล้วกลอกตา เดิมทีคิดอยากจะปลดสายรัดหน้าอกนอนสักคืนเห็นทีจะต้องล้มเลิกความคิดนี้แล้ว สมมติว่า เพียงแค่สมมติเท่านั้น หากคนผู้นั้นบุ่มบ่ามเข้ามาเหมือนตอนกลางวันอีกจะพลอยวุ่นวายไปกันใหญ่
จ้าวอวี้หร่านทำได้เพียงพันสายรัดเอาไว้ต่อไปด้วยความรู้สึกอึดอัดใจแล้วหลับไปด้วยอารมณ์ที่ยังฟุ้งซ่าน
กลางดึกภายในกระโจมนั้นเงียบสงัด ได้ยินเสียงหวีดหวิวของสายลมอย่างชัดเจน ค่ำคืนนี้จ้าวอวี้หร่านนอนหลับสนิทสนิทเสียจนข้างกายมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งมายืนมองนางอยู่นานสองนาน นางก็ยังไม่รู้สึกตัวหลังจากผ่านไปพักใหญ่ เงาร่างนั้นก็ได้โน้มตัวลง
ภายในกระโจมมีเสียงลูบไล้เสื้อผ้าดังขึ้นแ่เบาและกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้งด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว เงาร่างนั้นยังดึงผ้าห่มขึ้นให้นางก่อนจะจากไปอย่างไร้สุ้มเสียง
เมื่อนางตื่นขึ้นในวันถัดมาก็รวบผ้าห่มไว้แล้วเอนหลังอยู่บนเตียงสักพัก เมื่อลุกขึ้นมาถึงพบว่าสายรัดหน้าอกของตัวเองคลายออกปลดปล่อยความอวบอิ่มภายใต้เสื้อตัวในสุด นางรีบร้อนปลดเสื้อตัวในแล้วดึงสายรัดผูกปมอย่างลวกๆเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ในใจพลันเกิดความสงสัย
ก็เห็นๆกันอยู่ว่าได้ตรวจดูก่อนเข้านอนแล้วนี่
เป็เพราะเมื่อคืนนางนอนดิ้นจนทำให้ปมสายรัดหลุดออกอย่างนั้นหรือ
เมื่อพันสายรัดหน้าอกใหม่อีกครั้งอย่างรัดกุมและสวมเสื้อผ้าทับเสร็จ จ้าวอวี้หร่านจึงได้ะโเรียกให้คนมาช่วยดูแลล้างหน้าล้างตาที่ข้างกระโจมพลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น พร้อมกับเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นดังแทรกเข้ามา
นางมองไปยังด้านขวาราวกับจะจ้องให้ทะลุม่านของกระโจมที่ทั้งหนาและหนัก
ทางด้านนั้นเป็กระโจมของซ่งิเจิงที่มาสร้างเอาไว้ชั่วคราวเมื่อคืนนี้ แต่พอรุ่งสางกลับเกิดเื่วุ่นวายขึ้นเสียแล้ว
เมื่อเริ่มได้ยินเสียงโบยตีดังมาจากด้านนอกทั้งยังได้ยินเสียงคนะโร้องขอชีวิตว่า ‘ข้ายอมข้ายอมแล้ว อย่าโบยข้าอีกเลย’ จ้าวอวี้หร่านจึงได้โยนผ้าเช็ดหน้าลงไปในน้ำ
นางจัดแจงเสื้อผ้าอีกครั้งเมื่อเดินออกจากกระโจม ก็พบเข้ากับขันทีที่ถูกโบยจนก้นลาย นอนฟุบลงบนพื้น หายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
ซ่งิเจิงยืนอยู่ไม่ห่างออกไปใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
เมื่อนายทหารที่อยู่โดยรอบคุกเข่าถวายบังคมนางจึงได้เดินทอดน่องไปตรงหน้าเขา “เสด็จอาซู่ อะไรทำให้ท่านหัวเสียแต่เช้า”
“ส่งเสียงรบกวนองค์ชายหรือ”
“หามิได้”
จ้าวอวี้หร่านเชิดคางขึ้นเล็กน้อยแสงอาทิตย์ยามเช้าตกกระทบลงบนดวงหน้าสง่างามของนาง เครื่องหน้างดงามสอดรับกับผิวขาวผุดผ่องราวกับหยกที่ถูกแกะสลักไว้
สายตาของซ่งิเจิงหยุดลงบนใบหน้าที่สะกดสายตาผู้คนได้อยู่หมัดอยู่พักใหญ่เขาหลุบตาลงเล็กน้อย ไม่อาจบอกได้ว่าจงใจมองผ่านส่วนหน้าของนางหรือไม่ พอคิดบางอย่างขึ้นมาได้ก็กระตุกยิ้มมุมปากขึ้นเบาๆ
ก็เป็แค่รูปกายแบนราบไม่ได้ดึงดูดสายตาให้ผู้คนต้องเผลอคิดไปไกล
ซ่งิเจิงพูดขึ้นอย่างเรียบเฉย“เื่ที่องค์ชายตกจากหลังม้ามีความคืบหน้าแล้ว สืบพบว่าใน่ที่ผ่านมา คนผู้นี้ตีสนิทกับคนรับใช้ที่คอยดูแลม้าขององค์ชายบัดนี้ได้ตรวจพบต้นตอแล้ว”
“อ้อ คนผู้นี้เป็ขุนนางรับใช้อยู่ที่ใดกัน”
ดูเหมือนว่าจ้าวอวี้หร่านจะรู้สึกสนใจเป็อย่างมากสายตาจดจ้องไปที่เขา
ซ่งิเจิงกล่าวขึ้น “เป็ขุนนางรับใช้ขององค์ชายใหญ่รับหน้าที่คอยดูแลม้า”
“จุ๊ๆ เื่นี้เสด็จอาจะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดผู้เกี่ยวข้องไม่ใช่เล็กๆ เลยนะ”
เขามองท่าทีแสร้งทำเป็ประหลาดใจของนางหรี่ตาลงอย่างระแวดระวัง คนผู้นี้ไม่ใช่ว่านางเป็คนจัดแจงเอาไว้หรอกหรือ เขายังรู้อีกว่าเื่นี้ถ้ายังสืบค้นต่อไปเกรงว่าจะต้องเกี่ยวพันกับองค์ชายสักองค์เข้าแน่เป็ไปได้สูงว่าจะเป็องค์ชายสามที่ถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนักผู้นั้น
แค่คืนเดียวนางก็คิดวางแผนได้เป็อย่างดี
นางคงจะให้คนแอบไปส่งข่าวเื่ที่ตกม้ากับองค์ชายสามที่ยังอยู่ในเมืองหลวงเพื่อให้เขาอาศัยจุดนี้เข้าโจมตีบรรดาพี่น้อง
องค์ชายสามมีนิสัยหยิ่งผยองมักจะลงมืออย่างหุนหันพลันแล่น ไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปแน่ ระยะทางจากเมืองหลวงถึงที่นี่ใช้ม้าเร็วควบไปแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะให้องค์ชายสามวางแผนโยนความผิดไปให้ผู้อื่น
นางคาดคะเนนิสัยขององค์ชายสามได้อย่างแม่นยำว่าจะต้องสั่งให้คนคอยแอบติดตามองค์ชายรองและองค์ชายสามถือว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกันอยู่ดังนั้นผู้ที่จะต้องถูกโยนความผิดไปให้ก็เห็นจะมีแค่องค์ชายใหญ่คนเดียวเท่านั้น
ขอเพียงตามหาหมากที่องค์ชายสามจะใช้เป็แพะรับบาปได้นางค่อยให้คนเปิดเผยแผนการว่าองค์ชายสามเป็ผู้อยู่เื้ัทั้งหมดให้องค์ชายใหญ่ได้ทราบขอแค่เพียงองค์ชายใหญ่เชื่อสักเพียงเล็กน้อยก็จะสามารถทำให้พวกเขาเริ่มต่อสู้กันเองได้
ซ่งิเจิงหรี่ตาลงคาดเดาแผนการของนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ทั้งเป็การแก้แค้นองค์ชายใหญ่ที่ลอบทำร้ายจนนางตกม้าและยังใช้ให้องค์ชายสามลงมือแทนนางโดยไร้สาเหตุ แถมยังลากเขาไปเกี่ยวข้องด้วยเพราะเขาจะต้องเป็ผู้ไต่สวนด้วยตนเอง!
เป็จิ้งจอกน้อยดีๆนี่เอง!
มิน่าล่ะ เมื่อวานนี้เขาถามนางว่าจะเผชิญหน้ากับองค์ชายใหญ่หรือไม่นางบอกว่านางมีแผนการ ซึ่งแผนการของนางก็คือให้เขาเข้ามาเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ในครั้งนี้!
จริงๆเลย…ซ่งิเจิงไม่รู้ว่าควรจะโกรธหรือหัวเราะออกมาดีเขาไม่ทันระวังตัวก็ถูกนางดึงเข้าไปอยู่ในแผนการเข้าให้อย่างร้ายกาจ ไม่ว่าจะเป็องค์ชายใหญ่หรือองค์ชายสามต่างก็จะต้องเกลียดเขาแน่ๆ
เขาหรี่ตาลงคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายตลบ แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น เขาขยับเข้าไปใกล้นางสองก้าวก้มหน้าลง แล้วกระซิบข้างหูนางว่า “องค์ชายไม่จำเป็ต้องใช้วิธีแบบนี้เพื่อให้กระหม่อมตกอยู่ในกำมือกระหม่อมยิ่งกว่าเต็มใจที่จะรับใช้องค์ชาย ครั้งหน้าเื่เช่นนี้ แค่รับสั่งออกมาตรงๆก็พอแล้ว เพื่อองค์ชาย กระหม่อม…ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ต้องตายเป็หมื่นๆ ครั้งก็ไม่หวั่น”
จ้าวอวี้หร่านถอยหลังออกไปสองก้าวทันทีดวงตาเรียวรีฉายแวววูบไหว เม้มริมฝีปากจนเป็เส้นตรง แสดงท่าทีระแวดระวังตัว ไม่รู้ว่าระวังเขาที่มองความคิดนางออกหรือระวังเขาที่เข้ามาใกล้อย่างกะทันหันกันแน่
เขาพูดคุยใกล้ชิดกับนางขนาดนั้นลมหายใจรินรดลงบนผิวด้านหนึ่ง กระทั่งได้กลิ่นลมหายใจสะอาดจางๆ ที่เขาได้ใช้ไม้ไผ่และเกลือมาช่วยกลั้วปากสีฟัน
ทำให้รู้สึกถึงภัยคุกคามที่เข้ามารุกรานพื้นที่ของนางเขาช่างทำให้คนอื่นรู้สึกถึงแรงกดดันได้จริงๆ
นางไม่ชอบให้เขาเข้ามาใกล้ตัวเองขนาดนี้อีกทั้งไม่รู้ว่าตัวนางประสาทหลอนไปแล้วหรืออย่างไร เห็นอยู่ชัดๆ ว่าคำพูดของเขาแสดงออกถึงความจงรักภักดีแต่มีแวบหนึ่งที่นางััได้ถึงความอ่อนโยน ราวกับเป็คำบอกรัก!
จ้าวอวี้หร่านถอยหลังไปสองก้าวพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ และสงบลงอย่างรวดเร็ว
นางไม่ได้กลัวเลยสักนิดว่าเขาจะล่วงรู้แผนการของตัวเองเข้าสีหน้าของนางดูเรียบเฉย ทั้งยังเผยยิ้มบางเบา “เสด็จอาซู่มีใจคิดเช่นนี้ เสด็จพ่อของข้าจะต้องปลาบปลื้มพระทัยเป็แน่”
นางแกล้งทำเป็ไร้เดียงสาซ่งิเจิงเองก็หัวเราะ แต่จังหวะต่อมาสีหน้าก็เย็นเยียบลง พลางบอกให้คนไปลากนักโทษผู้นั้นเข้าไปด้านในแล้วถือโอกาสหมุนตัวเดินเข้าไปในกระโจมจ้าวอวี้หร่านจึงมองไม่เห็นอะไรอีก
นางเองก็หมุนกายกลับด้วยท่าทีไม่ใส่ใจแต่ปากกลับส่งเสียงจิ๊จ๊ะ จะเห็นหรือไม่เห็นก็ช่างมันเถอะถึงอย่างไรเื่นี้ก็สำเร็จแล้ว พี่ใหญ่กับพี่สามของนางที่เป็ดั่งเสือร้ายคอยจ้องตะปบเหยื่อจะต้องเข้ามาพันพัวกับเื่นี้และเกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์เพิ่มขึ้นแน่
เมื่อกลับเข้ามายังกระโจมของตัวเองไม่นานสำนักหมอหลวงก็ได้เข้ามาถวายโอสถ ครั้งนี้นางยกมือขึ้นประคองชามแล้วดื่มลงไปรวดเดียวโดยไม่คิดลังเลเลยสักนิดนางสบายอกสบายใจเสียจนรู้สึกว่ายาก็ไม่ได้ขมอะไรขนาดนั้น
ในตอนนั้นเององค์ชายใหญ่อวี้อ๋องก็ลงมือตามที่ขันทีผู้เลี้ยงม้าคนนั้นว่าไว้จริงๆ และเพราะว่าจ้าวอวี้หร่านจงใจอำนวยความสะดวกให้จนเขาสืบพบเบาะแสว่าองค์ชายสามเป็อยู่เื้ัเื่ทั้งหมดจึงโกรธจัดจนตาแดงก่ำแล้วปัดชุดชาทั้งหมดทิ้ง
ก่อนหน้านี้คนของเขาต้องตายตายลงด้วยคมดาบของซ่งิเจิง ตอนที่ใกล้ตายก็ไม่ยอมเอ่ยปากซัดทอดถึงเขา ในเวลานี้มีคนมาเอ่ยถึงเขาจะต้องมีแผนการบางอย่างอย่างแน่นอน!
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่สงสัยเลยสักนิดที่สืบสาวราวเื่ไปจนถึงตัวองค์ชายสาม
อวี้อ๋องเชื่อใจขันทีผู้ที่อยู่ข้างกายเขาเหงื่อเย็นของขันทีผู้นั้นรินไหลลงมาด้วยความหวาดกลัว “องค์ชายใหญ่ ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ”
อวี้อ๋องขบกรามแน่นแววตาซุกซ่อนแผนการไว้ “ไปพบเสด็จพ่อ เอาของที่หาพบขึ้นถวายก่อนที่ซ่งิเจิงจะลงมือ!”
ส่วนเสด็จพ่อของเขาจะเชื่อหรือไม่นั้นก็จะต้องมีการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง เพราะเื่ทั้งหมดนี้ต่างเกี่ยวพันกับองค์ชายทั้งสอง!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd