ลี่ฉุนเอียงหน้ามองดูเ้าเด็กสิบขวบ ที่เวลานี้เป็ทั้งเ้านาย น้องชายและเพื่อนเล่น “องค์ชายท่าน้าประลองสิ่งใดกับข้า”
“ยิงเกาทัณฑ์…”
ลี่ฉุนหัวเราะชอบใจ “ได้องค์ชาย ข้าลี่ฉุน เป็รองแม่ทัพหน้าด่านตะวันออกมาค่อนชีวิต ไม่เคยคิดว่าต้องมาประลองทักษะฝีมือกับเด็ก แต่ในเมื่อท่านเป็ถึงองค์ชายแคว้นจ้าว มีหรือที่ทหารแคว้นจ้าวเช่นข้าจะออมมือ”
“เดี๋ยวใต้เท้า ข้าเข้าใจว่าท่านนับถือองค์ชายเป็ลูกพี่ แล้วเหตุใดเวลานี้ข้าไม่เห็นว่าท่านจะเกรงใจเขาเลยแม้แต่น้อย นี่องค์ชายตงหยางนะ”
“แม่นางหลิวหยุน ข้านับถือองค์ชายตงหยางเป็ลูกพี่ ก็แค่เื่ประดิษฐ์กับดักจับปลาเท่านั้น เื่อื่นข้ายังไม่นับ เ้าหนู เ้าน่ะอ่อนกว่าลูกสาวข้าแค่สี่ปี หากจะนับดูแล้ว ข้าก็เทียบได้กับบิดาเ้าเชียวนะ ไม่สิฝ่าาแก่กว่าข้ามาก ก่อนหน้าที่จะมีเ้า เขาได้บุตรชายแล้วถึงสี่คน บุตรตรีอีกสาม เ้าถึงได้มาเกิดเป็บุตรชายคนที่สี่ ดีที่เป็บุตรของฮองเฮา ไม่เช่นนั้นข้าคิดไม่ออกเลย…ว่า”
“ท่านลี่ฉุน…” หลิวหยุนชักสีหน้าและเอ่ยปรามด้วยความไม่พอใจ ทำให้ลี่ฉุนนายทหารร่างใหญ่ผู้มีหนวดเคราเต็มใบหน้า ถึงกับหยดชะงักรู้สึกตัว ว่าตนได้พลาดพูดจาล่วงเกินออกไป
“เอ่อ…องค์ชาย ข้าไม่ได้เจตนา ขออภัย ข้านี่มันแย่ชะมัด”
จ้าวตงหยางหันมามองหน้าเขา จากสีหน้านิ่งเฉยกลับยิ้มออกมา “ท่านพี่ลี่ฉุน ท่านดูจะรู้จักบิดามารดาของข้าดีเหลือเกินนะ ดูไม่เหมือนทหารที่ประจำอยู่ด่านชายแดนแม้แต่น้อย หากไม่รู้ที่มาของท่าน ข้าคงคิดว่าท่านเป็กงกงของตำหนักฝ่ายใน”
หลิวหยุนถึงกับกลั้นหัวเราะ ลี่ฉุนทำได้แค่เกาศีรษะแก้เก้อ “องค์ชายท่านตำหนิได้ถูกแล้ว ที่ข้ารู้เื่ท่านดี เป็เพราะคำร่ำลือต่างหากเล่า ข้าเลยสนใจในตัวท่านเป็พิเศษ มากกว่าผู้อื่น”
“ร่ำลือเช่นนั้นรึ มีอะไรน่าร่ำลือกัน ข้าก็แค่วิ่งเล่นสนุก และไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใด”
“ผู้คนต่างพูดกันว่า องค์ชายจ้าวตงหยาง เป็อัฉริยะมากความสามารถ ตำราใดที่ว่ายาก ก็สามารถจดจำจนนำมาคัดลอก ออกตำราใหม่ได้เสมอทั้งที่อายุยังน้อย ก่อนหน้านี้ ข้าคิดว่าเป็เพียงการเยินยอของพวกเห็บหมัดในวัง จนได้มาใช้ชีวิตร่วมกัน ข้าถึงเข้าใจว่าเสียงลือนั้น ไม่ผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย และข้าก็เชื่อว่า ในตัวท่านคงมีดีมากกว่าที่ข้าเห็น”
“ขอบใจท่านลี่ฉุน ท่านพูดได้ดี ถูกแล้วท่านยังไม่รู้จักข้าดีพอ มาเถอะเตรียมอุปกรณ์ของท่านมา ข้าจะแสดงให้ดู ว่าข้าสามารถทำอะไรได้บ้าง”
“ดี ๆ เด็ก ๆ ใครอยู่ด้านนอกบ้าง เตรียมลานประลองข้ากับจ้าวตงหยางจะประลองเกาทัณฑ์”
ลี่ฉุนเดินออกจากบ้านทรุดโทรมของแม่ทัพไป่เยว่ ที่เวลานี้ถูกจัดให้เป็ที่พักของหลิวหยุนและตงหยางไปด้วยในบ้านหลังเดียวกัน พร้ะโกนออกคำสั่งให้ลูกน้องของตนที่ยืนรออยู่ด้านนอก หลิวหยุนมองดูองค์ชายตงหยางที่ยืนอยู่ข้างกาย
“องค์ชาย เหตุใดถึงไปท้าทายเขาเช่นนั้น”
“ทำไม ท่านพี่ไม่มั่นใจว่าข้าจะทำได้เช่นนั้นรึ”
“ไม่ใช่ไม่มั่นใจ แต่วิชาพวกนี้ ท่านเพิ่งได้เรียนรู้ไม่กี่เดือนเอง แล้วไปท้าประลองกับคนเช่นท่านลี่ฉุน นั่นรองแม่ทัพเชียวนะเ้าคะ”
“ไม่ต้องห่วงพี่หลิวหยุน ข้าแค่อยากลอง หาได้เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีแต่อย่างใดไม่ อย่าลืมไปสิ ว่าข้าไม่ใช่องค์ชายตงหยาง แต่เป็จ้าวตงหยาง คนธรรมดา ที่เป็เพียงลูกมือท่านหมอซุนเท่านั้น” ตงหยางก้มลงมองดูแท่นหินฝนยา ลองทำอะไรที่ท้าทายดูบ้าง บางทีก็ดีกว่าการตากยาเตรียมยาอยู่แบบนี้
กลิ่นควันกำยานคละคลุ้งไปทั่ว ลานบูชาเทพเ้าเงียบสงบด้วยเป็เวลาเช้า ผู้คนยังไม่พลุกพล่านน่ารำคาญ เฉิงวั่งซู ลู่เสี่ยนและผู้ติดตามของเขา จัดวางถาดผลไม้และขนม พร้อมเครื่องบูชาต่าง ๆ เพื่อให้คุณชายบ้านเฉิงได้ทำการสักการะบูชา เฉิงวั่งซูตรวจตาดูเครื่องบูชาด้วยความพอใจ แล้วจึงเริ่มอธิษฐานต่อทวยเทพ
เด็กชายก้าวเท้าออกมาด้านนอกศาลเ้า ด้วยความเบิกบานใจ ขณะกำลังก้าวขึ้นหลังม้าตัวโปรด สายตาพลันมองเห็นชายชราชุดขาว นั่งโบกพัดใบไม้อยู่ใต้ต้นชิงซงหน้าศาลเ้า
“เจอกันอีกแล้ว นี่คงไม่ใช่เหตุบังเอิญสินะ” เฉิงวั่งซูรีบเข้าไปทักทาย เสมือนเจอคนรู้จักที่คุ้นเคย
ชายชราเหลือบตามองคุณชายบ้านเฉิง แล้วก็เบือนหน้าไปทางอื่น เหมือนไม่ได้สนใจในตัวเขา
“เหตุใดถึงคิดว่าบังเอิญ ทำไมเ้าไม่คิดบ้างว่าเป็บุพเพ”
“บุพเพ ท่านปู่ หากเป็บุพเพจริงต้องแบบนั้น” วั่งซูชี้นิ้วไปที่สาวใช้คนงาม ผู้เฒ่าชราเหลือบตามองตามนิ้วมือของเด็กชาย แล้วก็ต้องยิ้มเยาะ
“ไม่เคยคิดเลย ว่าหัวใจธาตุไฟจะเป็ผู้ที่ฝักใฝ่ในเื่พวกนี้ เป็เด็กเป็เล็ก รู้แล้วรึว่าบุพเพหมายถึงชายหญิง”
“ท่านปู่ ข้าเป็ผู้ชาย จะมีอะไรน่าสนใจไปกว่าสตรีงาม ๆ กับกลิ่นกายหอม ๆ ของพวกนาง”
“เห้อ…คุณชายท่านน่ะ เลิกคิดเื่พวกนี้เสียทีเถอะ อย่าลืมหน้าที่ จะต้องให้ข้าย้ำกันไปอีกกี่รอบ”
“ท่านปู่ ท่านอย่าเรียกว่าลืม ข้าจำไม่ได้เลยต่างหากเล่า แล้วสิ่งที่ท่าน้าให้ทำ ข้าก็ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไรมากกว่า ท่านจะช่วยชี้แนะสักเล็กน้อยมิได้เลยหรือ”
“คนโง่ ก็คือคนโง่ เ้าสองคนเป็สหายกันได้อย่างไร”
เฉิงวั่งซูย่อตัวหย่นก้นนั่งลงข้างตาแก่ ชายชราในชุดขาว ถึงกับใรีบขยับตัวหนี จนเฉิงวั่งซูถึงกับหัวเราะออกมา “นั่นอย่างไรเล่า ท่านเป็ปีศาจจริงด้วย”
“ไอ้เด็กปากเสีย ใครกันปีศาจกัน”
“ก็ท่านอย่างไรเล่า เมื่อคืนอยู่ในความฝันเวลานี้กลับมาปรากฏตัวนั่งสนทนากับข้าได้ แบบนี้ให้ข้าคิดเช่นไร”
“ไป ๆ จะไปไหนก็ไป ซือซงเ้านี่มันน่ารำคาญชะมัด ข้าคิดไม่ออกเลยว่า คนเช่นเ้าจะจัดการชะตารักที่ผิดพลาดได้อย่างไร เฮ้อ…อนิจจาความหวังของข้า คงมีแต่ท่านตงฉางเสียแล้ว”
ชายชราพูดจบก็ลุกเดินจากไป เฉิงวั่งซูดั่งตกอยู่ในภวังค์ “ตงฉาง…ตงฉาง…” ชื่อนี้ช่างคุ้นหู
“คุณชาย ท่านทำอะไรอยู่ นั่นท่านพูดกับใครกัน พวกข้ารอนานแล้วนะ รีบไปเถอะเ้าค่ะ ไปพบท่านเป่าจงวันแรกก็สายเสียแล้ว แบบนี้จะไม่ดีนะเ้าคะ”
เฉิงวั่งซูสะดุ้งใ เหลียวมองรอบตัว ชายชราชุดขาวหายไปแล้ว “ได้ ๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
เป้าฟางทรงกลมขนาดใหญ่ ถูกนำมาติดตั้งไว้กลางลานประลอง ซึ่งแม่ทัพไป๋เยว่ได้ดัดแปลงไร่ข้าวสาลี ให้กลายเป็สนามฝึกซ้อมใกล้เนินเขา แม้เวลานี้ทุกคนจะลี้ภัย ปลอมแปลงตัวตนให้เป็เช่นชาวบ้าน แต่ก็ไม่ล่ะทิ้งวิชาการต่อสู้ที่ติดตัวมา ด้วยหากมีเหตุจำเป็ เื่แบบนี้จะเป็กำลังสำคัญ เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์
เกาทัณฑ์ลูกแรกพุ่งแหวกอากาศปักลงกลางเป้า เสียงปรบมือโห่ร้องดังขึ้นด้วยความยินดี ลี่ฉุนหันมายักคิ้วให้ตงฉาง แล้วเดินหลบออกไปรอชมอยู่ข้างสนาม
คันธนูอันใหญ่ ถูกเด็กชายวัยสิบขวบเหนี่ยวรั้งสายด้วยลูกเกาทัณฑ์ ง้างจนสุดกำลังเท่าที่แขนของเขาจะมีแรงหน่วงดึงมันได้ ก่อนที่จ้าวตงหยางจะปล่อยมันออกไป ลูกเกาทัณฑ์พุ่งแหวกอากาศ แล้วไปปักลงตรงที่เขาหมายตำแหน่งเอาไว้
- มี e book - https://shorturl.asia/mT8gu