คุณอาฉินยกเหล้าดื่มหมดจอกแล้วจอกเล่าวันนี้เป็ครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้มองดูเมืองซ่างจิงที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากสรวง์ผ่านหน้าต่างบานนี้
เขาซางซานเป็เพียงหุบเขาเล็กๆที่แห้งแล้งและทุรกันดาร หากไม่ใช่เพราะความขัดสนจนแทบไม่มีข้าวกินชายหนุ่มอย่างเขาในตอนนั้นจะยอมทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อเข้ามาดิ้นรนเอาตัวรอดในเมืองซ่างจิงได้อย่างไร?
หลายสิบปีที่ผ่านมานี้ความจริงแล้วเขาแทบจะไม่แตะต้องสุราเลย
แอลกอฮอล์จะทำให้สติสัมปชัญญะของเขาพร่าเลือนสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนคมดาบอย่างเขาหากพลั้งเผลอเพียงนิดเดียวอาจไม่มีโอกาสได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีก
ทว่าวันนี้เขาอยากจะดื่มให้หนำใจ ดื่มให้เมามายจนไม่ได้สติ
ไม่ได้ทำเพื่อกลุ่มบริษัทและไม่ได้ทำเพื่อพี่น้องใต้บังคับบัญชากลุ่มนั้นแต่เขาอยากจะเมามายเพื่อตัวเองสักครั้ง...
แสงไฟเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัวลงเรื่อยๆราวกับฟองสบู่ในความฝัน
ถึงเวลาต้องไปแล้วคุณอาฉินยันโต๊ะพยุงกายลุกขึ้น ย่างเท้าโซซัดโซเซลงไปชั้นล่างรถที่จอดรออยู่นอกประตูเมืองเตรียมพร้อมไว้แล้วคืนนี้เขาจะต้องโบกมือลาเมืองซ่างจิงเสียที
สุราไม่เคยทำให้คนเมาแต่เป็คนต่างหากที่อยากเมาเอง
ท่ามกลางสติที่เลื่อนลอยขณะที่คุณอาฉินเดินลงบันไดไปเพียงลำพัง ณโต๊ะอีกตัวที่อยู่ห่างออกไปในชั้นเดียวกันชายหลายคนในชุดธรรมดาสามัญก็ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ และเดินตามเขาลงไปติดๆ
หากเป็คุณอาฉินในยามปกติเขาคงสังเกตเห็นเงาที่แฝงไปด้วยเจตจำนงสังหารเหล่านี้ตั้งนานแล้ว แต่ทว่าในวันนี้หัวใจของเขาแหลกสลายและตกอยู่ในห้วงความเมามายจนไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิดใดๆ
..........
ทว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้กลับตกอยู่ในสายตาของเซียวเยี่ยอย่างพอดิบพอดี
คนพวกนั้นคิดจะฆ่าชายวัยกลางคนคนนั้น!
เซียวเยี่ยััได้ถึงเจตจำนงสังหารที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างเฉียบคม
ยิ่งเมื่อเขาเปิดใช้งานเนตรทะลวงมายาเขาก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนว่าคนไม่กี่คนที่ลุกตามชายวัยกลางคนไปนั้นล้วนเป็ผู้ตื่นรู้ทั้งสิ้นเมื่อพิจารณาจากค่าสถานะพวกเขาน่าจะสวมใส่อุปกรณ์เกราะเบาครบชุดไว้ภายใต้ชุดลำลองเ่าั้!
คุณสมบัติเสริมพร์บนร่างของแต่ละคนล้วนเป็สายต่อสู้ที่แข็งแกร่งดุดันหรือจะเรียกว่าเป็สายมือสังหารก็ไม่ผิดนัก!
อีกทั้งระดับยังสูงมากสูงเกินกว่าที่เซียวเยี่ยในตอนนี้จะเข้าไปแทรกแซงได้
จะยื่นมือเข้าช่วยหรือจะปล่อยวางดี?
เซียวเยี่ยลังเลอยู่ครู่สั้นๆก่อนจะตัดสินใจได้ในทันที
ขุมอำนาจที่กล้าลงมือสังหารคนในเมืองซ่างจิงอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ย่อมไม่ใช่กลุ่มคนธรรมดา!
เขาก็แค่มากินข้าวที่หอหวนเมฆาไม่จำเป็ต้องหาเื่ใส่ตัวเลยแม้แต่น้อย
ทว่าถึงกระนั้นเมื่อชายวัยกลางคนคนนั้นหันหน้ามาเซียวเยี่ยยังคงส่งสายตาเป็นัยไปยังทิศทางของกลุ่มมือสังหารเ่าั้หากชายคนนั้นมีความระแวดระวังมากพอ ก็น่าจะสังเกตเห็นคำเตือนของเขาได้
แต่ทว่าชายคนนั้นกลับมีั์ตาปรือปรอยด้วยฤทธิ์สุราเขาไม่ได้หันกลับมามองเลยแม้แต่นิดเดียว ได้แต่เดินโซซัดโซเซลงบันไดไปตามลำพัง
..........
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากอุปกรณ์สื่อสารดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเซียวเยี่ย มันคือข้อความจากกู้ซืออวี่นั่นเอง
“นี่ๆ! ฉันมาถึงแล้วนะ เซียวเยี่ย นายอยู่ไหนเนี่ย?”
“นายคงไม่ได้เบี้ยวนัดฉันหรอกใช่ไหม?”
เซียวเยี่ยรีบลุกขึ้นยืนพลางกวาดสายตามองไปรอบๆเห็นร่างเล็กจ้อยที่อยู่อีกด้านหนึ่งของชั้นที่ 11 กำลังเอียงคอชะเง้อมองไปทั่ว ชะเง้อมองหน้าแขกในร้านทีละโต๊ะ เขาเอ่ยเรียก“เฮ้! หันมาทางนี้สิ ทางนี้...”
เซียวเยี่ยกรอกเสียงลงในอุปกรณ์สื่อสารอย่างจนใจทันทีที่กู้ซืออวี่หมุนตัวกลับมาเห็นเขา ใบหน้าของเธอก็พลันปรากฏรอยยิ้มดีใจรีบะโโลดเต้นวิ่งตรงมาหา “ฮิฮิ!ถือว่านายยังรักษาคำพูดนะ!”
กู้ซืออวี่ถอดชุดเกราะหนักออกและเปลี่ยนมาสวมชุดกระโปรงสั้นสีเหลืองอ่อนร่างกายที่เล็กบางอยู่แล้วยิ่งดูมีชีวิตชีวาและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์มากขึ้นไปอีก!
“ขอโทษทีที่ทำให้รอนานนะพอดีคุณหนูอย่างฉันต้องกลับไปเปลี่ยนชุดที่บ้านก่อนน่ะ!”
กู้ซืออวี่ยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มตื้นๆที่มุมปากทั้งสองข้าง
สารภาพตามตรงเมื่ออยู่ภายใต้แสงไฟของหอหวนเมฆาเช่นนี้เซียวเยี่ยเพิ่งจะได้เห็นหน้าตาของเธอชัดๆ เป็ครั้งแรกเพราะก่อนหน้านี้ในหุบเขาปีศาจภูตพรายกู้ซืออวี่สวมหมวกเกราะเหล็กใบหนาเตอะอยู่ตลอดเวลาหน้ากากที่ปิดสนิทนั้นบดบังใบหน้าของเธอจนมิด
พอได้มองใกล้ๆในตอนนี้ เขาจึงรู้สึกว่ากู้ซืออวี่ก็น่ามองไม่น้อยเลยทีเดียว!
แม้จะไม่ได้เป็สาวงามสะดุดตาั้แ่แรกเห็นเหมือนอย่างฉินเยียนหรานแต่รอยยิ้มของสาวน้อยคนนี้กลับทำให้รู้สึกสดชื่นและเปี่ยมไปด้วยพลัง
“เอ้า สั่งอาหารสิ”
เซียวเยี่ยดันเมนูอิเล็กทรอนิกส์ไปตรงหน้าพลางสำทับ“งบ 1,000 เหรียญันะ!ถ้าเกินกว่านี้ฉันไม่จ่าย!”
“เชอะ! เ้าคนขี้งก!”
กู้ซืออวี่ย่นจมูกใส่แต่รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่จางหาย “พันก็พันสิฉันยังไม่เคยมากินข้าวที่หอหวนเมฆาเลยนะ! คิกๆ...”
กู้ซืออวี่กะพริบตาปริบๆไล่สายตาดูเมนูอย่างละเอียด ในใจแอบคำนวณราคาอยู่เงียบๆ
“จริงด้วย ผลการเปลี่ยนอาชีพของเธอเป็ยังไงบ้าง?”
เซียวเยี่ยเอ่ยถามขึ้นมาทันควันอาชีพผู้ถูกทวยเทพทอดทิ้งของเขาไม่สามารถก้าวข้ามผ่านการจุติครั้งที่ 1อย่างเป็ทางการได้ แต่เขาก็ได้รับการยกระดับที่มหาศาลเช่นกัน
เขาค่อนข้างอยากรู้ว่าอาชีพทั่วไปหลังจากจุติครั้งที่1แล้ว จะได้รับอะไรเพิ่มมาบ้าง?
ทันทีที่คำถามนี้หลุดออกไปกู้ซืออวี่ก็ยืดหลังตรงด้วยความภาคภูมิใจ “แน่นอนว่าต้องสำเร็จราบรื่นอยู่แล้ว!”
“ตอนนี้คุณหนูอย่างฉันคือนักรบเกราะเร้นลับจุติครั้งที่ 1 เชียวนะแถมยังเป็คนแรกของสายอาชีพนักรบถือโล่ในเมืองซ่างจิงที่เปลี่ยนอาชีพได้ด้วย”
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมมาก!”
เซียวเยี่ยยกนิ้วโป้งให้เป็เชิงสนับสนุนก่อนจะถามต่อ “แล้วได้ทักษะใหม่อะไรมาบ้างหรือเปล่า?”
“เอ่อ...”
กู้ซืออวี่เกาหัวแกรกๆก่อนจะทำท่าเหมือนกำลังเปิดแผงสถานะของตัวเอง “เดี๋ยวนะขอฉันเช็กแป๊บนึง...”
เซียวเยี่ยถึงกับต้องเอามือกุมขมับที่แท้แม่สาวคนนี้ก็จำได้แต่เื่ที่เปลี่ยนอาชีพสำเร็จแต่ไม่ได้ดูเลยว่าได้ทักษะการจุติอะไรมาบ้าง?
“อืม... ได้ทักษะระดับ A ชื่อค่ายกลปราณเกราะนิลมาน่ะเมื่อใช้แล้วจะได้รับโล่ป้องกันที่มีค่าความทนทานเท่ากับ 30% ของพลังชีวิตสูงสุด และค่าความทนทานของโล่จะค่อยๆเปลี่ยนเป็พลังชีวิตอีกด้วย...”
“แล้วก็มีทักษะปราการหนามสะท้อนกลับดูเหมือนว่าจะสะท้อนความเสียหายกลับไปได้นะ”
“ทักษะโล่เกราะนิลอันเดิมก็แข็งแกร่งขึ้นด้วยตอนนี้อัตราการลดความเสียหายสูงกว่าเดิมมากเลย!”
“ดีเลย! ไม่เลวเลยจริงๆ!”
เซียวเยี่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจเป็ไปตามที่เขาคาดไว้ อาชีพทั่วไปหลังจากจุติครั้งที่ 1จะได้รับทักษะอาชีพใหม่และทักษะเฉพาะตัวที่มีอยู่เดิมก็จะได้รับการเสริมแกร่งขึ้นไปอีกขั้น
อาชีพของกู้ซืออวี่คือนักรบเกราะเร้นลับระดับAซึ่งเป็สายป้องกันที่โดดเด่นกว่าการโจมตี เป็แนวหน้าที่แท้จริง
ทักษะใหม่ที่ได้รับมาจากการจุติครั้งที่1นี้ ดูท่าทางจะทรงพลังไม่เบาเลยทีเดียว!
“อ๊ะ! เลือกได้แล้ว คุณหนูคนนี้จะกินไอ้พวกนี้แหละ...”
หลังจากตรวจสอบเมนูอิเล็กทรอนิกส์ั้แ่ต้นจนจบอย่างละเอียดถี่ถ้วนในที่สุดกู้ซืออวี่ก็ตัดสินใจเลือกสิ่งที่้าได้อย่างพึงพอใจเธอโบกมือเรียกพนักงานอย่างมีจริต ก่อนจะดันเมนูบนโต๊ะกลับมาทางเซียวเยี่ย“คนนี้จ่ายเงินนะคะ!”
เซียวเยี่ยก้มลงมองยอดรวมในเมนูอิเล็กทรอนิกส์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รวมทั้งสิ้น 1,000เหรียญั
“แค่กๆ...”
เซียวเยี่ยอดไม่ได้ที่จะสำลักออกมายอดเงินช่างพอดีเป๊ะอะไรขนาดนี้! ที่แท้ที่เธอนั่งจ้องเมนูตั้งนานสองนานก็เพื่อรวมเลขให้ครบตามงบเนี่ยนะ!?
“ให้ตายเถอะ เธอคำนวณไวจริงๆ นะ!”
กู้ซืออวี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ได้ใส่ใจเธอหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี “ฮิฮิ... พี่พนักงานคะมีน้ำชาฟรีมาเสิร์ฟก่อนสักแก้วไหมคะ!”
“...”