“น้องหญิง!”
เมื่อเห็นกู้หวาจิง สตรีนางนั้นก็เร่งรีบก้าวเท้าเข้ามา แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีสนิทชิดเชื้อออกมานัก นางเพียงถอนหายใจ “น้องหญิงได้รับความลำบากแล้ว ดวงหน้าซูบผอมลงถึงเพียงนี้เชียว”
สตรีตรงหน้าแต่งกายเรียบง่ายทว่าสง่างาม บนศีรษะเกล้าผมไว้อย่างสุภาพเรียบร้อย ปักจาน[1]อันหนึ่งดุนลายผกาละเอียดลออส่วนหัวของจานเป็หงส์สีเงิน ข้อมือที่ทิ้งอยู่ข้างกายมีกำไลไหมสวมอยู่คู่หนึ่งช่วยเสริมให้นางดูงดงามสูงส่งมากยิ่งกว่าเดิม
เพียงแต่การทักทายปราศรัยของนางแม้จะดูกระตือรือร้น แต่กลับมีบางอย่างประหลาดเล็กน้อย ในท่าทีนั้นแฝงความเหินห่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ไว้อยู่
“...ทำให้พี่สะใภ้กังวลแล้ว”
กู้หวาจิงยิ้มน้อยๆ คิดถึงสถานการณ์ตอนนี้ของนางแล้ว รอยยิ้มอาจจะช่วยให้สนิทกันได้สักเล็กน้อย
สีหน้าของฉินหว่านฮุ่ยดูเหมือนจะแข็งค้างไปชั่วขณะ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็อึดอัดใจอีกครั้ง
“ทราบข่าวว่าน้องหญิงกลับมาแล้ว ไม่รู้ว่าบ่าวไพร่ปรนนิบัติรับใช้กันอย่างสุดความสามารถหรือไม่ หากน้องหญิง้าสิ่งจำเป็อันใด สามารถบอกข้าได้ ถึงอย่างไรเสียน้องหญิงก็เป็แขกคนสำคัญ หากว่าข้าต้อนรับขับสู้ไม่ดี นายท่านใหญ่จะต้องตำหนิข้าเป็แน่”
“...”
กู้หวาจิงแน่ใจแล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับพี่สะใภ้ใหญ่ แท้จริงแล้วไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันเลย
“พี่สะใภ้ใหญ่โปรดวางใจ เกรงว่าข้าคงต้องรบกวนท่านอีกหลายสิ่ง”
สีหน้าของฉินหว่านฮุ่ยแข็งค้างไปอีกครั้ง หลังจากสนทนาอย่างสุภาพอยู่สักครู่ นางก็กลับไป
เวลานี้ตระกูลกู้มีพี่สะใภ้ใหญ่เป็ฮูหยินใหญ่ใช่หรือไม่ ท่านพ่อไม่ได้แต่งงานใหม่ พี่สะใภ้ใหญ่ก็ควรจะเป็คนที่มีอำนาจมากที่สุดภายในจวน คนที่สำคัญเช่นนี้ ดูเหมือนตอนที่เจอนางไม่ได้รู้สึกยินดีเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่านางเป็เพียงแขกคนหนึ่ง
กู้หวาจิงรู้สึกว่าไม่อยากได้ยินเื่ราวเหล่านี้อีกต่อไป นางอยากทิ้งมันและหนีไปให้พ้น
สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติอยู่ในห้องถูกส่งตัวให้ไปทำงานยังด้านนอก นางนั่งไขว่ห้างอยู่เงียบๆ
ความจริงแล้วไม่ว่าจะกล่าวอย่างไรนางก็ออกเรือนไปแล้ว หากไม่คำนึงถึงความวุ่นวายในตระกูลไป๋ นางก็คือสตรีคนหนึ่งที่แต่งงานไปแล้วครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่านางจะยังบริสุทธิ์อยู่ก็ตาม
สตรีที่แต่งงานแล้วโดนขับออกหรือหย่าออกจากเรือน กล่าวให้ถูกก็ไม่ควรกลับมาพักอาศัยอยู่บ้านของตนสินะ
ดังนั้นท่าทางของฉินหว่านฮุ่ยก็ถูกต้องแล้ว ฐานะของนางตอนนี้เป็เพียงแขกคนหนึ่ง
กู้หวาจิงเป็คนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี นางไม่ได้คิดจะพักอยู่กับตระกูลกู้ไม่จากไปไหน ถึงอย่างไรเสีย นางและคนในบ้านนี้ก็ไม่ได้เป็ญาติพี่น้องกันจริงๆ ดังนั้นการที่จะรักษาระยะห่างเอาไว้ก็เป็เื่ดี
ทว่ายามนี้สิ่งสำคัญคือต้องรีบจัดการเื่ราวกับตระกูลไป๋ให้ชัดเจน นอกจากนี้ก็คือเื่สินเดิม นางอยากได้มันมาเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว นางจึงจำเป็ต้องมีเงินก่อนเป็อันดับแรก
เหตุใดเวลานี้เถียนหมอมอยังไม่กลับมาอีก นางอยากจะถามเกี่ยวกับสินเดิมของฝ่ายหญิงว่าสามารถเอากลับคืนมาได้หรือไม่ และมันจะยังเป็ของนางอยู่อีกหรือไม่
...
หลังจากเถียนหมอมอเล่าเื่ราวทุกอย่างหมด ก็กลับมายังข้างกายกู้หวาจิง
“เถียนหมอมอ หน้าผากของท่านเป็อะไร หรือว่าท่านพ่อลงโทษท่าน”
กู้หวาจิงตื่นใเมื่อเห็นสภาพของเถียนหมอมอ รอยช้ำดำเขียวบนหน้าผาก ดูแล้วคงเจ็บไม่น้อย “ข้าจะไปพูดกับท่านพ่อด้วยตนเอง หากไม่ใช่เพราะมีเถียนหมอมออยู่ เกรงว่าวันนี้ก็คงไม่มีข้าแล้ว เหตุใดยังต้องลงโทษท่านอีก”
“โธ่ คุณหนูของบ่าว นายท่านผู้เฒ่ามิได้ลงโทษบ่าวเ้าค่ะ เป็เพราะบ่าวนั้นไร้ประโยชน์ ไม่สามารถปกป้องท่านได้ในจวนตระกูลไป๋”
เถียนหมอมอเอ่ยไป ั์ตาก็เริ่มแดงขึ้นมาอีก
“เถียนหมอมอพูดอะไร หากไม่ใช่เพราะท่าน ข้าจะยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันที่เข้าใจเื่ราวต่างๆ อย่างในวันนี้ได้อีกรึหรือ”
“คุณหนู ท่านอย่ากล่าวเช่นนี้เลยเ้าค่ะ”
เถียนหมอมอกลั้นน้ำตาเอาไว้ คุณหนูเข้าใจแล้วจริงๆ ถ้าหากยามนี้นางต้องตายไปคอยรับใช้ฮูหยิน นางก็วางใจแล้ว
กู้หวาจิงไม่ได้รบเร้าถามเื่สินเดิมของฝ่ายหญิง นางคิดว่าควรรอให้เถียนหมอมอสงบจิตใจได้สักนิดก่อน
เมื่อหมอมาตรวจชีพจรของนาง ก็เอ่ยว่านางต้องหมั่นบำรุงรักษาร่างกายให้ดี และจากนั้นจึงจัดการกับาแที่มือของนาง
ขณะที่หมอเอาเศษแก้วที่ตำอยู่ในมือนางออก ทั่วทั้งร่างกายของกู้หวาจิงเต็มไปด้วยเหงื่อไหลพลั่ก เถียนหมอมอที่อยู่ด้านข้างส่งเสียงร้องอย่างหวาดกลัวราวกับเด็ก จนกู้หวาจิงคิดว่าสภาพของเถียนหมอมอดูย่ำแย่ยิ่งกว่านางเสียอีก
หลังจากนั้น...กู้หวาจิงหญิงสาวผู้ข้ามมิติมายังโลกใบนี้ก็สลบไสลหลับไปในที่สุด
เตียงนุ่มอันแสนอบอุ่น และกลิ่นหอมของกำยานช่วยให้จิตใจสงบลง ทำให้นางเต็มไปด้วยความรู้สึกปลอดภัย
ผ่านพ้นค่ำคืนแสนหวานนั้น กู้หวาจิงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
เมื่อมองไปยังความวุ่นวายน้อยๆ ในจวน กู้หวาจิงไม่ต้องทำอะไร ตื่นขึ้นมาคราวนี้ ก็มีสาวใช้นำอาภรณ์ใหม่เอี่ยมมาเตรียมพร้อมไว้ให้แล้ว
กระโปรงผ้าแพรปักกลุ่มดอกไม้สีชมพูเล็กๆ มีกลิ่นหอมจากกำยานติดอยู่เบาบาง หลังจากสาวใช้ช่วยนางเปลี่ยนอาภรณ์ ก็เกล้าผมให้นางอย่างนุ่มนวล ในมือประคองกล่องเครื่องประดับใหม่เอี่ยมให้นางเลือกใช้
ภายในกล่องเครื่องประดับกล่องใหญ่นั้นเต็มไปด้วยปิ่นปักผมและต่างหูมากมาย กู้หวาจิงเลือกปิ่นที่ดูเรียบง่ายขึ้นมาสองชิ้น
“คุณหนู ในเวลานี้พวกเราไม่ได้อยู่กันที่ตระกูลไป๋แล้ว มิต้องสนใจสายตาของผู้อื่น ท่านเลือกอันที่มีลวดลายประณีตงดงามกว่านี้เถอะเ้าค่ะ”
เถียนหมอมอมองเครื่องประดับทั้งสองชิ้นที่นางเลือกมาก็สั่นศีรษะไปมา แล้วเข้าไปช่วยนางเลือกอย่างตั้งใจ
อีกประเดี๋ยวจะต้องไปเจอกับผู้หลักผู้ใหญ่ในจวน จะแต่งกายเรียบง่ายเกินไปไม่ได้
เถียนหมอมอเลือกปิ่นทองคำประดับมุกแปดอัญมณีชิ้นหนึ่ง และปู้เหยาทองฝังทับทิมสวยงามส่วนหัวเป็หงส์คู่สีเขียวมรกตอีกอันหนึ่ง ทั้งสองชิ้นส่องแสงระยิบระยับจับตา
กู้หวาจิงไม่ได้ปฏิเสธ เถียนหมอมอเลือกได้ดีกว่านางมาก
หลังจากเตรียมตัวอีกเล็กน้อย นางก็ตรงไปยังห้องโถงเซวียนจื้อ
ในจวนสกุลกู้ไม่มีผู้าุโคอยดูแล หากมีเื่เล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นภายในจวนก็จะจัดการโดยฉินหว่านฮุ่ยผู้เป็สะใภ้ใหญ่ในบ้าน ทว่าหากมีเื่ใหญ่เกิดขึ้น ก็จะเชิญนายท่านผู้เฒ่ากู้มาตัดสิน โถงเซวียนจื้อจึงกลายเป็สถานที่สำคัญภายในจวนสกุลกู้
เมื่อกู้หวาจิงไปถึงที่นั่น ผู้คนในห้องนั้นก็รอนางอยู่แล้ว
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1] จาน ปิ่นปักผมชนิดหนึ่งของจีน ในยุคฮั่นทำจากกระดูกสัตว์ งาช้าง หยก เมื่อถึงยุคถัง ซ่ง หยวนก็พบจานที่ทำจากทองหรือเงิน ปิ่นโลหะมักดุนลายสวยงาม ส่วนหัวประดับอัญมณีหรือแก้วผลึกทำเป็รูปดอกไม้หรือสัตว์