บทที่23 เข้าป่า
นับจากปีใหม่ที่ผ่านมา ตอนนี้ก็ถึงกลางเดือนหนึ่งแล้ว แม้หิมะจะไม่ตกแต่อากาศก็ยังเย็นอยู่ แต่กลางวันก็มีแดดออกมาให้ได้ตากสิ่งของวันนี้ลุงโจวมาชวนอันหยางไปหาของป่า อันผิงเลยขอตามไปด้วย ทีแรกท่านแม่ไม่เห็นด้วยเพราะห่วงสุขภาพของเธอ แต่ด้วยสายตาละห้อยของอันผิงทำให้ท่านพ่อและอันหยางช่วยขอร้องท่านแม่อีกแรง ลุงโจวก็รับปากว่าจะไม่ให้อันผิงห่างสายตา
ตอนนี้ จึงมีเด็กๆ เดินตามหลังลุงโจวเป็พรวน ประกอบไปด้วยสือเว่ยเว่ย อันผิง และปิดท้ายด้วยอันหยางที่คอยดูหลังให้ ั้แ่ตีนเขามีทางดินให้เดินคงเป็เพราะชาวบ้านขึ้นมาของป่าเป็ประจำ พื้นดินเมื่อถูกเหยียบย่ำบ่อยเข้ามันก็กลายเป็ทางเดินไปเอง ส่วนพวกหญ้าขึ้นอยู่ข้างทางแทน
แค่ตรงตีนเขาก็มีต้นผิงกั่วที่ตอนนี้เหลือเพียงลูกสีเขียวที่รอวันสุกอยู่ส่วนสีแดงน่าจะมีคนมาเก็บไปแล้ว ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นอีกหลายต้น สลับกับต้นชื่อจึและก็ไม่ต่างจากผิงกั่วที่เหลือแต่ลูกที่รอวันสุกเหมือนกัน เพราะความอยากกินผลไม้บ้างเพราะต้นที่บ้านนั้นผลหมดแล้ว อันผิงจึงขอพรเพื่อให้ผิงกั่วและลูกชื่อจึให้ออกลูกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดฤดูของมัน เพราะหวังว่าตัวเองจะกลับมาเก็บอีกครั้ง
แต่แนวเดียวกับผลไม้ทั้งสอง กลับมีพุ่มพวกเฉ่าเหมยป่า(สตรอว์เบอร์รีป่า) ที่ผลยังแดงเต็มต้น และมีร่วงหล่นบ้าง เป็อาหารของพวกนกอาจเพราะผลมันเล็กและรสเปรี้ยว เลยไม่เป็ที่นิยมเป็แน่ แต่อันผิงนึกถึงแยมจึงขอเก็บ ด้วยความเป็เด็กที่มักชอบเก็บใบไม้ใบหญ้าเล่นขายของ ลุงโจวจึงนั่งรออยู่ที่ก้อนหินข้างทางปล่อยๆ ให้เด็กๆ เก็บกัน
เมื่อเก็บเสร็จ ลุงโจวก็ให้ทิ้งตะกร้าไว้ที่นี่ก่อนและพาเด็กเข้าไปอีกที่เพื่อเก็บเห็ดป่า และผักป่าอันผิงผู้อู้งานเพราะไม่ชอบเก็บเห็ดที่เปื้อนดิน จึงเดินดูไปรอบๆ แถวนั้นโดยมีสายตาลุงโจวคอยมองตามอีกอีกที และะโเรียกอันผิงเพื่อที่เธอจะไม่เดินไปไหนไกลจากที่พรรคพวกอยู่
อันผิงใช้พรค้นหาดูชื่อพวกพุ่มไม้ใบหญ้าไปเรื่อยเผื่อว่าจะโชคดีเจอพวกพืชผักมีค่าทั้งหลายเหมือนในนิยายแต่ดูแล้วก็พุ่มไม้ธรรมดาทั่วไป จนคิดจะหันหลังกลับไปรวมตัวกับพวกลุงโจวแต่เพราะมีนกบินออกมาจากทิศหนึ่งพร้อมกัน สายตาของอันผิงจึงมองตามไปอย่างอัตโนมัติ เมื่อมองเหล่านกบินจากไป อันผิงก็ก้มหน้าลงไปสายตาไปปะทะเข้ากับพุ่มไม้เล็กๆ และชื่อของพุ่มไม้นั้นก็ปรากฏขึ้นมา ต้นฉั่งฉิก
ต้นฉั่งฉิกคืออะไร ถ้าโดยปกติเธอก็ไม่รู้จักหรอกถ้าไม่ได้อ่านนิยายที่ตัวเอกที่เป็นักฆ่ามาอยู่ในร่างเด็กหญิงคนหนึ่งที่บ้านยากจนและเข้าป่าไปเจอมา และเกณฑ์คนที่บ้านไปขุดเพื่อเอาไปขายร้านขายยาในเมืองเพราะราคาที่แสนแพง นั่นทำให้ครอบครัวนี้ได้เงินเป็กอบเป็กำ
ฉั่งฉิกคืออะไร ถ้าอธิบายก็คือ สมุนไพรชนิดหนึ่งมีคุณสมบัติใช้ห้ามเื ถ้าตามที่เคยอ่านนิยาย เพราะยุคโบราณมีการต่อสู้ด้วยการแพทย์ที่ยังไม่ทันสมัย การห้ามเืด้วยผงฉั่งฉิกจึงเป็ที่นิยมมากแต่ว่ามันหาได้ยากมาก จึงมีราคาแพง
มันก็น่าจะหาอยากแหละ เพราะมีเป็ดงตรงหน้า ก็ยังไม่มีใครมาขุดไปนั่นเพราะชาวบ้าน และผู้คนทั่วไปไม่รู้จักพวกมันต่างหากล่ะ
ส่วนเธอที่เป็เด็ก จะะโป่าวประกาศก็ใช่ที่อายุเพิ่งจากห้าขวบย่างหกขวบไม่กี่วัน จะให้รู้จักสมุนไพรหายากแบบนี้ได้อย่างไรหนังสือสมุนไพรที่บ้านสักเล่มก็ไม่มี แล้วไปรู้มาจากไหนล่ะเธอ
อันผิงเลยต้องเดินไปหาอันหยาง แสร้งอ้อนให้เขาขุดต้นฉั่งฉิก ออกมาสามต้นเอาไปปลูกไว้ที่บ้าน จากนั้นก็อาศัยท่านหมอมาตรวจท่านพ่อเธอจะต้องทำเป็เรียกท่านหมอไปดูเสียหน่อย เป็ไงบ้างแผนของเธอ
ตอนนี้ดวงตาของอันผิงเต็มไปตัวสัญลักษณ์เงิน และเงิน
อันหยางก็เป็พี่ดี เมื่อถามลุงโจวว่าต้นนี้มีพิษหรือไม่ ลุงโจวตอบว่ามันเป็แค่ต้นวัชพืชทั่วไปบนเขานี่ไม่มีพิษอะไร บางทีก็มีดอกสีแดงออกมา เขาก็ลงมือขุดให้น้องสาวทันที
เมื่อลงจากเขา แวะเอาเฉ่าเหมยป่า อันผิงร้องเพลงออกมาสองคำแต่ลุงโจวยกมือจุ๊ปากไว้ และอธิบายเพิ่มเติมว่า เพราะสัตว์ป่าอาจได้ยินและอาจออกมาทำร้าย อันผิงจึงต้องเงียบปากไปโดยปริยาย
เมื่อมาถึงบ้านอันผิงก็ใช้อันหยางปลูกต้นฉั่งฉิกลงดินตรงบริเวณหน้าบ้าน ใกล้ๆกับที่ท่านพ่อลงพวกดอกไม้ไว้ ซึ่งตอนนี้ถูกอันผิงยึดไว้ต้นพวกนี้ทีแรกน่าจะตายไปแล้ว ตอนนี้กลับพื้นคืนชีพมาทั้งหมดแล้ว
อันผิงไปโอ้วอวดท่านแม่และท่านพ่อ ท่านแม่จึงเข็นท่านพ่อมาดูแต่ดูท่าว่าทั้งสองคนจะไม่รู้จัก และไม่ได้ซักถามอะไรต่อ ท่านพ่อเพียงชมอันผิงว่าดูแลเหล่าดอกไม้ของท่านพ่อได้ดีมาก เพราะตอนนี้พวกมันกำลังงาม
แม้ในใจอันผิงจะเสียดาย ตอนนี้เลยต้องตั้งความหวังที่ท่านหมอเสียแล้ว
หลังจากรดน้ำต้นฉั่งฉิกสามต้นแล้วอันผิงก็ชวนอันหยางไปล้างเฉ่าเหมยป่า และก็เป็อันหยางที่ผ่าพวกมันออกจากกันเพราะอันผิงยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้มีด จากนั้นก็เป็คนจุดไฟตั้งน้ำร้อนและนำเฉ่าเหมยป่าใส่ลงไปและนำน้ำตาลท่านแม่มาใส่มากหน่อยตามด้วยเกลือเล็กน้อย จากนั้นก็เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนมันเริ่มแห้งจึงให้อันหยางยกลงจากเตา
ทุกขั้นตอนท่านแม่มักมาแอบดูอยู่ห่างๆ
ในหม้อตอนนี้จึงมีแยมเฉ่าเหมยป่าเหนียวข้นอยู่ แต่กลิ่นหอมมากอันหยางเลยเอาช้อนไม้ตักขึ้นมาเป่า แล้วลองชิมดู จากนั้นเขาทำหน้าใ หันมามองน้องสาวก่อนเรียกท่านแม่เข้ามา พร้อมตักให้ท่านแม่ชิม
ท่านแม่มีสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัดตอนนี้ในใจเกือบครึ่งคงคิดว่า ลูกสาวเธอคงจะมีพร์ในการทำอาหารไม่ว่าจะหยิบอะไรมาทำเล่น ก็ดูจะอร่อยไปหมด
อันผิงจึงชิมบ้าง รสชาติมันยังออกเปรี้ยวอยู่ โดยส่วนตัวเธอก็ไม่ชอบอะไรเปรี้ยวๆอยู่แล้ว ที่จริงอันผิงอยากใส่น้ำตาลมากกว่านี้แต่ก็ไม่อยากให้มันเกินสูตรที่ได้จากระบบที่น่าจะคำนวณรสชาติจากที่คนส่วนมากชอบมาอยู่แล้ว ดูจากท่าทางท่านแม่และอันหยางแล้ว น่าจะชอบไม่น้อย
“น้องสาว เก่งมาก ใครจะรู้เฉ่าเหมยป่าที่ไม่มีคนสนใจแค่เอามาเคี่ยวใส่น้ำตาล น้องสาวยังทำเป็ขนมได้แบบนี้ ลูกนึกถึงผลซานจาคราวที่แล้วเลย” เขาหันไปบอกท่านแม่และหันมาพูดกับอันผิงต่ออีกว่า “พรุ่งนี้ข้าจะไปเก็บมาทำเพิ่มอีก”
“เดี๋ยวรอเย็นแล้ว แม่จะเอาใส่ไหอันเล็กไว้”
“ท่านแม่ แล้วมันขายได้ไหมขอรับ” อาชีพพ่อค้าของอันหยางกำเริบ
“ต้องลองเอาไปให้เถ้าแก่อู๋ชิม”
“ข้าจะเอาไปให้แต่ละบ้านชิมด้วยเหมือนคราวถังหูลู่ซานจา”
ท่านแม่ยิ้มรับ ประมาณว่าตามใจเ้า เมื่อพูดคุยเื่การค้าเสร็จ อันหยางก็ตักแยมขึ้นมาบอกว่าจะเอาไปให้ท่านพ่อชิมด้วย
ส่วนท่านแม่ มองเธอด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
“ผิงเอ๋อร์ ของแม่เก่งจริงๆ เลย”
อันผิงพยักหน้ารับด้วยความภาคภูมิใจ ขอบคุณท่านเทพที่ให้พรนี้มากับเธอ ลำพังเธอก็แค่รู้วิธีคร่าวๆ เท่านั้น คงต้องลองผิดลองถูกหลายครั้งแล้วในภาวะที่อาหารไม่ใช่ของเล่นแล้ว ถ้าทำเสียั้แ่ครั้งแรกท่านแม่ต้องแอบปวดใจแน่ๆ
ตกบ่ายแก่ๆ มีคนมาเคาะประตูรั้วหน้าบ้าน ท่านแม่จึงเดินไปเปิดอันผิงผู้ที่ชอบอยากรู้อยากเห็นเื่ภายนอกจึงวิ่งตามไปด้วยด้านหน้าบ้านมีชายมีอายุ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าค่อนไปทางมอซอ ในมือถือตะกร้าไข่เป็ดก็คือเขาเอาไข่เป็ดมาขายนั่นเอง
ต้องบอกว่าในยุคก่อน ไข่เป็ดนั้นไม่เป็ที่นิยมเท่าไข่ไก่ด้วยความคาวของมัน และทำอาหารได้ยาก
อันผิงใช้พรค้นหาดูจึงได้รู้ว่า ชายตรงหน้าอายุเกือบ 60ปีแล้ว อยู่หมู่บ้านถัดไปอีกสองหมู่บ้าน ครอบครัวตอนนี้กำลังขัดสนอาจเพราะหน้าหนาวที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ปลูกพืชผัก ทำให้เขาไม่ได้งานรับจ้างหมู่บ้านที่อยู่มีการเลี้ยงเป็ด ไข่เป็ดนั้นขายได้ยากอยู่แล้วเขาจึงยกให้บ้านลุงคนนี้ ต่อให้ทำอย่างอื่นไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้มกินได้บ้าง
ลุงคนนี้เลยลองเสี่ยงแบกขึ้นหลังเอามาขาย ขายสองใบต่อ 1อีแปะ ถูกมาก ถ้าเป็ปัจจุบันคงไม่ได้ราคานี้เพราะไข่เป็ดนั้นแพงกว่าไข่ไก่เสียอีก
ทั้งวันที่เขาผ่านแต่ละหมู่บ้านมา นั้นขายได้แค่ 12ฟอง เป็เพราะคนที่พอมีเงินอยู่บ้างก็ช่วยซื้อไม่หนึ่งก็สองอีแปะ
อันผิงสงสาร เพราะทั้งตะกร้าที่สะพายไว้ข้างหลังขายทั้งหมดก็ได้ไม่เกิน 15 อีแปะ แล้วเดินมาตั้งไกล และอันผิงก็ไม่ผิดหวังเพราะท่านแม่ผู้แสนดีของเธอซื้อทั้งหมด รวมทั้งตะกร้าสะพายหลัง และที่ถือตรงหน้าจ่ายเงินไปทั้งหมด 20 อีแปะ ตามจำนวนไข่ที่นับได้
ลุงท่านนี้กล่าวขอบคุณอยู่ซ้ำๆ และกล่าวลาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนจากไป พอลับหลังท่านลุงคนนั้น ก็เป็ท่านแม่ที่ตอนนี้สีหน้าวิตกกังวลกับไข่จำนวนมากกว่า 30ฟอง ที่ตอนนี้ย้ายมาอยู่บริเวณครัวแล้ว
“ท่านแม่ดองไข่” ที่จริงเธออยากบอกว่าทำไข่เค็มแต่คิดว่าคนสมัยนี้น่าจะไม่รู้จัก ดูจากราคาของไข่เป็ดที่ถูกแสนถูก
เมื่อเห็นท่านแม่ทำสีหน้าคล้ายสงสัย
“ผักดองข้าก็อร่อย ไข่ของข้าก็ต้องอร่อยด้วย” แสร้งทำสีหน้ามั่นอกมั่นใจชนิดที่ท่านแม่ต้องเห็นใจ
ท่านแม่หัวเราะออกมากับท่าทางมือตบอกนั้น
“ผิงเอ๋อร์ให้แม่เตรียมอะไรบ้าง”
อันดับแรกก็ให้ท่านแม่นำเกลือแช่น้ำตามสัดส่วนที่ระบบแนะนำและรอให้มันละลาย ขั้นตอนต่อไปให้ท่านแม่ล้างไข่ อันนี้อันผิงนั่งช่วยด้วยจากนั้นก็รอให้ไข่แห้ง ท่านแม่ก็ไปหาไหใบกลางๆ ที่ใส่ได้ไหล่ะ 10ฟอง เมื่อเกลือละลายแล้วก็เอามาใส่ในไห ใส่ไข่เป็ดลงไป และปิดผารอเวลาอีกสัก 7 วัน
หมดไปสามไห ตอนนี้จึงเหลือไข่เป็ดไม่ถึง 10ฟอง เพราะอากาศเย็น อันผิงจึงนึกถึงไข่ต้มยางมะตูม ที่เวลาต้มเสร็จต้องแช่น้ำเย็นเธอจึงขอให้ท่านแม่ตั้งไฟเพื่อต้มไข่ ขอให้ระบบคอยบอกเวลาที่ใช้ต้มไข่ได้พอดีโดยการที่เธอนับเลขนั้นออกมา พอได้ที่ก็ให้ท่านแม่ไปตักน้ำเย็นมากในตุ่มด้านนอกแล้วตักไข่ในหม้อร้อนๆ ลงไปแช่ทันที
จากนั้นก็ขอให้ท่านแม่ไปตัดด้ายความยาว 1 ่แขนมา แม้จะสงสัย แต่ท่านแม่ก็ไม่ขัดใจลูกสาวครอบครัวนี้เลี้ยงลูกตามหลักวิทยาศาสตร์โดยแท้ อะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ให้ลองทำ
เพราะน้ำที่เย็นจัด ไม่ต้องใช้เวลานาน ไข่เป็ดต้มก็ไม่ร้อนแล้วอันผิงจึงแกะเปลือกไข่ออก แล้วใช้ดายตัดไข่เป็สองซีก ท่านแม่จึงได้เห็นไข่แดงสีสวยตรงกลางมีน้ำเยิ้มออกมา แต่ไม่ดิบ
สีหน้าท่านแม่หลากหลายมาก แต่แฝงไปด้วยความยินดี
มื้อกลางวันนี้จึงมีไข่เป็ดต้มยางมะตูมขึ้นโต๊ะอีก 1 รายการ แน่นอนเพราะไข่แดงไม่แข็ง อันหยางกับท่านพ่อจึงกินไปคนละสองฟองส่วนท่านแม่ก็อวยลูกสาวไม่หยุด ไม่ต่างจากอันหยางที่เสียดายไม่ได้อยู่ช่วยตอนที่น้องสาวทำเพราะเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้อง พอรู้ว่าน้องสาวดองไข่ เขาก็ตั้งตารอกินไข่ดองของน้องสาวและเขาก็มั่นใจว่ามันจะอร่อยที่สุด
ยามเซิน (15.00-17.00) อันหยางก็ถือไหอันเล็ก และไม้ไผ่ที่เหลาเป็ช้อนติดตัวไปหลายอันเขาจะนำแยมเฉ่าเหมยป่าไปนำเสนอขาย อันผิงเหนื่อยแล้วจึงไม่ร้องตาม ซึ่งถ้ามีคนสนใจเขาและท่านแม่จะแบ่งใส่กระบอกไม้ไผ่ที่ตัดมาเอาที่ขนาดพอกับกระบอกน้ำอันเล็กท่านแม่ตั้งราคาไว้ กระบอกละ 10 อีแปะ
ใกล้ยามโหย่ว(17.00-19.00) อันหยางก็กลับมาผลการค้าขายแสดงอยู่บนหน้าของเขา เพราะสีหน้าของเขายินดียิ่ง เขารายงานว่าเขาถามตามบ้าน มีคนสั่งถึง 10 กระบอกและเขาลดราคาให้บ้านจางเหลือแค่ 5 อีแปะส่วนเถ้าแก่อู๋ขอไหอันเล็กของเขาไปเพราะจะเอาไปทำเป็ตัวอย่างเสนอขายพวกเศรษฐีในเมือง โดยให้เงินเขามา 10อีแปะ
เท่ากับว่าวันพรุ่งนี้ เขาจะได้เงิน ถ้าหักค่าน้ำตาล ราวๆ 80อีแปะเชียวนะ
แม้ตอนกินข้าวเย็นเสร็จ เขาก็ยังพูดอวดเื่นี้ไม่หยุดท่านพ่อยังเอ่ยแซวว่า สงสัยบ้านนี้จะไม่มีบัณฑิตเสียแล้วน่าจะมีพ่อค้าผู้ร่ำรวยอยู่หนึ่งคน
อันหยางเลยแย้งว่า เป็พ่อค้าที่มีความรู้เป็บัณฑิตต่างหาก
ส่วนอันผิง คิดว่าต่อไปถ้าเขาสอบได้ อาจทำให้อยู่ในกรมการค้าน่าจะรุ่ง
คืนนี้อันหยางเข้านอนด้วยใจที่จดจ่อ อยากจะให้ถึงพรุ่งนี้เช้าเร็วๆ เพื่อที่เขาจะได้ไปเก็บเฉ่าเหมยป่ามาทำผลิตภัณฑ์ทางการค้าของเขา