บทที่ 18 พี่สาว ‘จางโหรวโหรว’
"พี่โหรวโหรว?"
โจวหลีอันเรียกคนที่ยืนตรงหน้าอย่างไม่แน่ใจนัก
ความจริงแล้ว คนตรงหน้าเธอกับความทรงจำของร่างเดิมนั้นแตกต่างกันมากเกินไป จางโหรวโหรวในความทรงจำของร่างคนเดิมเป็ผู้หญิงที่อ่อนโยนและนุ่มนวลมาตลอด
หน้าตาสวยงาม เวลายิ้มดูอบอุ่นและน่ามอง
แต่ตอนนี้ทำไมเธอถึงกลับกลายเป็แบบนี้? บรรยากาศรอบตัวดูหม่นหมองและหดหู่จนน่าสงสาร ใบหน้าผอมจนเห็นกระดูก ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรอยฟกช้ำและาแมากมายบนใบหน้าอีกด้วย
เมื่อมองดวงตาที่ดูไร้ชีวิตชีวาคู่นั้น ทำให้โจวหลีอันรู้สึกใและะเืใจเป็อย่างยิ่ง
เมื่อเห็นาแบนใบหน้าของจางโหรวโหรวแล้ว โจวหลีอันก็ไม่จำเป็ต้องจ้องมองข้อมือของอีกฝ่ายอีกต่อไป เพราะที่ข้อมือนั้นเต็มไปด้วยาแ
"อันอัน?"
สายตาของจางจางโหรวโหรวจ้องมองใบหน้าของโจวหลีอันอยู่นาน กว่าจะจำได้
"ใช่ ฉันเอง" โจวหลีอันพูดจบ วางถังน้ำในมือลง แล้วเอื้อมมือไปจับอีกฝ่ายเบา ๆ
"พี่โหรวโหรว ลุกขึ้นมาก่อนแล้วค่อยคุยกัน"
มือของโจวหลีอันยังไม่ทันได้แตะตัวจางโหรวโหรวเลย ก็ถูกอีกฝ่ายหลบไปเสียก่อน
จางโหรวโหรวหลบการััของโจวหลีอัน จากนั้นลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว แล้วรีบวิ่งหนีไปทันที ท่าทีแบบนี้ทำโจวหลีอันขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เธอรีบวิ่งตามหลังไปสองสามก้าว
ขณะที่วิ่งไป เธอก็เรียกชื่อของอีกฝ่ายไปด้วย
แต่ใครจะรู้ว่ายิ่งเธอเรียก อีกฝ่ายก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้น จนโจวหลีอันจำต้องหยุด
เธอแน่ใจแล้วว่าตอนนี้อีกฝ่ายไม่้าพบเธอ
โจวหลีอันยืนอยู่กับที่สักครู่ ก่อนจะไปส่งน้ำให้คนงาน
เมื่อเธอมาถึงที่หมาย เธอเห็นคนหลายคนกำลังทำงานอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย คนที่ต้องขุดรากก็ขุดไป คนที่ต้องขนอิฐก็ขนอิฐไป
"ลุงเฉิง หนูเอาเครื่องดื่มมาให้ค่ะ" โจวหลีอันเดินเข้าไปใกล้แล้วเรียกลุงเฉิงพลางเอ่ยปากเรียก
"วางไว้ตรงนั้นก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพวกเราเหนื่อยแล้วจะไปดื่ม"
"ได้ค่ะ" โจวหลีอันหาที่ว่างแห่งหนึ่ง แล้วจึงวางถังน้ำพร้อมแก้วที่นำมาด้วย
เมื่อเห็นโจวหลีอันจัดวางของเสร็จ ลุงเฉิงก็ยืนยันรายละเอียดของบ้านให้กับโจวหลีอันอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้โจวหลีอันเดินจากไป
เมื่อโจวหลีอันกลับถึงบ้าน เวลาผ่านไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมง
เธอตักหัวหมูที่ต้มอยู่ในหม้อขึ้นมา พลางแกะกระดูกออกในขณะที่ยังร้อนอยู่ หลังจากจัดการกับหัวหมูเสร็จแล้ว โจวหลีอันก็เริ่มเตรียมวัตถุดิบทำอาหารต่อ
ขณะที่กำลังปอกเปลือกมันฝรั่งอยู่นั้น โจวหลีอันก็แบ่งความสนใจส่วนหนึ่งไปวางแผนงานที่จะทำใน่บ่าย
เธอตั้งใจว่า่บ่ายจะขึ้นเขาไปเก็บเห็ดกลับมาบ้าง ตอนนี้เป็ฤดูกาลเก็บเห็ดพอดี เก็บกลับมาแล้วก็นำมาทำอาหารเพิ่มอีกได้
หลังจากขึ้นเขา เธอยังสามารถเก็บฟืนได้อีกเล็กน้อย
เธอมีมิติพิเศษ ออกจากบ้านทีก็ต้องกลับมาพร้อมกับของมากมาย โจวหลีอันคิดขณะที่กำลังหั่นมันฝรั่ง อืม… บนูเายังมีไก่ป่าและกระต่ายป่าที่น่าสนใจอยู่
พูดตามตรงโจวหลีอันอยากกินสองอย่างนี้ แต่กว่าจะได้มาก็ช่างยากลำบาก เธอจึงจำใจต้องล้มเลิกความคิดนั้นอย่างเสียดาย
แม่โจวทำตามที่พูดไว้เมื่อเช้า วันนี้เลิกงานกลับมาเร็วเพื่อช่วยโจวหลีอันทำอาหารเพียงแต่ตอนที่เธอกลับมาโจวหลีอันได้เตรียมอาหารไว้ใกล้เสร็จแล้ว และกำลังทำเนื้อตุ๋นมันฝรั่งซอสแดง
โจวหลีอันหั่นเนื้อสามชั้นที่เหลือเป็ชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่ลงในหม้อน้ำ เติมต้นหอม ขิง และเหล้าเพื่อดับกลิ่นคาว
เมื่อน้ำเดือดแล้ว ก็ตักฟองออก แล้วตักเนื้อขึ้นมา นำไปทอดในกระทะจนทั้งสี่ด้านเป็สีเหลืองทอง จากนั้นตักขึ้นมาพักน้ำมันอีกครั้ง
ใส่น้ำตาลทรายแดงลงในน้ำมัน ผัดจนเป็สีน้ำตาล หลังจากนั้นผัดเนื้อหมูสามชั้นให้ทุกชิ้นเคลือบน้ำตาลแดง แล้วเติมเครื่องเทศ ซีอิ๊ว และน้ำเล็กน้อย จากนั้นก็ตุ๋นรอให้สุก
เมื่อใกล้จะเสร็จ ให้ใส่มันฝรั่งหั่นเป็ชิ้นลงไปต้มด้วย แม่โจวมองดูการทำอาหารของโจวหลีอันแล้วยิ้มชมว่า "ลูกสาวของแม่เก่งจริง ๆ "
คำชมที่ตรงไปตรงมาจากผู้ใหญ่แบบนี้ ทำให้เธอรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
โจวหลีอันหลบตาลงแล้วพูดว่า "สิ่งที่เก่งที่สุดที่ลูกสาวของแม่ทำได้อีกคือการมีแม่ที่ดีที่สุดในโลก"
คราวนี้กลับเป็แม่โจวที่รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
โจวหลีอันปิดฝาหม้อให้เรียบร้อย นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ จึงพูดกับแม่โจวว่า "แม่คะ วันนี้หนูเห็นพี่โหรวโหรวมาที่หมู่บ้านด้วย แม่มีข่าวคราวของเธอบ้างไหมคะ?"
โจวกั๋วอันหลังจากแต่งงานกับจางเฉี่ยวลี่ไม่นาน ก็เริ่มเก็บกด ไม่สนใจเื่ราวภายนอกมากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากโจวกั๋วอันแต่งงาน และต่อมาลู่เยี่ยนโจวประสบเหตุอีก ทำให้โจวกั๋วอันไม่มีแรงเหลือพอที่จะสนใจเื่อื่น ๆ
เมื่อได้ยินลูกสาวถามเช่นนั้นแม่โจวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "เธอแต่งงานไปแล้ว แถมยังแต่งกับคนในหมู่บ้านของเราด้วย"
"พูดถึงเื่นี้ ต่อไปจางโหรวโหรวก็ถือว่าเป็เพื่อนบ้านของลูกในอนาคตนะ" แม่โจวมองไปที่โจวหลีอันแล้วพูดต่อ "ที่เนินเขานั่นเคยมีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ แต่ก็ไกลจากบ้านลูกพอสมควร แต่ยังไงก็ละแวกใกล้กันถือว่าเป็เพื่อนบ้านกันแล้วล่ะ โหรวโหรวแต่งงานเข้าไปอยู่กับครอบครัวนั้น แต่ครอบครัวนั้นเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ไม่ค่อยได้ติดต่อกับคนในหมู่บ้านเท่าไหร่ แม่ก็ไม่ค่อยรู้ว่าพวกเขาเป็คนยังไงกันแน่"
"ทำไมก่อนหน้านี้หนูถึงไม่เคยเห็นพี่โหรวโหรวเลยล่ะ?"
แม่โจวพูดอย่างจนปัญญา "่ที่เธอแต่งงานเข้าไปอยู่ที่นั่น เธอก็แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย พอเจอกันข้างนอกเห็นพวกเราทีไรก็เดินหลบไปทุกที ไม่แปลกที่ลูกจะไม่ได้เจอเธอ" พอแม่โจวพูดจบก็ถอนหายใจลึก ๆ "อืม ก็ถือว่าเป็เวรกรรมนะ"
พูดถึงจางโหรวโหรวคนนี้ เธอคือตัวเลือกสะใภ้ในใจของแม่โจว ที่จะต้องแต่งงานกับโจวกั๋วอันนั่นเอง
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม โจวกั๋วอันและจางโหรวโหรวชอบพอกันั้แ่ตอนที่ยังเรียนหนังสืออยู่ โจวกั๋วอันเดิมทีคิดว่า เมื่อถึงวัยแต่งงานก็จะหาคนไปสู่ขอที่บ้านตระกูลจาง
ไม่มีใครคาดคิดว่า ตอนไปสู่ขอจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน มีจางเฉี่ยวลี่โผล่มาขัดจังหวะกลางทาง
ไม่สนใจชื่อเสียง ถอดเสื้อผ้าแล้วกระโจนเข้าหาพี่ชายคนโตอย่างไม่อายฟ้าอายดิน
โจวหลีอันครุ่นคิดสักครู่ แล้วก็เล่าเื่ที่วันนี้เห็นรอยแผลบนใบหน้าและร่างกายของจางโหรวโหรวให้แม่โจวฟัง "หนูสงสัยว่าครอบครัวของพวกเขามีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว"
แม่โจวครุ่นคิดตามไปด้วย "แม่ไม่รู้เลยว่าบ้านนั้นจะมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น"
หลังจากพูดจบแม่โจวก็ถอนหายใจยาว "ต่อไปลูกต้องระวังตัวให้มากเวลาอยู่ที่นั่น ถ้าเป็ไปได้ก็ช่วยดูแลเธอที" นอกจากนี้แม่โจวก็คิดไม่ออกว่าพวกเธอจะทำอะไรได้อีก
ตระกูลโจวไม่อนุญาตให้มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว
แต่ในยุคนี้ การใช้ความรุนแรงในครอบครัวของคนอื่นไม่ใช่เื่แปลกอะไร แม่โจวทนไม่ได้กับความรุนแรงในครอบครัว แต่ก็ทำอะไรกับครอบครัวอื่นไม่ได้เช่นกัน ทำได้แต่เพียงกำชับลูก ๆ ในบ้านไม่ให้ใช้ความรุนแรงในครอบครัว
"ตอนนี้ก็ทำได้แค่นี้แหละ"
ประโยคนี้เป็คำตอบของโจวหลีอันที่ตอบกลับแม่โจว แม้จะรู้ว่าจางโหรวโหรวถูกทำร้ายร่างกาย แต่นี่ก็เป็เื่ของครอบครัวอื่น ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยไม่รู้เื่ราว ได้แต่รอให้เข้าใจสถานการณ์มากขึ้นก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
หลังจากทำอาหารกลางวันเสร็จ พ่อโจวและโจวซู่อันก็ไปเรียกลุงเฉิงและคนอื่น ๆ มาทานอาหารที่บ้านด้วยกัน
เมื่อเห็นอาหารยกขึ้นโต๊ะ ลุงเฉิงและคนงานต่างก็รู้สึกประหลาดใจทันที
แม้ว่าในยุคนี้ผู้คนมักจะใช้ของดี ๆ ในการต้อนรับแขก แต่การเตรียมอาหารจานเนื้อถึงสองอย่างที่มีปริมาณมากขนาดนี้ได้ในคราวเดียว ก็ถือว่าหาได้ยากจริง ๆ การดูว่าคนอื่นให้ความสำคัญกับคุณแค่ไหน แค่กินมื้อเดียวก็รู้แล้ว
เมื่อเห็นอาหารแบบนี้ คนงานกับลุงเฉิงต่างตัดสินใจว่า เมื่อกลับไปจะต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อสร้างบ้านดินที่แข็งแรงที่สุดในหมู่บ้าน
แต่เดิมลุงเฉิงและคนอื่น ๆ ไม่คิดว่าอาหารจะดีขนาดนี้ พวกเขาเกรงใจและตั้งใจจะกินน้อย ๆ
แต่พอได้ลองชิม กลับพบว่ามันอร่อยอย่างไม่เคยคิดมาก่อน เนื้อหมูพันด้วยเส้นสีแดงกัดทีก็ละลายในปาก มันฝรั่งในน้ำซุปเนื้อก็เต็มไปด้วยรสชาติของเนื้อ
หัวหมูผัดพริกเขียวยิ่งเป็เมนูที่กินคู่กับข้าวได้อย่างลงตัว
เมื่อพวกเขารู้สึกตัวอีกครั้ง อาหารบนโต๊ะก็ถูกกินจนหมดเกลี้ยงแล้ว หลังจากทานข้าวกันเสร็จและเตรียมตัวจะออกไปทำงานต่อ พวกเขาได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่อีกครั้งว่าจะต้องสร้างบ้านดินที่แข็งแรงที่สุด
แขกมากินข้าวที่บ้านหลายคน ชามและตะเกียบก็ย่อมมีมากขึ้นเป็เื่ธรรมดา
แม่โจวตาไวหันไปเรียกจางเฉี่ยวลี่ที่กำลังจะแอบหนีกลับห้อง "จะไปไหน มาล้างจานให้ฉันเดี๋ยวนี้!" ตอนกินก็กินเยอะแต่กลับี้เีไม่ยอมทำงาน
จางเฉี่ยวลี่ที่ถูกเรียกให้หยุด จำต้องเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมล้างจาน ส่วนโจวหลีอันและแม่โจวยังคงอยู่ในลานบ้านกำลังเก็บชามและจานเปล่า
จางเฉี่ยวลี่มองดูชามและตะเกียบที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอ่าง จึงขมวดคิ้วพูดว่า "ชามเปล่าจานเปล่ามีมากมายขนาดนี้ ตอนทำอาหารไม่รู้ว่าใช้ฟืนไปเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เห็นเธอเก็บกลับมาสักท่อน เฮอะ! เหมือนกับว่าครอบครัวเราทุกคนต้องมาช่วยให้เธอสร้างบ้านอย่างนั้นแหละ"
จางเฉี่ยวลี่แค่ไม่อยากล้างจานมากมายขนาดนี้ จึงเริ่มหาเื่ตามความเคยชิน โดยไม่ได้คิดเลยว่าเพียงแค่ประโยคเดียวนี้ จะนำพาสิ่งที่เธอไม่อาจจะยอมรับได้มา