เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ สติที่เคยดับไปของฝนก็ฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง
“อือออ” เสียงหลุดลอดออกมาจากลำคอ ของร่างที่หลับใหลไม่ได้สติ ดวงตาค่อยๆลืมขึ้นครั้งแรกฝนมองไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ฝนจึงหลับตาลงอีกครั้งก่อนที่จะลืมตาใหม่ ครั้งนี้ฝนสามารถมองทุกอย่างได้อย่างชัดเจน สติของฝนเริ่มกลับมาสมองก็เริ่มใคร่ครวญอย่างหนัก
“เรายังไม่ตายอย่างนั้นเหรอ” ฝนมองดูรอบๆ เพราะฝนคิดว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาล แต่พอมองดีๆภาพตรงหน้ากลับเป็ป่าดอกไม้ ไม่ใช่เพดานขาวๆอย่างที่โรงพยาบาล
“ที่นี่มันคือที่ไหนกัน ทำไหมถึงได้เต็มไปด้วยดอกไม้อย่างนี้ หรือว่าเราตายลงไปแล้วมาอยู่ที่์กันนะ” ฝนนอนพึมพำอยู่กับตัวเอง
ฝนคิดถึงเหตุการรถชนทั้งๆที่จะได้เห็นหน้าพ่อในรอบ 6 ปี ฝนอยากที่จะเข้าไปกอดพ่อแน่นๆ พร้อมกับบอกพ่อว่าคิดถึงมากๆ ยิ่งคิดน้ำตาของฝนก็ยิ่งไหลออกมามาก
จากนี้ฝนคงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้า พ่อ ป้าเ้าของร้านอาหาร พี่ๆในร้านอาหาร เพื่อนสนิทอย่างเข้ม เมื่อคิดฝนก็ยิ่งรู้สึกเศร้ายิ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าไม่สามารถทำอะไรได้แล้วฝนจึงปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง
ฝนหลับไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งฝนก็ลุกเดินดูรอบๆ พบว่าที่ที่ฝนอยู่ตรงนี้เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิด ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวน เมื่อสูดอากาศเข้าไปก็รู้สึกปอดโปร่งมาก
“เฮ้อ” ฝนถอนหายใจ เพราะตอนนี้ฝนได้สำรวจที่นี่หลายครั้งแล้ว จึงรู้สึกเบื่อหน่ายมากๆ
“แล้วฉันต้องไปทางไหนต่อนะ ” ฝนนั่งลงที่พื้นก่อนที่จะหลับตาทำสมาธิ ฝนนั่งสมาธิอยู่นานโดยไม่รับรู้ว่าตอนนี้มีสายตาคู่หนึ่ง กำลังมองมาที่ฝนอยู่
“ชีวิตของเ้าช่างน่าสงสารยิ่งนักแม่หนูน้อย” ชายชราพูดจบก็หายไป
ฝนลืมตาจากที่นั่งทำสมาธิ เมื่อลืมตาขึ้นฝนก็เห็นหมอกสีขาวปรากฏอยู่ตรงหน้า ฝนลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ค่อยๆเดินไปที่หมอกสีขาวนั้น ยิ่งฝนเดินไปข้างหน้ามากเท่าไหร่ เส้นทางก็เหมือนจะยาวขึ้นตามไปด้วย ฝนลองวิ่งดูบ้างทุกอย่างก็ยังเกิดขึ้นเหมือนเดิน เส้นทางที่ไม่รู้จุดจบนี้ ทำให้ฝนรู้สึกท้อแท้แต่ฝนก็ยังพยายามเดินต่อไป
ในขณะที่ฝนกำลังก้าวเดินต่อไปข้างหน้า เส้นทางตรงหน้าก็เปลี่ยนไป ฝนยิ้มกว้างทันทีเพราะคิดว่าเส้นทางคงจะสิ้นสุดแล้ว
แม้จะไม่รู้ว่าตรงหน้าจะเป็อย่างหรืออันตรายไหม ฝนก็เลือกก้าวต่อไป เมื่อฝนเหยียบลงบนพื้นดินจู่ๆฝนก็รู้สึกราวกับ ตนเองนั้นเบาอย่างกับขนนกที่พร้อมจะปลิวทันทีที่ลมพัดมา
ฝนหันมองซ้ายขวาไปมา ที่ที่ฝนอยู่นั้นสวยงามอย่างกับสรวง์ก็ไม่ปาน ทำเอาฝนยืนตลึงอยู่นานขาทั้งสองข้างไม่ขยับไปไหน
“นางหนูเ้าจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม ถ้าเ้ายืนนานข้าจะได้กลับไปนอนก่อน” ฝนได้เสียงของคนก็ทำให้ฝนชะงัก พร้อมกับมองไปที่มาของเสียง
ดวงตาของฝนค่อยๆเบิกกว้าง พร้อมกับอ้าปากกว้าง เมื่อได้สติฝนก็เดินไปที่ศาลาที่มีชายชรานั่งอยู่
“สวัสดีค่ะ” ฝนยกมือขึ้นไหว้ชายชราตรงหน้า
ชายชราตรงหน้าฝนมีดวงตาสีทอง รูปร่างเหมือนกับคนที่ดูแลตนเองอย่างดี เพียงแต่มีใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาเท่านั้น
“มานั่งนี่สินางหนู” ชายชราชี้มือไปที่ที่นั่งตรงกันข้าม ฝนจึงเดินเข้ามานั่งในศาลาด้วยตรงที่ชายชราชี้บอก
“เอ่อ” ฝนที่อ้ำอึ้งไม่กล้าเอ่ยถามชายชราตรงหน้า
“ไม่ต้องกลัวข้าหรอกนางหนู ดูเหมือนว่าเ้าคงมีคำถามมากมายที่อยากถามสินะ มีอะไรก็ถามมาได้เลย ถ้าเื่ไหนที่บอกได้ข้าก็จะบอกกับเ้าเอง” เมื่อเห็นท่าทางของหญิงสาวตรงหน้า ชายชราก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างขบขัน
“เอ่อ คือว่า” ฝนก็ยังมีอาการอ้ำอึ้งอยู่เหมือนเดิม
“เอาล่ะข้าจะพูดในสิ่งที่เ้าอยากรู้เลยแล้วกัน” ชายชราอ่านความคิดของฝนได้จึงพูดขึ้น
“ที่ที่เ้าอยู่ตอนนี้คือดินแดนว่างเปล่า ตัวของเ้าได้เสียชีวิตแล้ว แต่ด้วยบุญที่เ้าได้สร้างมาทำให้เ้ามาปรากฏตรงหน้าของข้า” ฝนที่ทำใจไว้แล้วพอมาได้ยินว่าตนเองเสียชีวิตก็รู้สึกหน่วงๆขึ้นมา
ั้แ่เกิดมาจนมีอายุยี่สิบเอ็ดปี ฝนได้สร้างบุญกุศลมากมาย ทำให้คนรอบข้างต่างก็ต่างรักต่างเอ็นดู เมื่อเสียชีวิตลงผู้คนมากมายต่างก็ทำบุญมาให้
“แล้วหนูต้องทำยังไงต่อค่ะ” เมื่อสงบสติได้แล้วฝนก็เอ่ยถามชายชราตรงหน้า
“มาเข้าเื่เลยแล้วกัน ที่ข้ามาปรากฏตรงหน้าเ้าเพื่อที่ให้เ้าเลือกระหว่างรอไปเป็เทพที่สรวง์ หรือจะลงไปเกิดใหม่” ชายชราเสนอตัวเลือกให้กับฝนได้เลือกทางเดิน
“เ้าเลือกมาซิว่าจะไปทางไหน” ชายชรายังคงยิ้มแล้วมองหน้าฝนอยู่เหมือนเดิม
“ถ้าเลือกไปสรวง์ต้องรออีกนานไหมค่ะ” ฝนไม่อยากรออยู่เฉยๆ จึงเอ่ยถามชายชราขึ้น
“นาน” ชายชราตอบกลับมาสั้น ๆ
“เ้ารู้ไหมว่าคนอื่นไม่มีสิทธิ์เลือกหรอกนะ แต่ด้วยบุญบารมีของเ้ามีมากจึงได้สิทธิ์เลือกหนทางการเดิน” ชายชราเห็นฝนคิดอยู่นานจึงพูดขึ้น
“ถ้าหนูเลือกไปเกิดหนูต้องไปเกิดเป็เด็กทารกไหมเ้าคะ” ฝนไม่อยากกลับไปเป็เด็ก นาง้าทำงานช่วยเหลือคนอื่นมากกว่า
“ไม่หรอกเ้าไม่ต้องเป็ทารก ถ้าเ้าเลือกลงไปเกิดใหม่ เ้าจะได้ไปเข้าร่างของคนที่มีจิตที่เหมือนกับเ้า”
“แล้วโลกที่หนูต้องลงไปเป็โลกเก่าที่หนูจากมาใช่ไหมเ้าคะ” ฝนถามขึ้นอย่างสงสัย
“โลกที่เ้าจะลงไปโลกที่ยังไม่พัฒนา พูดให้เ้าเข้าใจง่ายๆก็คือเป็โลกจีนโบราณนั่นเอง” เมื่อได้ยินชายชราบอกฝนก็หยุดชะงักแล้วใช้สมองครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
“โลกนั่นมีอะไรวิเศษเช่นพวกพวกพลังปราณไหมค่ะ” ฝนเริ่มคิดถึงนิยายที่เข้มเอามาให้อ่าน ในนิยายจะเป็ตัวเอกข้ามมิติไปเป็เทพเซียน ฝนจึงเอ่ยถามชายชราขึ้น
“โลกนั้นเป็ยุคจีนโบราณเท่านั้น ที่นั้นไม่มีพลังวิเศษอะไรพวกนั่นหรอกนะ” ชายชราพูดขึ้นอย่างขำขันในเื่ที่หญิงสาวเอ่ยถาม
“แล้วโลกนั้นหนูเป็ใครแล้วคนรอบข้างเป็ยังไงบ้างคะ”
“เมื่อไปถึงเ้าก็จะรู้เอง” ฝนเริ่มเข้าสู่โลกของตัวเองอีกครั้ง ฝนคิดว่าถ้าตนมีครอบครัวครอบครัวจะรักนางไหม
“แล้วเ้ามีอะไรที่อยากถามข้าอีกไหมนางหนู” เสียงของชายชราทำให้ฝนหลุดออกจากภวังค์
“ละ แล้วหนูจะมีครอบครัวที่ดีไหม พวกเขาจะรักหนูรึเปล่า” ฝนถามชายชราด้วยน้ำเสียงสั่นๆ คล้ายกับกำลังกลั้นสะอื้น ไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา
เพราะหากว่าโลกที่ฝนต้องไปอยู่นั้น ครอบครัวไม่ต้อนรับนางหรือไม่รักนาง ฝนก็จะขอเลือกรออยู่ที่นี่ จนกว่าจะได้ไปเป็เทพเซียน
ด้านชายชราเมื่อได้ยินคำถามของฝน ก็ยิ้มอย่างอบอุ่นส่งให้ฝน
“ไว้เ้าไปถึงที่นั่นเ้าก็จะรู้เองล่ะ มีคำถามไหนอีกไหม” ชายชราก็ยังไม่ตอบคำถามฝนเหมือนเดิม
“เอ่อ” ฝนคิดคำถามที่จะถามชายชรา แต่ก็คิดไม่ออกจึงได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ
“ข้าว่าเ้าคงไม่มีคำถามแล้ว และข้าก็พอจะเดาทางเลือกของเ้าได้แล้วเหมือนกัน เอาล่ะเตรียมตัวไปได้แล้ว” เมื่อชายชราพูดจบก็ปรากฏหมอกขาว เป็รูปร่างสี่เหลี่ยมคล้ายประตู
ฝนมองการกระทำของชายชราอย่างใ แม้จะพอรู้อยู่บ้างว่าชายชราตรงหน้าไม่ธรรมดา แต่พอเห็นกับตาตัวเองก็ใเหมือนเดิม
ฝนลุกทำความเคารพชายชราตรงหน้าก่อนที่จะเดินไปที่หมอกขาว ทันทีที่ฝนเดินไปที่หมอกขาวที่คล้ายประตู ฝนก็รู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังล่องลอยไปที่ไหนสักแห่ง จากนั้นสติของฝนก็วูบดับลง
“ข้าขอให้เ้ามีความสุขมากๆ ในโลกใบใหม่ ขอให้เ้าสร้างบุญกุศลมากๆ สักวันเ้าจะได้กลับมาที่ที่สมควรกับเ้า” อวยพรเสร็จชายชราก็หายไป