บทที่ 5 เพื่อนผู้เสเเสร้ง (รีไรท์)
จ้าวหนิงเซี่ยที่ได้ยินเช่นนั้นรอยยิ้มของใบหน้าเธอก็พลันจางหายไปในทันที อย่างไม่คาดคิดว่าหลิวไป๋ฮวาจะเอ่ยเช่นนั้นกับตน ทว่าเพียงไม่นานก็แสร้งหยักยิ้มออกมาอีกครั้ง จนหลิวไป๋ฮวาที่ไม่อาจทนมองท่าทีเสเเสร้งนั้นต่อได้ รีบหันไปเบ้หน้าเพื่อคลายความสะอิดสะเอียนไปในที ทั้งที่เธอพูดถึงขนาดนั้นแล้ว แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะโง่เกินกว่าที่จะเข้าใจความหมายในประโยคนั้นได้
“หาอะไรเหรอ?” จ้าวหนิงเซี่ยเอ่ยถามออกมาพลางชะโงกหน้าไปดู ครั้นที่เห็นหลิวไป๋ฮวาก้มหน้าลง
“คิดอะไรอยู่หนิงเซี่ย ถึงได้มาชวนฉันไปเก็บหยางเหมยที่ท้ายหมู่บ้านน่ะ ไม่คิดว่าฉันต้องทำการทำงานบ้างหรือไงกัน วัน ๆ นึงฉันไม่ได้ใช้ชีวิตว่างทำตัวล่องลอยเหมือนเธอหรอกนะ” หญิงสาวทำทีเป็เปลี่ยนเื่คุย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจอีกฝ่าย ทว่าในประโยคที่เอื้อนเอ่ยออกไปก็เป็คำพูดที่เธอเหน็บแนมอีกฝ่ายทั้งสิ้น
“ฉันจะไปรู้เหรอว่าเธอว่างหรือไม่ว่างน่ะ ฉันไม่ได้อยู่บ้านเธอตลอดนี่ไป๋ฮวา อีกอย่างเมื่อวันก่อนฉันไปเดินเล่นที่ลำธารท้ายหมู่บ้านมา เห็นต้นหยางเหมยกำลังออกลูกจนต้นเป็สีแดงสดก็เลยอยากจะชวนเธอไปเก็บด้วยไง เพราะฉันคิดว่าเธอเองก็คงไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสผลไม้ดี ๆ แบบนี้ นี่ฉันหวังดีกับเธอนะไป๋ฮวา”
“...อีกอย่างถ้าไปช้ากว่านี้ก็คงจะโดนกระรอกกัดแทะจนหมด หรือไม่ก็ร่วงหล่นจนอดกิน”
“...”
“มีคนบอกว่าหยางเหมยปีนี้รสชาติล้ำเลิศ ทั้งยังฉ่ำน้ำ มีรสหวานจัด หากเป็ปีก่อน ๆ ก็คงจะอมเปรี้ยวมากกว่าติดหวาน ฉันได้ลองชิมเเล้วนะ เปรี้ยวจนตาปิดไปเลยล่ะ” เพื่อนสาวพร่ำบรรยายรสชาติที่ได้รับด้วยท่าทีที่ดูจะร่าเริงกว่าปกติ ในขณะที่หลิวไป๋ฮวามองท่าทีเ่าั้ด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึกใด ๆ
“ปีที่แล้วเธอก็ไม่ได้ชิมไม่ใช่เหรอ ก่อนฉันจะมาหาเธอก็เห็นว่าเริ่มมีชาวบ้านไปเก็บหยางเหมยกันบ้างแล้วเหมือนกัน”
“ขอบใจที่อุตส่าห์เสียสละเวลามาชวนฉันก็แล้วกัน แต่เธอเก็บความประสงค์ดีของเธอเอาไว้เถอะ พอดีฉันมีงานอื่นที่ต้องทำ คงไม่มีเวลาว่างไปเที่ยวเล่นกับเธอเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยทั้งยังเชิ่ดหน้าขึ้น
“นี่เธอเป็อะไรไปเนี่ยไป๋ฮวา! นี่ฉันมาชวนเธอดี ๆ นะเพราะเห็นว่าเธอไม่มีเพื่อนคบน่ะ แล้วทำไมต้องพูดจนรุนแรงใส่ฉันแบบนั้นด้วย” ต้าหนิงจินรีบเอ่ยออกไปด้วยความโมโห อย่างไม่อาจเก็บอาการได้อยู่ครั้นที่คนตรงหน้าเอาแต่ปฏิเสธเธอ ซ้ำยังพูดจาถากถางและมองเธอในแง่ร้าย ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยสักนิด
“หรือมีใครมาพูดเป่าหูเธองั้นเหรอไป๋ฮวา นี่เธอหูเบาเชื่อชาวบ้านพวกนั้นว่าฉันเป็เสแสร้งงั้นเหรอ เธอกับฉันก็รู้จักกันมานานแล้วนะ รู้จักกันมาก่อนพวกขี้อิจฉาพวกนั้นด้วย เธอก็น่าจะรู้นิสัยฉันดีที่สุดไม่ใช่เหรอ!”
“พวกมันน่ะขี้อิจฉาจะตาย พยายามยุยงให้เราแตกคอกันเธอไม่รู้หรือไง”
จ้าวหนิงเซี่ยเอ่ยระบายความในใจของตนให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ทั้งยังใช้สายตามองหลิวไป๋ฮวาที่เปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคนเช่นนี้ ทั้งที่เมื่อวานเธอชวนไปเก็บดอกเถาฮวาอีกฝ่ายก็ตอบตกลง ซ้ำยังดูดีใจมากด้วยที่เธอมาชวนอีกฝ่ายไปเที่ยวเล่นเช่นนั้น
“ก็ถ้าเธอไม่ได้เป็เหมือนที่ชาวบ้านพวกนั้นพูดเธอจะมาเดือดร้อนอะไรกันล่ะหนิงเซี่ย นอกจากว่าเธอเป็คนเสแสร้งเหมือนที่คนพวกนั้นบอกจริง ๆ ถึงได้ร้อนตัวแบบนี้น่ะ”
จ้าวหนิงเซี่ยที่ได้ยินชะงักงันไปในทันที สีหน้าที่แสดงออกมาด้วยความไม่พอใจนั้น ค่อย ๆ จางหายโดยพลัน เมื่อเพิ่งคิดได้ว่าตนนั้นกำลังเริ่มร้อนตัวตามที่อีกฝ่ายพูด
“ตะ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เคยพูดแรงหรือปฏิเสธฉันเลยนะ ถ้าไม่ใช้เพราะคำพูดใส่สีตีไข่ของชาวบ้านขี้อิจฉาพวกนั้น แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้เธอเปลี่ยนไปแบบนี้น่ะ”
หลิวไป๋ฮวาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มออกมาในทันที เธอใช้สายตาของตนเองมองอีกฝ่ายั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาหยามเหยียดอย่างเปิดเผย ทำให้จ้าวหนิงเซี่ยที่เห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันควัน ความไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้นจนอยากที่จะสั่งสอนอีกฝ่ายที่กล้ามองตนเช่นนั้น แต่ก็พยายามเก็บความโมโหของตนเอาไว้ในใจ
“ก็บอกไปแล้วไงว่าไม่ว่าง ถ้าเธออยากทานก็ไปเก็บคนเดียวสิ อย่ามาวุ่นวายกับฉัน!”
ปึง
เสียงประตูไม้ปิดกระแทกใส่หน้าของจ้าหนิงเซี่ยอย่างดังในทันที ครั้นที่หลิวไป๋ฮวาไม่อยากที่จะเสวนากับอีกฝ่ายให้ยืดเยื้ออีก จ้าวหนิงเซี่ยกำหมัดแน่น มองอีกใฝฝ่ายด้วยสายตาแค้นเคืองอย่างถึงที่สุด ที่กล้ากระทำเช่นนี้ต่อตน
ทั้งที่เธออุตส่าห์เสียเวลามาชวนถึงบ้าน ดั้นด้นมาหาถึงที่แม้ว่าใจจริงจะไม่อยากหายใจร่วมกับหลิวไป๋ฮวาเลยก็ตาม นี่กล้าปฏิเสธเธอถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
“แกคิดว่าตัวเองสำคัญมากหรือไง นังโง่!” น้ำเสียงเล็กที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธของจ้าวหนิงเซี่ยดังขึ้นอย่างแ่เบา วันนี้หญิงสาวจำเป็ต้องล่าถอยเพื่อวางแผนเข้าหาหลิวไป๋ฮวาใหม่ คิดว่าเธอจะยอมรามือง่าย ๆ งั้นเหรอ เธอมาไกลจนย้อนกลับไปไม่ได้แล้วล่ะ
“คนที่กล้าแย่งทุกอย่างไปจากฉันอย่างแกน่ะ ฉันไม่มีวันปล่อยไปหรอก!”
…
หลิวไป๋ฮวาที่ปิดประตูขังตนเองอยู่ในบ้าน เดินออกไปแง้มผ้าม่านหน้าต่างครั้นที่เวลาผ่านไปนานพอสมควร ทั้ง ๆ ที่เธอเองก็ไม่ได้มีงานยุ่งหรือมีสิ่งที่ต้องทำเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่เสียงถอนหายใจจะดังออกมาครั้นที่ไม่เห็นเงาอดีตเพื่อนใจั์อย่างจ้าวหนิงเซี่ยอยู่ที่หน้าบ้านของตนอีก
“แกต่างหากล่ะ ที่โง่ ทั้งโง่ทั้งบ้า” เธอบ่นพึมพำเสียงเบา แผนการของจ้าวหนิงเซี่ยที่กระทำต่อเธอไม่มีทางสำเร็จเป็ครั้งที่สองแน่ ไม่ว่าอย่างไรเธอก็จะไม่ยอมตกหลุมพลางอีกฝ่ายอีก
“คิดว่าฉันจะยอมลดตัวไปเกลือกกลั้วกับคนที่มีความคิดต่ำ ๆ แบบนั้นอีกหรือไง ฝันไปเถอะ!” เธอเอ่ยปรามาสอีกฝ่ายเสียงเบา ครั้นที่หยินตัวลงนั่งพักก็เหลือบไปเห็นตะกร้าหวายที่วางเอาไว้ พลันย้อนคิดไปถึงคำพูดของจ้าวหนิงเซี่ยเมื่อครู่
หญิงสาวเดินไปคว้าตะกร้าหวาย ก่อนที่เธอจะเดินออกจากบ้านไปทันทีโดยที่ไม่ลืมล็อคประตูบ้านของตนด้วยความแ่า
ท่อนแขนเรียวเล็กกอดตะกร้าหวายเอาไว้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว ก่อนที่เธอจะโน้มตัวลงไปดึงดอกหญ้าข้างทางขึ้นมาเป่าเล่น ด้วยท่าทีอารมณ์ดีที่ไม่ต้องทนฟังน้ำเสียงเเหลมเล็กของจ้าวหนิงเซี่ยพูดกรอกหูเหมือนเมื่อก่อน หากรู้ว่าการเลิกคบอีกฝ่ายจะทำฝให้เธอมีความสุขขนาดนี้ เธอคงตัดสินใจเลิกคบไปตั้งนานแล้วล่ะ คงไม่ปล่อยให้แผนการชั่วร้ายของจ้าวหนิงเซี่ยสำเร็จั้แ่แรก
ในสมัยยุค 1980 ยุคที่หลิวไป๋ฮวาได้ดำเนินชีวิตมาแล้วถึงสองครั้ง เป็ยุคที่ชาวบ้านยากจนอย่างยิ่ง อาหารการกินหาได้ยากยิ่งกว่าทองคำแท่ง ถึงขั้นที่ว่าแทบไม่มีเนื้อหรือไข่ไก่ให้กิน หากบ้านไหนมีไข่กินนับว่าเป็เื่ที่โชคดีมาก ในส่วนอาหารหลักมักจะเป็มันฝรั่ง ข้าว ข้าวโพด หมั่นโถว ซึ่งเป็อาหารที่ชาวบ้านหาได้ง่ายในหมู่บ้าน เนื่องจากเป็พืชท้องถิ่นที่แทบทุกบ้านจะปลูกกันเพื่อใช้ในการบริโภคในยามที่ขาดแคลน
หลิวไป๋ฮวาเดินไปตามเส้นทางที่ไม่ได้นับว่าสะดวกสบายนักเพราะพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหลุม และหินก้อนใหญ่ที่หากเดินไม่ระวังก็คงจะล้มลงหน้าคะมำ หนักสุดก็คงจะสะดุดล้มจนหน้าคว่ำไถลไปกับพื้นให้ได้แผลเพราะเป็พื้นที่ลาดชัน เพียงชั่วครู่ หญิงสาวก็เดินกันจนมาถึงโรงอาหารกลางแล้ว
โรงอาหารกลางที่ทางรัฐบาลสร้างขึ้นเพื่อเป็การช่วยเหลือชาวบ้านในยามที่อาหารขาดแคลนอย่างมาก ซึ่งสิ่งที่จะนำมาแจกจ่ายก็จะเป็สิ่งของอุปโภคบริโภค โดยจะแลกตั๋วที่รัฐบาลได้นำมาแจกไว้ก่อนแล้ว
หมู่บ้านของหลิวไป๋ฮวาเป็เพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ แม้คนในหมู่บ้านจะเป็คนที่ต่างชนชั้นกันทางฐานะ แต่ก็อยู่กันแบบพึ่งพาอาศัย ทั้งยังนับหน้าถือตา ดูแลช่วยเหลือกันดั่งญาติมิตร ถ้อยทีถ้อยอาศัยเพื่อสร้างไมตรีที่ดีต่อกัน และมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น