ตอนที่7
นี่มันไม่ยุติธรรมเอาซะเลย
ข้าถูกนำตัวมายังลานตัดสินเยี่ยงนักโทษปะาข้างๆมีอาเธอร์ถูกจับใส่กรงขังและมันกำลังนอนอย่างสบายใจเฉิบ
ข้าถูกพาขึ้นศาลพิพากษา เบื้องหน้าของข้าคือตุลาการผู้เป็ชายแก่ผมสีขาวโพลนร่างกายอ้วนท้วม สีหน้าของเขาเหมือนคนที่เผลอกินกระเทียมเน่าเข้าไปบางทีความรังเกียจนั่นอาจจะมีต้นเหตุมาจากข้าก็ได้รอบกายของข้าคือเหล่าลูกขุนและผู้เข้าร่วมการพิพากษาที่รายล้อมอยู่นับร้อยชีวิตสายตารูปแบบคล้ายๆกันถูกรวมไว้ที่ตัวของข้าเป็จุดเดียวพวกเ้าพอจะเข้าใจถึงความเกลียดชังที่มีต่อชนชั้นล่างอย่างข้าได้สินะ
เหนือแท่นยืนของผู้พิพากษาคือบัลลังก์ที่ว่างเปล่ามันดูหรูหราเหมือนเป็ที่สำหรับชนชั้นสูงแต่ด้วยกฎหมายที่ว่าห้ามไม่ให้ชนชั้นล่างปรากฏตัวให้ชนชั้นสูงเห็นหรือไม่ก็เพราะความรังเกียจทำให้คนที่สมควรจะนั่งบนบัลลังก์ไม่ยอมปรากฏตัวออกมา
“ข้าทำอะไรผิดงั้นเหรอ! จับข้ามาทำไมกัน!” ข้าเริ่มโวยวายอย่างสติแตก
“เงียบซะ!” ตุลาการฟาดค้อนเหล็กลงไปบนแท่นตรงหน้าเกิดเสียงดังสนั่นที่ทำให้ข้าตัวแข็งทื่อและพูดอะไรไม่ออก
“มาววว” อาเธอร์ตื่นและเหยียดตัวหาวมันหันมาทักทายข้าสั้นๆว่า “ไง เมื่อคืนหลับสบายดีไหม” สบายกับผีแกน่ะสิ! จะทำตัวชิลล์ก็หัดดูสถานการณ์บ้างได้ไหม
มีทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับตราอัญเชิญสามชั้นที่ข้าได้จากมหาดันเจี้ยนมันถูกใส่เอาไว้ในโหลแก้วนายทหารคนนั้นตั้งโหลแก้วดังกล่าวไว้บนแท่นที่ขวางอยู่ระหว่างตุลากาลกับข้าก่อนจะโค้งตัวแล้วเดินจากไป
“ต่อหน้าบัลลังก์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์าาในการไต่สวนครั้งนี้ ข้าขอให้เ้าปฏิญาณตนว่าจะพูดความจริงทุกประการและน้อมรับความผิดใดๆที่เ้าก่อโดยที่ไม่มีข้อโต้แย้ง” ศาลเอ่ยปากออกมา
“แต่ข้าไม่ได้...”
ปัง! ปัง! ปัง!
ตุลาการฟาดค้อนเหล็กลงไปบนแท่นตรงหน้าอีกครั้ง“ข้าบอกให้เ้าปฏิญาณตน!” เขาขึ้นเสียงพวกผู้ชายป่าเถื่อนก็เป็อย่างงี้กันซะหมด ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ข่มผู้อื่นไปเรื่อย
“ข...ข้าจะพูดความจริงและ...น้อมรับความผิดทั้งหมด” ข้ามีแต่ต้องยอมกล่าวตามไป
“โดยไม่มีข้อโต้แย้ง!” อีกฝ่ายเอ่ยทวงในสิ่งที่ข้าพูดตกไป
“โดยไม่มี...ข้อโต้แย้ง” ข้าพูดเสียงอู้อี้แต่เห็นได้ชัดว่าคำๆนี้มันไม่แฟร์ข้าสมควรจะได้รับสิทธิในการโต้แย้งตราบเท่าที่มีหลักฐานและเหตุผลอันควรสิ
“เริ่มการไต่สวน!” ตุลาการฟาดค้อนเหล็กลงไปบนแท่นอีกครั้งข้าไม่รู้ว่านั่นมีความหมายว่ายังไงแต่มันทำให้ข้าใจแป้วทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเคาะดังเสียดแก้วหูนั่น “เ้าแอบลอบออกจากกำแพงไปโดยพลการและมีเจตนาที่จะละเมิดกฎเหล็กของการสำรวจเพื่อกอบโกยผลประโยชน์เข้าสู่ตัวเองใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่นะ” ข้าปฏิเสธทันที
“เ้าจะปฏิเสธว่าเ้าออกข้างนอกมาอย่างั้นน่ะเหรอ”ตุลากาลเหล่ตามองข้า ข้าสะดุ้งวูบ
“ไม่ใช่นะ ข้าหมายความว่า...” ข้าพยายามจะอธิบายแต่อีกฝ่ายก็ชิงเคาะแท่นตรงหน้าจนข้าพูดอะไรไม่ออก
“จากการตรวจสอบหลักฐานได้มีรายงานว่ามีการวางเพลิงที่มหาดันเจี้ยนแห่งพืชและในระหว่างทางก็พบกับร่างของเ้านอนหมดสติอยู่ใกล้ๆกันมีตราอัญเชิญที่จะได้จากิญญาของสัตว์อสูรระดับสูงจากในมหาดันเจี้ยนแห่งพืชเท่านั้นจึงสันนิษฐานได้ว่าเ้าเป็คนวางเพลิง”อีกฝ่ายอ่านรายงานตรงหน้าและไม่ได้ถามอะไรข้าเหมือนพวกเขามีหลักฐานมากพอให้ปักใจเชื่อว่าข้าเป็คนทำจริงๆ “ตามกฎหมายข้อที่ห้าสิบแปดว่าด้วยเื่ของการสำรวจ สั่งห้ามไม่ให้ใช้เวทมนตร์เพลิงรวมถึงอาวุธหรืออุปกรณ์ที่ทำให้เกิดประกายไฟในมหาดันเจี้ยนแห่งพืชเพื่อไม่ให้เกิดการลุกลามจนสูญเสียทรัพยากรที่สำคัญอย่างสูญเปล่าโดยปกติจะมีคำสั่งให้ปลดสถานะนักสำรวจทันทีแต่เนื่องจากเ้าเป็แต่พลเรือนชั้นล่างสุด...”
ตุลาการพินิจอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “เนื่องจากเ้าไม่เคยสร้างคุณประโยชน์อันใดให้แก่อาณาจักรและไม่มีความสามารถพอจะกระทำการใดๆเพื่อชดใช้ได้ศาลจึงขอพิจารณาให้ตัดสินปะาชีวิตนางทันที”
“ห๊ะ! อะไรนะ!” ข้าช็อกกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่จริงน่าด้วยความผิดแค่นี้ข้าถึงกับโดนสั่งปะาชีวิตเลยงั้นเหรอ “เดี๋ยวก่อนท่านข้าก็แค่...”
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงค้อนเหล็กทำให้ข้าตัวแข็งทื่อไปอีกครั้งตุลาการกวาดสายตาไปรอบๆ “มีใครจะค้านอะไรไหม”
ทั่วทั้งห้องเงียบกริบทุกคนมองข้ามความอยุติธรรมที่ข้าได้รับเพียงเพราะว่าข้าเป็ชนชั้นล่างงั้นเหรอทุกคนถึงได้ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตที่กำลังจะเสียไปเลยข้าตัวสั่น น้ำตาของข้าหลั่งริน อาเธอร์ที่อยู่ในกรงทำสีหน้าเซ็งๆมันเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงเนือยๆว่า “ชีวิตก็งี้แหละ ไม่มีอะไรที่แฟร์หรอก”
ทว่าในวินาทีที่ข้ารู้สึกเกลียดชังโลกใบนี้อย่างถึงที่สุดใครบางคนก็ยกมือขึ้นและเอ่ยค้านด้วยน้ำเสียงอันกล้าหาญว่า
“ข้าขอค้าน!”
ทั่วทั้งห้องหันไปจับจ้องที่ชายคนนั้นเป็จุดเดียวชายหนุ่มอายุประมาณ 25 ปีที่ไว้ทรงผมยาวสีแดงเพลิงถึงกลางหลังดวงตาสีแดงเพลิงของเขาเหมือนลูกไฟที่ลุกโชน ถึงแววตาจะดูกล้าหาญมุทะลุแต่ก็เปี่ยมไปด้วยประกายแห่งปัญญา เขากล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนจะมั่นใจชุดเกราะเบาของเขาทำให้ข้าพอจะเดาได้ว่าเขาคือนักสำรวจระดับสูงที่ถูกเชิญเข้ามาในการไต่สวนครั้งนี้ด้วย
“เชิญท่านลูคัส” ตุลาการกล่าวชายนักสำรวจที่ชื่อว่าลูคัสลุกขึ้นยืน
“อย่างที่ทุกท่านทราบห้าปีที่ผ่านมานี้เราได้สูญเสียนักสำรวจไปมากมายจากปรากฏการณ์ความบ้าคลั่งของมหาดันเจี้ยนจนทำให้การจัดหาทรัพยากรเข้าสู่อาณาจักรมีอัตราที่น้อยลงกิลด์ต้องระวังมากขึ้นในเื่การส่งนักสำรวจสู่มหาดันเจียนในแต่ละครั้ง เพราะอาณาจักรไม่อาจจะสูญเสียนักสำรวจฝีมือดีไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว”ลูคัสกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ใครบางคนเอ่ยถามออกมาว่า
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเด็กชนชั้นล่างนี่กัน”
“หากเป็นักสำรวจที่เคยไปยังมหาดันเจี้ยนแห่งพืชมาบ้างก็จะเข้าใจดีว่าลำพังแค่เด็กสาวธรรมดาไม่อาจจะวางเพลิงสัตว์อสูรระดับสูงในมหาดันเจี้ยนที่กำลังบ้าคลั่งได้ด้วยตัวคนเดียวเพราะงั้นข้าจึงมีความเชื่อที่แตกต่างออกไปว่าเด็กสาวคนนี้คือผู้ความสามารถที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่อาณาจักรได้”ลูคัสอธิบายการพยายามช่วยเหลือของเขาทำให้ข้าทั้งอึ้งและซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลออกมาเลยทำไมชายคนนี้ถึงพยายามช่วยคนชั้นล่างอย่างข้ากันนะ ข้าไม่เข้าใจเลย
“นั่นเป็แค่การคาดเดาที่เลื่อนลอยขอรับ”ชายคนหนึ่งเอ่ยแย้งอย่างสงบ ข้าจำได้ว่าเขาคือชายผมยาวสีทองอร่ามคนที่ไล่ข้าออกมาจากกิลด์เมื่อตอนที่ข้าเข้าไปสมัครเหมือนว่าจนถึงตอนนี้เขาก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะตัดอนาคตของข้าให้ขาดสะบั้นข้าบอกได้เต็มปากว่าข้าเกลียดหมอนั่นสุดๆไปเลย
“เ้ากำลังจะบอกว่าคนธรรมดาสามารถวางเพลิงมหาดันเจี้ยนแห่งพืชได้ในขณะที่นักสำรวจยังแทบจะไม่มีใครทำแบบนั้นได้งั้นเหรอ”ลูคัสฉีกยิ้มหรี่ตามอง ทั้งสองประสานสายตากันข้าััได้ถึงรังสีของความเหม็นขี้หน้าที่ทั้งสองแผ่พุ่งใส่กันไปมา
“ข้าเพียงแค่พยายามจะบอกว่าเราจะต้องหาทางพิสูจน์ในสิ่งที่ท่านคาดเดาเพื่อสร้างหลักฐานประกอบการโต้แย้งเท่านั้นขอรับ”ชายหนุ่มผมสีทองหันกลับไปหาตุลาการก่อนจะเอ่ยออกไปอย่างสุภาพว่า“ข้าขอเสนอให้มีการทดสอบความสามารถของนางหากนางมีความสามารถพอจะเป็นักสำรวจได้จริงมันก็จะเป็ความรับผิดชอบของข้าด้วยส่วนหนึ่งที่ประเมินความสามารถของนางผิดไปในตอนแรก”
ข้าช็อกหนักกว่าเดิม นี่มันอะไรกันเหมือนอีตาขี้เก๊กนั่นพยายามจะช่วยข้าอยู่เลยไม่ใช่หรือยังไง
ไม่หรอกหมอนั่นก็แค่พยายามไม่ให้ตัวเองเสียหน้าก็เท่านั้นแหละ ลูคัสเอ่ยบอกว่าเขาเห็นด้วยศาลถามความเห็นหากมีใครเห็นต่าง แต่ก็ไม่มีใครคัดค้าน ศาลจึงมีมิติให้จัดการทดสอบความสามารถของข้าขึ้นมาโดยการต่อสู้ตัวต่อตัว
และคู่ต่อสู้ของข้าก็คือลูคัสชายหนุ่มผมแดงเพลิงที่ข้าได้มารู้ทีหลังว่าเขาคือหนึ่งในหนึ่งหกของนักสำรวจที่ถูกขนานนามว่าเป็ฮีโร่พูดง่ายๆก็คือลูคัสเป็หนึ่งในนักสำรวจที่เก่งที่สุดหกอันดับแรกของอาณาจักรอาเธอร์ถูกปล่อยตัวออกมาและข้าก็อุ้มมันไว้ในมือ พระเ้า! นี่แกล้งกันใช่ไหมเนี่ย ข้าถูกพาลงมายังลานประลองซึ่งอยู่ ณชั้นใต้ดินของกิลด์มีคนเพียงสี่สิบคนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าชมการทดสอบเพื่อเป็สักขีพยานในครั้งนี้
ลูคัสที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มให้ข้า“ไม่ต้องเครียดนะ! นี่มันก็แค่การทดสอบข้าไม่ทำให้เ้าถึงตายหรอก!” อีกฝ่ายโบกมือให้อย่างอารมณ์ดีแต่ช่วยเลือกคำพูดที่มันฟังดูน่ากลัวน้อยกว่านี้ไม่ได้เหรอยะ!
ชายผมทองคนที่เป็ผู้ดูแลกิลด์เดินมาอยู่กลางสนามเขาหันมองทั้งสองฝ่ายก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “การทดสอบครั้งนี้จะใช้เวลาเพียงห้านาทีขอให้จำเลยแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่เพื่อเป็ประโยชน์ต่อการพิพากษาและขอท่านลูคัสโปรดอย่าได้ออมมือเพราะความใจอ่อน”
โอเคเห็นได้ชัดว่าทุกคนพยายามจะฆ่าข้าในการทดสอบครั้งนี้ ไม่ต้องสงสัยเลย
“เริ่มได้!” สิ้นเสียงดังกล่าว ลูคัสก็ะโขึ้นมาว่า
“สองนาทีกับอีกสามสิบวิแรกข้าให้เ้าบุกก่อนแล้วหลังจากนั้นข้าจะเป็ฝ่ายบุก ตามนี้นะ” ชายคนนั้นพูดด้วยท่าทีสบายๆ “เข้ามาได้เลย!”
“อาเธอร์ ช่วยด้วย” ข้ากระซิบขอร้องแมวส้มในอ้อมกอด
“ให้สู้กับมนุษย์เนี่ยนะ บาย”อาเธอร์ขดตัวกลมและพูดด้วยเสียงอู้อี้ “อีกอย่าง เ้าหัวแดงนั่นก็ดูเก่งจะตายไม่ไหวหรอก พวกเรากำลังจะตายกันหมด”
“เ้าก็พยายามหน่อยสิข้ายังไม่อยากตายโดยที่ไม่ได้ทำอะไรนะ” ข้าร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ยิ่งได้เห็นท่าทีเกียจคร้านของอาเธอร์ข้ายิ่งสิ้นหวังปนหงุดหงิด“ตื่นเดี๋ยวนี้นะไอ้เ้าแมวจอมี้เี!”ข้าเขย่ามันอย่างแรง
แล้วทันใดนั้นร่างของอาเธอร์ก็ะเิแสงสีแดงสว่างวาบออกมาอีกครั้งเหมือนกับตอนที่ฟาเอลปรากฏตัว พริบตาต่อมาข้าก็รู้สึกว่าแมวตัวที่เคยอยู่ในอ้อมกอดกระโจนออกไปแสงสีแดงนั่นพุ่งขึ้นกลางอากาศก่อนจะเหินเข้าใส่ลูคัสด้วยความเร็วดุจลูกธนูชายหนุ่มผมสีแดงเพลิงต่อยหมัดสวนเข้าใส่ดวงแสงสีแดงด้วยความสามารถในการตอบสนองอันยอดเยี่ยม
เปรี้ยง!
ดวงแสงนั่นกระเด็นกลับมาอยู่ตรงหน้าข้าแสงสีแดงค่อยๆเลือนหายไป เผยให้เห็นแมวแปลกๆที่ข้าไม่เคยเจอมาก่อน
มันเป็แมวสีดำที่ไม่ใช่ทั้งอาเธอร์และฟาเอลดวงตาสีเหลืองเปลี่ยนเป็สีแดงที่มีสัญลักษณ์รูปตัว Xอยู่ตรงั์ตาแทบจะในทันที นั่นคือสัญญาณว่ามันกำลังเอาจริงมันขู่ฟ่อใส่ลูคัสด้วยความโกรธก่อนจะะเิพลังสีแดงออกมาและแผดเสียงที่ฟังดูน่าสยองขวัญ
“ยิ้มอย่างนั้นให้ได้ตลอดก็แล้วกันไอ้สวะหัวแดง! ฟ่อออ!”
โปรดติดตามตอนต่อไป