บทที่ 2 : หยางเฟย
ใน่เวลาที่โลกใกล้จะถึงคราวอวสานๆด้มีเด็กหนุ่มเดินอยู่บนถนนที่มีทางยาวโดยปราศจากผู้คน
เขานั้นมีชื่อว่า หยางเฟย เป็คนลูกครึ่งไทย-จีน แต่ในอนาคตทั้งสองประเทศคงสูญหายไปตามกาลเวลาเนื่องจากการรุกล้ำของช่องว่างมิติที่กำลังเคลือบคลานเข้ามาบนโลกอยู่
หยางเฟยนั้นเป็เพียงเด็กหนุ่มวัย 10 ปีเท่านั้น เขาได้สูญเสียพ่อแม่ไปั้แ่ก่อนที่จะอายุ 5 ปีเต็ม ทำให้เขาต้องมาอาศัยอยู่กับญาติฝั่งแม่ของเขา
แม้ว่าบ้านของฐาติฝั่งแม่ของเขานั้นจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่งร่ำรวย แต่นั่นไม่ใช่กับหยางเฟย
ด้วยความที่เขานั้นได้สูญเสียพ่อแม่ไปั้แ่วัยเด็ก ได้ทำให้อารมณ์ของเขานั้นรู้สึกด้านชามานานแล้ว
ความรู้สึกสูญเสีย ความรัก ความอบอุ่นงั้นหรอ ของพวกนั้นเขาไม่เคยได้แม้แต่จะัั แม้จะััก็ไม่สามารถที่จะจดจำมันได้
เขานั้นจึงคนในบ้านญาติของเขารู้สึกรังเกียจ เหล่าลูกๆของเธอจึงได้กลั่นแกล้งเขาในทุกๆวัน แต่หยางเฟยก็ไม่ได้ตอบโต้กลับไป แม้ว่าร่างกายจะบอบช้ำยังไงก็ตาม
ด้วยการแสดงท่าทางที่ไร้การตอบสนองทำให้พวกลูกๆของญาติเขายิ่งมีความกล้าเข้าไปใหญ่ จนมีครั้งหนึ่งได้ผลักเขาลงไปกลางถนนจนทำให้เขาเกือบถูกรถชนด้วยซ้ำ
หยางเฟยนั้นได้สาปแช่งโลกใบนี้มานานแล้ว มนุษย์นั้นแท้จริงแล้วน่ารังเกียจยิ่งกว่าสัตว์เสียอีก
ความยุติธรรมพวกนั้นก็เป็ได้เพียงแค่เื่เล่าหลอกเด็กเท่านั้น ขอมีเพียงแค่อำนาจก็จะสามารถกุมชะตาชีวิตคนได้
เมื่อเขาได้ยินข่าวเกี่ยวกับรอยแยกมิติที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ก็ได้ทำให้ตัวของเขานั้นสั่นไปด้วยความตื่นเต้น
คำพูดที่ถูกถอดความออกมาจากแผ่นศิลาแผ่นนั้นคือคำตอบของเหตุการณ์ทั้งหมด
มนุษย์นั้นจะพบกับความวิบัติ เหล่าสัตว์ประหลาดได้เคลือบคลานเข้ามายังโลกเพื่อแย่งชิง
สัตว์ทั่วโลกได้ถูกวิวัฒนาการ มนุษย์นั้นก็ต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์เหมือนกัน
แต่เมื่อเหตุการณ์เพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นาน หยางเฟยที่เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็ได้จะรีบไปบอกแก่ญาติของแม่เขา แต่เมื่อไปหานั้นกลับพบกับเพียงห้องที่ว่างเปล่า
พวกเขาได้รีบออกไปจากบ้านนานแล้วเมื่อได้ยินข่าวนี้ ด้วยเหตุผลนี้ทำให้หยางเฟยนั้นรู้สึกถึงธาตุแท้ของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน
เืเนื้อเชื้อไขนั้นแม้จะสำคัญ แต่ก็ไม่เท่ากับชีวิตของตนเอง
เมื่อเห็นว่าทุกคนออกจากบ้านกันไปหมดแล้ว เขานั้นก็ได้ออกเดินทางไปบนถนนเส้นใหญ่ที่ยาวทอดไปหลายกิโลเมตรภายในเมืองหลวง
แต่ก่อนนั้นพื้นที่ตรงนี้นั้นเป็ย่านชุกชนไปด้ยผู้คนและห้างสรรพสินค้ามากมาย แต่ตอนนี้กลับเงียบสงบเหมือนกับพื้นที่ที่รกร้างมานานแสนนาน แม้ว่าสภาพนั้นจะยังคงสะอาดอยู่ แต่กลับไม่มีผู้คนเดินผ่านให้เห็นอยู่
“เห้อ น่าเบื่อจริงๆ” หยางเฟยได้บ่นออกมาขณะที่เขากำลังเดินอย่างเรื่อยเปื่อนบนถนน
เขานั้นเดินไปเรื่อยๆพร้อมใช้เท้าของเขากวัดแกว่งไปมากระทบกับพื้นจนเตะเข้ากับหินก้อนหนึ่ง
“โอ้ยย” หยางเฟยร้องเสียงหลงออกมา
“ใครเอาเหล็กหรืออะไรมาวางไว้เนี่ย”
เมื่อเขามองลงไปแล้วเขาเห็นเพียงแค่หินก้อนเล็กๆเท่านั้น แต่รูปร่างของมันนั้นกลับเป็รูปทรงหกเหลี่ยม ที่เปล่งประกายออกมาทำให้เขาคิดว่ามันคือเพชรหรืออัญมณีของใครบางคนหล่นอยู่
เมื่อสังเกตุโดยรอบนั้น แล้วไม่พบใครคนอื่น เขาก็ได้หยิบมันขึ้นมาอยู่ในมือพร้อมกับมองอย่างระมัดระวัง
แต่เมื่อถือขึ้นมาแล้ว หินคริสตัลก้อนนั้นกลับเปล่งประกายออกมา เมื่อหยางเฟยที่เห็นมันเปล่งแสงออกมาก็ได้รีบที่จะปล่อยมันไปทันที
“อ๊ากก” เขานั้นได้ปล่อยมันลงไปแล้วแต่พบว่ามันนั้นพุ่งกลับมาที่ฝ่ามือของเขาและหายไปในตัวของเขา ความรู้สึกเ็ปที่ไม่สามารถบรรยายได้เข้ามาครอบคลุมภายในจิตใจของเขาพร้อมกับเสียงที่ดูเก่าแก่และได้พูดออกมา
‘เ้าคือผู้สืบทอด ‘ไดรฟ์ของข้า’ พระเ้าแห่งการสังหาร ฟารัส แต่เ้าต้องแลกเปลี่ยนกับมันด้วยความสามารถของเ้าเอง ความกระหายที่จะมีชีวิต ความ้าสังหารผู้ยิ่งใหญ่ มันคือสิ่งที่เ้าจะต้องเผชิญหน้ากับพวกมันในอนาคต ข้า ฟารัส เทพแห่งการฆ่าล้าง เพียงแค่มองก็สยบปีศาจได้นับหมื่น เพียงหนึ่งฝ่ามือ สังหารนับล้าน ตัวข้านั้นกลับเดินผิดในชีวิตเก่า เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปมากมาย ไร้ซึ่งพวกพ้วงและตระกูล ข้าจึงได้ผนึกไดรฟ์ของข้าลงในหินคริสตัลเล็กๆอันนี้ เมื่อมีผู้ที่เหมาะสม มันจะเป็นายเลือกด้วยตัวเอง จงจำไว้ ไดรฟ์ของข้าคือ…’
ตู้ม!! เสียงะเิในใจกลางเมืองหลวงได้ดังออกมา
รูมิติที่ถูกเปิดออกนั้นได้เหมือนกับถูกเปิดขึ้นอย่างแท้จริง แผ่นดินเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง เหล่าสัตว์ประหลาดได้เริ่มออกมาจากรอยแยก ตอนนี้ได้เริ่มต้นเข้าสู่ยุคแห่งผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงแล้ว