ขณะพูดก็ไม่ลืมยกศอกชนบุตรชายของตนเตือนให้เขาไปเอาใจหวังเจินเจิน
เย่จื้อเหอเบือนหน้าหนีไม่กล่าวอะไร ทำทีไม่รู้ไม่เห็น
หวังเจินเจินจ้องเขาเขม็งน้ำตาคลอด้วยความอับอาย "ในสายตาของเขาไม่เคยมีข้าเลย!"
"จะเป็นไปได้อย่างไรกัน จื้อเหอคนนี้พูดจาไม่เก่งตั้งแต่เด็กแล้ว"นางตู้เงยหน้าขึ้นแล้วส่งสัญญาณทางสายตา "จื้อเหอ"
เย่จื้อเหอหันกลับมายิ้มเสแสร้งแล้วกล่าวว่า "แม่นางหวังเข้าใจผิดแล้วในสายตาของข้าจะไม่มีเจ้าได้อย่างไรเล่า มีแต่เจ้าเต็มไปหมดต่างหาก" อ้วนขนาดนี้ นอกจากเจ้าแล้ว ใครๆ ก็ถูกบังหมด!
หวังเจินเจินโกรธง่ายหายเร็วเอาใจก็ง่าย เมื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาทันที "เจ้าห้ามหลอกข้านะ"
เย่จื้อเหอไม่กล่าวอะไรอีกสตรีโง่เขลาเช่นนี้ สมแล้วที่เป็นลูกสาวเจ้าของโรงเลี้ยงหมู!ในอนาคตเขาจะต้องเป็นขุนนางใหญ่ ภรรยาเช่นนี้มีแต่จะทำให้เขาอับอายผู้คน
ย่าเฒ่าและนางตู้ก็ไม่ชอบหวังเจินเจินเช่นกันแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านางมีเงินทองมากมาย ก่อนจะมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ก็ต้องรั้งนางไว้ก่อน
ช่างเรื่องความคิดอ่านของแต่ละคนในสกุลเย่ไปก่อนทางเผยฉางสี่ก็กระตือรือร้นจะไปบ้านเย่ชิงชิง แต่เซี่ยซางจวี๋กลับไม่ยอม
"สี่เอ๋อร์ เจ้าชอบเล่นกับเย่ชิงชิงมากกว่า ไม่ชอบข้าแล้วใช่หรือไม่!"
เผยฉางสี่หันกลับมาก็พบกับใบหน้าอันน่าสงสารของเซี่ยซางจวี๋ที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจจึงรีบวิ่งกลับไปหานาง "เจ้าคิดเช่นนั้นได้อย่างไรเราคบกันมานานแล้วนะ"
"แต่ข้าไม่ได้อยู่ในเมืองสืออัน ปกติก็มีแต่ส่งจดหมายหากันแต่เจ้าสองคนไปมาหาสู่กันสะดวกเหลือเกิน..." เซี่ยซางจวี๋เบะปากเมื่อคิดถึงสหายวัยเด็กทั้งหมดที่อยู่ในเมืองสืออันขณะที่ตนต้องย้ายไปอยู่ไกลแสนไกล ก็รู้สึกเศร้าโศกเสียใจ
สกุลเซี่ยเคยเป็นผู้ว่าการเมืองสืออันต่อมาบิดาถูกโยกย้ายตำแหน่ง จึงจำเป็นต้องย้ายบ้านทั้งครอบครัวบัดนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว พวกนางจากกันตั้งแต่อายุเจ็ดแปดขวบหากไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เกรงว่าคงขาดการติดต่อกันไปนานแล้ว
"อิ๋งเอ๋อร์ เจ้าคิดเช่นนี้ช่างโง่เขลานัก" เผยฉางสี่หยิบผ้าออกมาเช็ดหน้าให้นางแล้วกล่าวว่า "ชิงชิงเป็นคนดีมากนะพวกเราสามคนเป็นเพื่อนสนิทกันได้"
"ข้าไม่เชื่อ! ข้าไม่ชอบนาง นางอยากแย่งพี่รุ่นจือไปจากข้า"
เผยฉางสี่งงงวยเกาหัวแล้วกล่าวว่า "ชิงชิงกับพี่รองของข้า?จะเป็นไปได้อย่างไร?"
แม้นางจะรู้ว่าพี่รองเป็นที่นิยมชมชอบมาโดยตลอดคุณหนูจากหลายตระกูลที่เคยคบหากับนางก็หมายปองพี่รองทั้งนั้นแต่ชิงชิง...นางไม่เห็นว่าเป็นอย่างนั้นเลย
เซี่ยซางจวี๋แค่นเสียง"ตอนนี้อาจจะยังไม่เกิดขึ้นแต่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะไม่เป็นอย่างที่คิด"
ตัดสินเช่นนี้ได้อย่างไรเผยฉางสี่หมดคำพูด ทันใดนั้นนางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ และปิดปากหัวเราะ"หากเจ้าแต่งงานเข้ามาเป็นพี่สะใภ้ของข้าเราก็จะได้พบกันทุกวันแล้วไม่ใช่หรือ~ แล้วก็ไม่ต้องสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างชิงชิงกับพี่รองของข้าด้วย!"
เซี่ยซางจวี๋ได้ยินดังนั้นใบหน้าก็แดงก่ำแก้มขาวนวลราวหยกเป็นสีชมพู ดูงดงามราวกับดอกท้อผลิบาน น่าดูชมยิ่งนัก
สาวใช้ตัวน้อยที่อยู่ข้างๆอดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นว่า "คุณหนูรองพูดเบาๆหน่อยเจ้าค่ะ เป็นสาวเป็นนางไม่ควรพูดเช่นนี้เรื่องการแต่งงานควรให้บิดามารดาเป็นผู้ตัดสินใจนะเจ้าคะ"
แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่สาวใช้และแม่นมเหล่านี้ก็ล้วนมีใบหน้าเปื้อนยิ้มพวกนางต่างรู้ดีว่าการที่สกุลเซี่ยส่งบุตรธิดามาเที่ยวเล่นในครั้งนี้มีเจตนาที่จะสร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้พบกันมาหลายปีจึงให้เด็กๆ ได้ทำความรู้จักกันก่อน เมื่อใดที่มีวี่แววบิดามารดาก็จะรีบเดินทางมาหารือทันที
แม้คุณหนูเซี่ยซางจวี๋จะทำไม่สำเร็จพวกเขาก็ยังมีคุณชายเซี่ยอวี๋หลานมิใช่หรืออย่าดูถูกชื่อที่ดูอ่อนหวานของคุณชายเลย บุคลิกของเขานั้นกล้าแกร่งเกินใครหากสามารถแต่งงานกับคุณหนูเผยได้ ก็ถือเป็นเรื่องดีงามอย่างยิ่ง
เผยฉางสี่รู้ตัวช้าไปเล็กน้อยจึงรีบปิดปาก และมองไปรอบๆ ดีที่สถานที่ชนบทโล่งกว้าง ไม่มีใครแอบฟัง
"ยังต้องดูว่าเขาเต็มใจหรือไม่ด้วยนะ..." เซี่ยซางจวี๋เบะปากแล้วเงยหน้ามองเผยรุ่นจือที่อยู่ไม่ไกล และทำทีเป็นไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกนาง
เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านน้อยของเย่ชิงชิงภายในได้ยินเสียงหัวเราะและพูดคุยอย่างสนุกสนาน ดูเหมือนจะมีคนอยู่ไม่น้อย
พอผลักประตูเข้าไปสิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างของเย่ชิงชิงและเกาเฟิงทั้งสองจับแมวตัวน้อยไว้คนละตัว กำลัง...ต่อสู้อยู่หรือ?
"ดูแมวที่เจ้าเลือกสิ ดำปี๋น่าเกลียดชะมัด แถมยังดุร้ายอีก" เกาเฟิงมือหนึ่งจับเชือกที่คล้องคอแมวลายด่างตัวน้อยอีกมือหนึ่งก็สั่งให้มันโจมตีแมวดำตัวน้อย
เหตุใดจึงมีแมวสองตัวอยู่ในลานบ้านก็เป็นเพราะเกาเฟิงเป็นคนนำมา แมวน้อยสองตัวนี้เกิดจากแม่ท้องเดียวกันแต่กลับดวงไม่สมพงศ์ ไม่เคยสงบสุขตั้งแต่วันเกิด พวกมันต่อสู้ กัดกันและวิ่งไล่กัน จนบ้านของเกาเฟิงวุ่นวายไปหมด
พวกมันไม่ได้แค่เล่นกันธรรมดาแต่เมื่อใดที่เจอหน้ากันก็เป็นต้องตีกันเสมอ ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นต้องตีกันราวกับเป็นศัตรูกันมาแต่กำเนิด นางจ้าวไม่รู้จะทำอย่างไรจึงให้เกาเฟิงเลือกตัวหนึ่งไปมอบให้ผู้อื่น
ดังนั้นเกาเฟิงจึงพาเจ้าสองตัวนี้มาแล้วชี้ไปที่เย่ชิงชิงบอกว่าเขากับนางก็ไม่ถูกกันแมวน้อยคู่แค้นคู่นี้จึงเหมาะให้พวกเขาเลี้ยงดูคนละตัว
เดิมทีเย่ชิงชิงตั้งใจจะปฏิเสธแต่กลับถูกเจ้าตัวน้อยนี้ดึงดูด ดวงตากลมโตเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก แมวดำเป็นสัตว์นำโชค และตัวมันดำสนิทจนมองไม่เห็นดวงตาดูเหมือนก้อนถ่าน น่าสนใจเหลือเกิน
เพิ่งเลือกแมวดำเสร็จเหล่าสตรีที่กำลังทำงานอยู่ในลานบ้านต่างพากันแซวว่าแมวดำตัวนี้สีดำสนิทนักทันใดนั้นแมวน้อยทั้งสองก็เริ่มตีกัน
เหตุใดจึงกล่าวว่าแมวเป็นสัตว์ที่มีพรสวรรค์ตามธรรมชาติเล่าร่างกายของพวกมันอ่อนนุ่ม ท่าทางน่ารัก ทำอะไรก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูไปหมดแม้แต่ตอนที่พวกมันทะเลาะกันอย่างดุร้าย ก็ยังดึงดูดใจผู้คนเป็นอย่างมาก
ทั้งสองคนจึงดึงเชือกแล้วดูพวกมันกางเล็บอย่างสนุกสนานทันใดนั้น เผยรุ่นจือที่อยู่หน้าประตูก็หรี่ตาเล็กน้อย แล้วกระแอมไอเสียงดัง"รบกวนแล้ว!"