บทที่ 16 การกลับมาของพี่ต้องตระกูลเหยา
ตำหนักเยว่ฮวา ยามอาทิตย์อัสดง
แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดผ่านม่านหมอกบาง ๆ ของสวนตำหนักเยว่ฮวา สาดส่องลงบนสระบัวกว้างใหญ่ ที่ซึ่งดอกบัวสีชมพูบานสะพรั่งชูช่ออวดความงามอยู่เหนือผืนน้ำสีเขียวคราม กลีบบาง ๆ สั่นไหวตามสายลมอ่อน
ในสระบัวนั้น เหล่าปลาคาร์ฟหลากสีแหวกว่ายไปมาเป็ระลอก บ้างพ่นฟองน้ำ บ้างะโขึ้นเหนือผิวน้ำชั่วครู่แล้วจมหายไป เสียงน้ำกระเพื่อมเบา ๆ คลอเคลียไปกับเสียงแมลงภู่ผึ้งที่บินตอมเกสรดอกบัว ส่งเสียงหึ่ง ๆ คล้ายบรรเลงบทเพลงแห่งฤดูอันอบอุ่น กลิ่นหอมเย็นของบัวลอยมาตามสายลม แ่เบาราวกับััของราตรีกาลที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ใต้ศาลาริมสระ ชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวสะอาดตานั่งทอดกายเอนหลัง ดวงตาดำขลับทอดมองผืนน้ำด้วยแววครุ่นคิด มือหนึ่งถือตะเกียบไม้ไผ่คอยหยอกล้อกับฝูงปลาที่แหวกว่ายเบื้องล่าง
หลี่เฟยเทียน หรือฉีตงหยาง ผู้เป็องค์ชายเก้า แห่งแคว้นฉี ดื่มด่ำกับความเงียบสงบยามอาทิตย์อัสดง
ข้างกายของเขา หญิงสาวในชุดเรียบง่ายสีฟ้าอ่อน หลี่ถิงถิง ยืนอยู่ด้วยความสำรวม นางคอยดูแลปัดเป่าความวุ่นวายรอบกายขององค์ชายของนาง
"นายท่านดูครุ่นคิดอันใดอยู่หรือเพคะ?"
เสียงของหลี่ถิงถิงอ่อนหวาน นางเอ่ยถามขณะรินสุราลงจอกหยกเบื้องหน้าเขา ฉีตงหยางวางตะเกียบลง ลอบถอนหายใจแ่เบา ก่อนเอื้อมมือไปหยิบจอกสุราขึ้นจิบ
"ข้ากำลังพยายามนึกถึงใบหน้าของพระมารดา…"
เขากล่าวเสียงเรียบ
"...แต่ดูเหมือน…มันจะเลือนรางเสียแล้ว"
พระสนมเฉินซิงเหยียน พระมารดาขององค์ชายเก้า เคยเป็ที่โปรดปรานของจักรพรรดิในอดีต แต่กลับถูกวังหลวงกลืนกินไปอย่างเงียบงัน ราวกับไม่เคยดำรงอยู่มาก่อน ไม่ว่าฉีตงหยางจะพยายามรำลึกเพียงใด ภาพของนางก็คล้ายหมอกควันที่จางหายไปทุกครั้ง
การมาเยือนของแม่ทัพเหยา
ขณะที่บรรยากาศเงียบสงบ เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากทางเดินทอดยาวหน้าศาลา หลี่ถิงถิงเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนรีบกระซิบแจ้ง
"นายท่าน แม่ทัพเหยาหลี่จวินมาขอเข้าเฝ้าเพคะ"
ฉีตงหยางวางจอกสุราลง หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าให้สัญญาณรับอนุญาต
แม่ทัพเหยาหลี่จวินในชุดเกราะเหล็กก้าวเข้ามาพร้อมกับผู้ติดตามสองคน เมื่อทั้งสามมายืนอยู่เบื้องหน้า ศาลากลางสระบัวพลันเงียบลงชั่วขณะ
"คารวะองค์ชายเก้า"
แม่ทัพเหยาหลี่จวินประสานมือโค้งคำนับ
เื้ัของเขา หญิงสาวสองนางน้อมตัวลงคุกเข่า พวกนางคือบุตรสาวของแม่ทัพ เหยาหนิงเจี้ยน และเหยาหนิงเหอ
ฉีตงหยางทอดสายตามองพวกนางโดยไม่เอ่ยคำใด สายลมพัดกลีบดอกบัวปลิวไหว ราวกับ้าเติมเต็มความเงียบระหว่างกัน
เหยาหนิงเจี้ยนและเหยาหนิงเหอ ต่างพากันก้มหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เหยาหนิงเจี้ยนจะเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
"องค์ชายเก้า เพคะ…"
เสียงของนางหนักแน่น แม้จะเจือไปด้วยความสำนึกผิด
"...หม่อมฉันและน้องสาว ได้ทำผิดไปแล้วจริง ๆ"
"เราเข้าใจองค์ชายผิดมาโดยตลอด"
เหยาหนิงเหอเสริมเสียงสั่น นางกำหมัดแน่นขณะก้มหน้า
"วันนี้พวกเราจึงมาเพื่อขอโทษเพคะ"
สองพี่น้องตระกูลเหยาก้มศีรษะจนแทบชิดพื้น คารวะอย่างจริงใจ สำนึกผิดในความเข้าใจผิดของพวกนางที่เคยมีต่อบุรุษผู้เคยช่วยเหลือพวกนางใน่เวลาที่ยากลำบากที่สุด
ฉีตงหยางมองดูพวกนางเงียบ ๆ ดวงตาลึกล้ำอ่านไม่ออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใด ในที่สุด เขาก็แค่นหัวเราะเบา ๆ
"เื่มันผ่านไปแล้ว"
เสียงของเขาไม่เ็า ทว่าไม่อ่อนโยนเกินไป ฉีตงหยางยกจอกสุราขึ้นจิบ ก่อนกล่าวต่อ
"ข้ารู้ว่าพวกเ้าเป็คนตรงไปตรงมา มันก็ดีแล้วที่ได้พบหน้าพวกเ้าอีกครั้ง ยินดีด้วยที่ท่านแม่ทัพของพวกเข้าพ้นจากการจองจำ ลุกขึ้นเถิด"
เหยาหนิงเจี้ยนและเหยาหนิงเหอเงยหน้าขึ้นสบตากัน ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้น หัวใจของพวกนางพลันรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นเล็กน้อย
ฉีตงหยางมองดูพวกนาง ก่อนคลี่ยิ้มบาง ๆ
"ข้ามีบางสิ่งอยากให้พวกเ้าช่วยหลือ"
คำถามของเขาแฝงความหมายลึกซึ้ง จนทำให้สองพี่น้องชะงักไปชั่วขณะ เหยาหนิงเจี้ยนกำหมัดแน่น ก่อนกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
"องค์ชายช่วยเหลือพวกเรามากมาย ไม่อาจตอบแทนได้หมดสิ้น แม้ต้องแลกด้วยชีวิต…เราก็ยินดีตอบแทนเพคะ!"
ฉีตงหยางหัวเราะเบา ๆ ส่ายศีรษะก่อนกล่าวช้า ๆ
"ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก"
เขาวางจอกสุราลง ลุกขึ้นยืน มือไพล่หลัง ก่อนทอดสายตามองออกไปยังสระบัวอันงดงาม พลางเอ่ยเสียงเรียบ
"พรุ่งนี้ การประลองบู๊ระหว่างท่านแม่ทัพจะเริ่มต้นขึ้น…"
ดวงตาของเขาฉายประกายเจิดจ้า รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากของฉีตงหยาง ดูคล้ายจะซุกซ่อนแผนการบางอย่างไว้ภายใน
"...ข้าอาจ้าความช่วยเหลือจากพวกเ้าแล้วล่ะ"
จากนั้นหันไปถามแม่ทัพเหยา ซึ่งคาดว่าน่าจะรับทราบความสัมพันธ์ของบุตรสาวทั้งสองที่มีต่อเขาบ้างแล้ว
“ท่านแม่ทัพมีความมั่นใจในการประลองพรุ่งนี้หรือไม่”
“ข้าพระองค์ถูกจองจำแรมปี เรี่ยวแรงอาจโรยราไปบ้าง แต่ยังเชื่อว่าจะสามารถเอาชนะนักรบแคว้นฉู่ได้พะยะค่ะ”
“คาดว่ากี่ส่วน”
“แปดถึงเก้าส่วนพะยะค่ะ”
“ไม่ เรามั่นใจสิบส่วนว่าท่านแม่ทัพต้องชนะการประลองในวันพรุ่งนี้”
“แต่…”
“ไม่ต้องแต่หรอก…เราจะจัดการเอง ขอให้ท่านเตรียมพร้อมสำหรับศึกวันพรุ่งนี้ และต้องไม่พลาด ห้ามพลาด”
แม่ทัพเหยาถูกไล่ให้กลับไปก่อน เหลือไว้เพียงสองพี่น้องตระกูลเหยาที่มีเื่ต้องพูดคุยหลังจากต้องจากกันไปนาน
บรรยากาศโดยรอบเวทีประลองเต็มไปด้วยเสียงฮือฮาของเหล่าขุนนางและประชาชนที่มาร่วมเป็สักขีพยาน การประลองบุ๋นเมื่อวานทำให้แคว้นฉีได้เปรียบอยู่หนึ่งก้าว และหากการประลองบู๊ในวันนี้สามารถคว้าชัยได้อีก ก็เท่ากับว่าศึกครั้งนี้จะจบลงโดยสมบูรณ์ แคว้นฉีไม่ต้องเสียดินแดน และยังได้รับข้อตกลงสงบศึกจากแคว้นฉู่อีกสามสิบปี
ทว่าความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่ใต้เสียงโห่ร้องเ่าั้ กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด สายลมพัดแรงเป็ระลอก ปลิดใบไม้ร่วงหล่นลงบนลานกว้างที่ปูด้วยศิลาเงางาม แสงแดดสะท้อนผ่านคมอาวุธที่ถูกนำขึ้นตั้งประจำเวที ทหารหลวงเรียงแถวอยู่โดยรอบ บางนายจับด้ามอาวุธแน่น แสดงถึงความระแวดระวัง
ที่นั่งขององค์จักรพรรดิและเหล่าขุนนางอยู่ทางทิศเหนือของลานประลอง มีบัลลังก์สูงสำหรับองค์จักรพรรดิประทับ ส่วนฮองเฮา องค์ชาย และขุนนางระดับสูงอยู่ถัดลงมา ตรงข้ามกันคือที่นั่งขององค์หญิงฉู่ซิ่วอิงและคณะทูตแคว้นฉู่ ใบหน้าของนางเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น
เสียงกลองศึกดังขึ้นเป็จังหวะ เตือนให้ทุกคนตระหนักว่า อีกไม่นานนัก เวทีแห่งนี้จะกลายเป็สมรภูมิเื การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อศักดิ์ศรีของนักสู้เท่านั้น หากแต่เป็ศึกชี้ชะตาของทั้งสองแคว้น
"แคว้นฉู่ ย่อมไม่ปล่อยให้แคว้นฉีคว้าชัยไปง่าย ๆ เป็แน่"
เสียงกลองศึกยังคงดังเป็จังหวะต่อเนื่อง เมื่อองค์หญิงฉู่ซิ่วอิงก้าวขึ้นสู่ลานประลอง ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังร่างระหงในอาภรณ์สีแดงเพลิง นางก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับหงส์เหนือสรวง์ มือเรียวกระชับด้ามกระบี่ หัวคิ้วโก่งสวยฉายแววมุ่งมั่นและทระนง
“ก่อนการประลองจะเริ่ม ข้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม”
เสียงหวานแต่ทรงอำนาจขององค์หญิงฉู่ดังขึ้น
ทุกผู้คนต่างเงียบงัน รอฟังว่านางจะกล่าวสิ่งใด
“หากแคว้นฉู่ได้ชัย แคว้นฉีต้องยกดินแดนเพิ่มเป็สิบเมือง!”
คำประกาศนั้นทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทั่วลานประลอง ขุนนางแคว้นฉีบางคนถึงกับขมวดคิ้วเคร่งเครียด ขณะที่ขุนนางแคว้นฉู่ต่างเผยรอยยิ้มเยาะ
ฉีตงหยาง หรือองค์ชายเก้า ที่ยืนอยู่บนเวทีประลอง หรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย้าหยอกแต้มบนริมฝีปาก เขาเหลือบมององค์หญิงฉู่ราวกับกำลังพิจารณานางอย่างละเอียด ก่อนจะก้าวออกมาเผชิญหน้านางโดยตรง
“ข้อเสนอนี้ออกจะไม่แฟร์ไปหน่อยหรือไม่? แคว้นฉีควรได้เงื่อนไขที่เท่าเทียมกัน”
องค์หญิงฉู่เลิกคิ้วสูง แววตาฉายความไม่ยินยอม
“แฟร์ อะไรคือแฟร์ หมายความว่าอย่างไร แล้วเ้าจะเสนออะไร?”
“หากแคว้นฉีได้ชัย ข้าจะเอาเมืองสิบเมืองจากแคว้นฉู่เช่นกัน”
“ได้”
นางตอบรับโดยไม่ลังเล ทว่าชายหนุ่มยังคงแสยะยิ้ม
“แต่อย่างไร ข้ายังคงรู้สึกว่า เงื่อนไขนี้ไม่คุ้มค่าเลย”
“หมายความว่าอย่างไร?”
ฉีตงหยางก้าวเข้าไปใกล้ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ก้องกังวานทั่วลานประลอง
“หากข้าชนะ ไม่เพียงแต่ข้าจะได้สิบเมืองจากแคว้นฉู่ แต่ข้ายัง้าองค์หญิงเป็สนมของข้าที่แคว้นฉีด้วย”
คำพูดนั้นทำให้เกิดเสียงอื้ออึงไปทั่วทั้งลานประลอง ขุนนางแคว้นฉู่บางคนลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ ขณะที่เหล่าขุนนางแคว้นฉีกลับส่งเสียงหัวเราะด้วยความสะใจ
องค์หญิงฉู่ซิ่วอิงจ้องเขม็งไปยังฉีตงหยาง ใบหน้างามขึ้นสีเล็กน้อย
"เ้าใช้เงื่อนไขามาบีบบังคับสตรี เช่นนี้ไม่ขลาดเขลาไปหรือ?"
ฉีตงหยางยักไหล่
“ามิได้มีแต่เืและดินแดน บางครั้งมันก็เกี่ยวข้องกับผู้คน… โดยเฉพาะเ้า”
“ข้าไม่ยอมรับ!”
นางกล่าวเสียงแข็ง แต่ฉีตงหยางกลับเพียงยิ้มบาง
“เช่นนั้นแคว้นฉีเอง ก็ไม่จำเป็ต้องยอมรับเงื่อนไขสิบเมืองของเ้าเช่นกัน”
องค์หญิงฉู่เม้มริมฝีปากแน่น นางมองไปยังขุนนางของตนที่ดูเคร่งเครียด แม้พวกเขาจะไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขของฉีตงหยาง แต่หากไม่รับพนัน ก็เท่ากับว่าสูญเสียอำนาจการต่อรอง นางเองก็ไม่้าให้แคว้นฉู่ต้องเสียโอกาสเช่นกัน
ท้ายที่สุด หลังจากเงียบงันอยู่ครู่ใหญ่ องค์หญิงฉู่ซิ่วอิงก็กล่าวออกมาเสียงเรียบ
“ได้! ข้ารับเงื่อนไขของเ้า”
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ฉีตงหยางเพียงหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวตอบ
“เช่นนั้น… มาดูกันว่า วันนี้และพรุ่งนี้ใครจะเป็ผู้ชนะ”
โปรดติตดามตอนต่อไป