บทที่ 47 หัวไก่
“โธ่ ดูเขาสิทำไมไม่อยากให้ฉันเล่าละ? อายมากหรือไง ถ้าไม่ใช่เพราะว่าคุณมาดูแลฉันตอนเข้าโรงพยาบาลทุกวัน ฉันจะยอมแต่งงานกับคุณไหม? ดูคุณตอนนั้น…”
“ยังไม่เลิกพูดอีก…”
น้ำเสียงของเหล่าจางดูไม่มีความสุข แต่ใบหน้าของเขากลับแดงไปถึงหู
ครอบครัวของเหล่าจางในตอนนั้นมีฐานะไม่ค่อยดี มีพี่น้องเยอะมาก ตัวเขาก็ยากจน เขาเป็นพี่ชายคนโต เมื่อเจอเรื่องดีๆ เขาจะนึกถึงน้องชายและน้องสาวของเขาเป็นอันดับแรก
ในตอนที่กำลังตามจีบภรรยา เหล่าจางไม่มีแม้แต่ของขวัญดีๆให้เธอด้วยซ้ำ แต่ด้วยความขยันหมั่นเพียรของเขาในที่สุดพี่สะใภ้จางก็ประทับใจ
ทั้งคู่ใช้ชีวิตแบบขึ้นๆ ลงๆ ด้วยกันมาหลายปี แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่ได้ร่ำรวยแต่ด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาตลอดทำให้ชีวิตราบรื่นขึ้นมาบ้าง
หากใครได้เห็นพี่สะใภ้จางจากภายนอกแล้ว เธอจะเป็นภรรยาที่ชอบข่มและดุสามีอยู่ตลอดเวลา แต่เธอก็ดีกับสามีมาก ตอนที่เขาลำบากเธอก็ไม่เคยดูถูกหรือทอดทิ้งเขาเลย
เช่นนั้นต่อให้ตอนนี้เธอหาเรื่องทะเลาะกับเขาไม่เว้นแต่ละวัน เหล่าจางก็ไม่ได้สนใจมากนัก นี่เป็นภรรยาของเขาใครจะกล้ามาบ่นว่าหรือ?
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เหล่าจางก็เขยิบไปคุยกับหยินเหวินกั๋วและพูดเสียงต่ำ
“ที่นี้ไม่มีคนนอก ต่อไปฉันจะเรียกนายว่าเสี่ยวหยิน”
“ก็ได้ๆ จะเรียกผมว่าเสี่ยวหยินก็ตามใจเถอะ”
หยินเหวินกั๋วยอมรับอย่างว่าง่าย เดิมทีพี่ชายคนนี้ก็แก่กว่าตัวเองตั้ง 10 ปี ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเรียกชายหนุ่มว่าเสี่ยวหยิน
“ปกติเรื่องแบบนี้เราเป็นผู้ชายต้องเป็นฝ่ายริเริ่มเข้าหาก่อน ผู้หญิงมักจะหน้าบาง นายอย่ามาหวังให้เธอมาไล่ตามตัวเอง ต้องลงมือทำเท่านั้น นี่ไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรีอะไร
ฉันคิดว่าเสี่ยวหูคนนี้เป็นเด็กดีมาก นายต้องจับไว้ให้แน่นทำท่ากระตือรือร้นมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นพอหลุดมือไปอาจจะต้องมาร้องไห้ไม่มีใครเห็นใจหรอกนะ
ดูฉันกับพี่สะใภ้ของนายสิ ถ้าไม่ใช่เพราะความหน้าด้านไร้ยางอายของฉัน ฉันจะจีบเธอติดหรือ? ยิ่งตอนนั้นพี่สะใภ้ของนายยังสาวยังสวย มีน้ำมีนวล หน้าตาน่ารักมาก… ”
เหล่าจางยังพูดไม่ทันจบก็ถูกภรรยาหยิกเข้าให้ จากนั้นเธอก็มองเขาด้วยสายตาดุๆ
“พอดื่มเหล้าเข้าปากไปสักหน่อยก็พ่นออกมาเต็มที่เลยนะ พูดอะไรกันอยู่หรือ?
“ฮ่าฮ่าฮ่า ฉันกำลังสอนประสบการณ์ให้เสี่ยวหยินไง!”
เหล่าจางยิ้มออกมาอย่างโง่เขลา ไม่มีท่าทีว่าจะโกรธ
หยินเหวินกั๋วไม่ตอบ เพียงแค่มองหูชื่อเหวินที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาด้วยใบหน้าที่แดงลามไปถึงหู
หูชื่อเหวินได้ยินแค่ครึ่งหนึ่งของคำพูดที่เหล่าจางพูด แต่สุดท้ายแล้วเสียงเหล่าจางไม่ได้เบาเลยเขาคิดว่าตนเองกำลังกระซิบแต่กลับได้ยินกันทั้งโต๊ะ
เมื่อคิดว่าสามีภรรยาทั้งคู่กำลังเข้าใจผิดแถมยังไม่หยุดจับคู่เธอกับเขา หูชื่อเหวินรู้สึกอึดอัดใจจนเผลอเหลือบมองหยินเหวินกั๋วโดยไม่รู้ตัว
ตอนนั้นเองที่บังเอิญสบตากับเขา ทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนขึ้นมา
ใบหน้าของหูชื่อเหวินแดงมากกว่าเดิม ส่วนหยินเหวินกั๋วเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดื่มเหล้าหรือเพราะคำพูดของเหล่าจางกันแน่ หูของเขาถึงได้รู้สึกร้อนวูบวาบ
เมื่อเห็นทั้งคู่มีท่าทางเขินอายต่อกัน เหล่าจางกับภรรยาจึงลอบมองหน้ากันเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาทันที
สัมพันธ์ระหว่างพี่สะใภ้จางและสามีตกอยู่ภายใต้สายตาของหูชื่อเหวินที่เห็นแล้วอดอิจฉาไม่ได้ ถ้าพ่อแม่ของเธอเข้ากันได้ดีแบบนี้ในชาติก่อนคงมีความสุขมาก
แต่ครอบครัวจางก็มีเรื่องที่น่าเสียใจเช่นกัน ก็คือทั้งคู่ไม่สามารถมีลูกได้
เขาไม่ใช่คนใจคอคับแคบ โชคดีที่ในครอบครัวเขายังมีน้องชายอีกสองคน เขาจึงไม่เคยคิดเรื่องไม่มีผู้สืบทอดครอบครัว กลับคิดว่าถ้าเป็นน้องชายทั้งสองคนน่าจะดีกว่า
ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่เมื่อนึกขึ้นมาทีไร ทั้งสามีและภรรยาก็เกิดความเศร้าขึ้นมาทุกครั้ง
อาจจะเป็นเพราะในใจของคนทั้งคู่ก็อยากมีลูกเหมือนกัน
บางทีชีวิตคนเราก็ชอบเป็นแบบนี้แหละ จะให้สมบูรณ์แบบทุกอย่างก็คงจะเป็นไปได้ยาก
ในไม่ช้าทั้งสองคนก็กลับมาเป็นปกติเริ่มพูดคุยกับหยินเหวินกั๋วและหูชื่อเหวินอย่างอบอุ่น ถามว่าอยากกินอะไร?อยากดื่มอะไรอีกไหม?
ในระหว่างมื้ออาหารสองหนุ่มสาวมักจะเมินกัน ไม่ค่อยพูดคุยกันสักเท่าไหร่ แต่เหล่าจางกับภรรยาก็คอยเป็นคนปรับเปลี่ยนบรรยากาศให้ดีขึ้น
เหล่าจางพาหยินเหวินกั๋วดื่มเหล้า ส่วนพี่สะใภ้จางก็ดูแลหูชื่อเหวินคอยคีบผักให้เธอกิน
หูชื่อเหวินมองไก่ตุ๋นเห็ด เธออยากจะกินเห็ดในชาม แต่พอหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบไม่รู้ว่ามองผิดไปได้อย่างไรกลับกลายเป็นคีบหัวไก่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ในชาติก่อนหูชื่อเหวินไม่ชอบกินไก่มากนัก เธอสนใจแต่เห็ดและวุ้นเส้นในจานเท่านั้น
ยิ่งเป็นหัวไก่เธอก็ยิ่งไม่กล้ากิน
เธอไม่กล้ากินหัวไก่แบบนี้ แม้แต่หัวปลาก็ไม่กล้า เธอเป็นคนใจกล้าก็จริงแต่กลัวหัวสัตว์ทุกชนิดมาก
หูชื่อเหวินไม่ได้เอาตะเกียบออกจากหัวไก่ แม้ว่ามันจะยังไม่ถูกยกออกจากถ้วยแต่ก็ยังน่าอายอยู่ดี
เมื่อไม่มีทางเลือกเธอจึงเหลือบมองหยินเหวินกั๋ว
ไม่รู้ว่าทำไมถึงขอความช่วยเหลือจากเขาโดยไม่รู้ตัวแบบนี้?
หยินเหวินกั๋วหันมามองเหมือนกับรับรู้ได้ จากนั้นเขาจึงเห็นหัวไก่อยู่ที่ตะเกียบของหูชื่อเหวิน
เขาจึงยกชามตัวเองขึ้นมาแล้วยื่นไปหาหูชื่อเหวินอย่างเข้าใจ เธอรีบใส่หัวไก่ลงในชามของหยินเหวินกั๋วอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นปฏิสัมพันธ์แบบเงียบๆ ของทั้งสองคน พี่สะใภ้จางก็ยิ้มมุมปาก
เสี่ยวหูคนนี้บอกว่าตัวเองกับหัวหน้าหยินไม่มีอะไรกัน แต่เห็นท่าทางเข้าอกเข้าใจกันโดยไม่ต้องใช้คำพูด ดูยังไงก็เหมาะสมกันจริงๆ
พี่สะใภ้จางเห็นความเหมาะสมกันแบบนี้ ก็คิดว่าทั้งคู่ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มความสัมพันธ์เลยยังเขินอายกันอยู่บ้าง
เหล่าจางก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้คงจะมีผลไม่มากก็น้อย จึงอดไม่ได้ที่จะภูมิใจ เสี่ยวหยินคนนี้เรียนรู้ไวจริงๆ
หยินเหวินกั๋วใส่ ‘ฉินฮุ่ย’ ในหัวไก่ลงบนชามของหูชื่อเหวิน
หูชื่อเหวินมองสมองไก่ในชามด้วยความงุงงง เธอมองไปที่หยินเหวินกั๋วอย่างไม่รู้ว่าเขาทำแบบนั้นไปเพราะอะไร
“มันจะได้ประกอบเข้าด้วยกันพอดีไง”
ภาษาถิ่นเรียกสมองไก่ว่า ‘ฉิ่นฮุ่ย’ เพราะมันเหมือนรูปปั้นฉินฮุ่ยที่กำลังคุกเข่า
หมายความว่าไง? ฉันดูเหมือนฉินฮุ่ยหรือว่าเขากำลังบอกว่าเธอไม่มีสมอง? ต้องหาอาหารเสริมมาช่วย?
หูชื่อเหวินจึงส่งฉินฮุ่ยกลับคืนใส่ชามของหยินเหวินกั๋วทันทีโดยไม่คิดอะไร
“น่าจะเหมาะกับหัวหน้าหยินมากกว่า ถือว่าเป็นการชดเชยนะคะ!”
หูชื่อเหวินพูดด้วยรอยยิ้มนิดๆ
ในความจริงหูชื่อเหวินไม่ได้คิดอะไรมากเท่าไหร่ เธอแค่ต้องการตอบโต้การกระทำของเขาอย่าง ‘กระตือรือร้น’ เท่านั้น แต่ในสายตาพี่สะใภ้จางและเหล่าจางเหมือนชายหญิงที่หยอกล้อกันมากกว่า
อย่างไรก็ตามการคีบอาหารกลับไปกลับมาระหว่างหูชื่อเหวินและหยินเหวินกั๋วทำให้บรรยากาศไม่อึดอัดอีกต่อไป
มื้ออาหารจึงจบลงด้วยบรรยากาศที่กลมกลืนมากกว่าเดิม
เหล่าจางดื่มมากเกินไปทำให้ลิ้นเริ่มพูดไม่คล่อง
“เสี่ยวหยิน เสี่ยวหู… ไม่ใช่ว่าฉันเป็นแค่พี่ใหญ่ที่พูดไปเรื่อยเปื่อยหรอกน่ะ! คนหนุ่มสาวจะเข้ากันได้ดีก็ต่อเมื่อได้เผชิญหน้าซึ่งกันและกัน ดูพวกเธอสิ ทั้งมีความสามารถทั้งหน้าตาดี มีอะไรให้น่าอาย? จะทำเป็นหลบซ่อนกันไปเพื่ออะไร?”