ทะลุมิติไปรวยในยุค 70 ด้วยห้างสรรพสินค้าส่วนตัว

    ตอนที่ 9 : เด็กกำพร้าที่เริ่มคิดบัญชี

    ตอนที่ 9 : เด็กกำพร้าที่เริ่มคิดบัญชี

    เสียงฝีเท้าของเด็กคนนั้นเงียบหายไปแล้ว

    หลินซูเหยายังคงยืนนิ่งอยู่กลางกระท่อมมือข้างหนึ่งกำกุญแจทองเหลืองไว้แน่น อีกข้างถือกระดาษแผ่นเล็กที่มีเพียงคำว่า

    "บ้าน"

    ลมเย็นพัดลอดรอยแยกของผนังเข้ามากระดาษในมือสั่นไหวเบา ๆ

    เธอสูดหายใจลึกก่อนพับกระดาษกลับอย่างระมัดระวังแล้วนำทั้งกุญแจและกระดาษเข้าไปเก็บในห้างสรรพสินค้า

    ต่อให้มีใครพลิกกระท่อมทั้งหลังก็ไม่มีวันหาเจอ

    เมื่อกลับออกมาอีกครั้งหลินซูเหยาจึงมองสำรวจกระท่อมหลังเล็กอย่างเงียบ ๆ

    เมื่อคืนเธอมัวแต่เอาชีวิตรอด

    เช้าวันนี้มัวแต่รับมือหลินต้าจวง

    จนเพิ่งมีโอกาสมองสถานที่ที่เ๽้าของร่างเดิมอาศัยอยู่จริงๆ

    กระท่อมทั้งหลังมีเพียงเตียงคั่งโต๊ะไม้เก่า เก้าอี้โยกเยกหนึ่งตัว ตู้ไม้เตี้ยที่บานประตูเอียงจนปิดไม่สนิทและห่อเสื้อผ้าเก่าไม่กี่ชุดวางกองอยู่มุมห้อง

    เธอเริ่มจากตู้ไม้

    ของด้านในมีเพียงชามบิ่นสองใบตะเกียบไม้คู่หนึ่ง เสื้อผ้าที่ปะจนแทบไม่เหลือผ้าเดิมและถุงผ้าใบเล็กที่ว่างเปล่า

    ไม่มีเงิน

    ไม่มีคูปอง

    ไม่มีเอกสาร

    สะอาดเกินไป

    หลินซูเหยาขมวดคิ้ว

    คนยากจนไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรเหลือเลย

    ต่อให้เหลือเพียงคูปองผ้าหนึ่งใบหรือใบเสร็จเก่า ๆ ก็มักถูกเก็บไว้

    แต่ที่นี่กลับไม่มีแม้แต่เศษกระดาษ

    เธอเปิดห่อเสื้อผ้าทีละชุด

    ชายเสื้อทุกตัวถูกลูบตรวจอย่างละเอียด

    กระเป๋าถูกพลิกออกทั้งหมด

    ไม่มีอะไร

    เธอคุกเข่าลงมองใต้คั่ง

    นอกจากฝุ่นกับฟืนแห้งไม่กี่ท่อนก็ไม่พบสิ่งใดอีก

    หลินซูเหยานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

    นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ

    แต่มีคนเก็บทุกอย่างออกไปแล้ว

    ความคิดนั้นทำให้ภาพเหตุการณ์หลังงานศพค่อยๆ ผุดขึ้นจากความทรงจำของเ๯้าของร่างเดิม

    หลินต้าจวงเป็๲คนจัดการทุกเ๱ื่๵๹

    เขาเป็๞คนเก็บของ

    เป็๲คนปิดบ้าน

    เป็๞คนบอกว่าจะดูแลเอกสารทั้งหมด

    ตอนนั้นเด็กสาวที่เพิ่งเสียพ่อแม่ไปเอาแต่ร้องไห้จนแทบไม่รับรู้อะไร

    แต่วันนี้...

    เมื่อมองย้อนกลับไป

    คำว่า "ดูแล" กลับฟังดูมีความหมายอีกแบบหนึ่ง

    หลินซูเหยาลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้าง ก่อนกลับออกมาพร้อมสมุดบันทึกเล่มเล็กกับดินสอหนึ่งแท่ง

    เธอนั่งลงที่โต๊ะเก่าสูดลมหายใจเข้าลึก

    สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การกล่าวหาใคร

    แต่คือการจัดระเบียบข้อเท็จจริง

    เธอเขียนหัวข้อแรก

    สิ่งที่มี

    ปลายดินสอหยุดเล็กน้อย

    ก่อนเธอจะเขียนเพิ่มอีกบรรทัด

    ทรัพย์สินลับ(ห้ามเปิดเผย)

    เพียงเท่านี้ก็พอ

    จากนั้นเธอพลิกไปอีกหน้า

    สิ่งที่หายไป

    คราวนี้ดินสอไม่ได้หยุด

    บ้าน

    เงินช่วยเหลือหลังงานศพ

    คูปองอาหาร

    ฟืนประจำฤดูหนาว

    เอกสารของครอบครัว

    คะแนนแรงงาน

    ยิ่งเขียนความทรงจำของเ๯้าของร่างเดิมก็ยิ่งปะติดปะต่อ

    หลายเดือนก่อนทุกครั้งที่เธอป่วย หลินต้าจวงจะพูดประโยคเดิม

    "ไม่ต้องห่วง ฉันไปรับส่วนแบ่งอาหารแทนเอง"

    ตอนนั้นเด็กสาวเชื่อสนิท

    เพราะเธอลุกไม่ไหวจริงๆ

    แต่ถ้าเป็๲ครั้งเดียวก็ว่าไปอย่าง

    สองครั้งก็ยังพอเรียกว่าน้ำใจ

    หากเป็๲หลายเดือนติดต่อกัน...

    นั่นไม่ใช่การช่วยเหลือ

    แต่คือการควบคุมสิทธิทั้งหมดไว้ในมือตัวเอง

    หลินซูเหยาเขียนหัวข้อใหม่

    สิทธิที่อาจถูกผู้อื่นรับแทน

    ข้าวสาร

    แป้ง

    น้ำมัน

    คูปองผ้า

    ของใช้ตามฤดูกาล

    เมื่อเขียนจบเธอวางดินสอลงเบา ๆ

    ทุกอย่างที่อยู่บนหน้ากระดาษยังเป็๞เพียงข้อสงสัย

    แต่ข้อสงสัยเหล่านี้ตรวจสอบได้

    หน่วยผลิตต้องมีบัญชี

    การเบิกของต้องมีบันทึก

    และหากมีคนรับแทน...

    ย่อมต้องมีหลักฐานเหลืออยู่

    หลินซูเหยากำลังจะปิดสมุดแต่ความทรงจำอีกเสี้ยวหนึ่งก็แล่นผ่านเข้ามา

    มือของเด็กสาวถูกผู้ใหญ่จับไว้แน่น

    นิ้วโป้งถูกกดลงบนกระดาษอย่างแรง

    เธอร้องไห้พยายามดึงมือกลับ

    แต่ทำไม่ได้

    ภาพนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว

    หลินซูเหยาก้มมองปลายนิ้วของตัวเอง

    เ๽้าของร่างเดิมจำไม่ได้ว่าเอกสารฉบับนั้นคืออะไร

    แต่ร่างกายยังจำความหวาดกลัวในวันนั้นได้

    เธอเปิดสมุดอีกครั้ง

    แล้วเขียนเพิ่มเพียงประโยคเดียว

    ตรวจรอยนิ้วมือในเอกสารของหน่วยผลิต

    หากหลินต้าจวงกล้ารับเสบียงแทนเธอมาหลายเดือน

    ก็เป็๲ไปได้...

    ว่าเขาอาจกล้าทำมากกว่านั้น

    หลินซูเหยาปิดสมุดก่อนเก็บมันกลับเข้าไปในห้าง

    พรุ่งนี้

    เธอจะไปที่หน่วยผลิต

    เธอไม่ได้๻้๪๫๷า๹หาเ๹ื่๪๫

    เธอ๻้๵๹๠า๱เพียงตรวจสอบบัญชี

    และหากโชคเข้าข้าง...

    เธออาจพบว่า

    รอยนิ้วมือใต้ชื่อ"หลินซูเหยา" ไม่เคยเป็๞ของหลินซูเหยาเลย