หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้จบลงไปราวหนึ่งชั่วยามก็มี “ประกาศิตปราบอสูร”ที่ถูกลงนามโดยหกมหาอำนาจใหญ่ถูกประกาศออกไปจากราชสำนัก ณ เมืองฮุยยื่อใจความว่าไว้ดังนี้
“กลุ่มลัทธิหมื่นวิญญาณอันชั่วร้ายก่อกรรมทำเข็ญ พรากชีวิตมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ ตั้งตนเป็นอริกับทั่วทั้งแผ่นดินชี่อู่ ศัตรูแห่งสวรรค์ จักต้องกำจัดให้หมดสิ้น บัดนี้พวกเราอาณาจักรชูอวิ๋นได้จับมือเป็นพันธมิตรกับราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ย ราชอาณาจักรเทียนฉาง เผ่าฝูโป ราชอาณาจักรโล่ยื่อ และกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าร่วมกันประกาศประกาศิตปราบอสูรฉบับนี้ โดยห้าวันหลังจากนี้พวกเราจะจัดงานชุมนุมปราบอสูรที่‘ลานชมฟ้า’ ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งทิศใต้ของภูเขาเมฆมรกตพวกเราจะก่อตั้งกองกำลังปราบปรามอสูรร้ายแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณเพื่อทวงคืนความยุติธรรมและความถูกต้องให้กับแผ่นดิน!”
พอข้อความดังกล่าวถูกส่งออกไป ก็ถูกแพร่กระจายออกไปทั่วทั้งดินแดนฝั่งตะวันตกและใต้แห่งนี้อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาดเกิดความสั่นสะเทือนครั้งรุนแรงขึ้นไปทั่วดินแดนนี้ราวกับมีระเบิดลูกใหญ่ตกใส่
เหล่าอาณาจักรอื่นที่อยู่ในดินแดนนี้เหมือนกันก็ล้วนได้ยินข่าวเรื่องที่ลัทธิหมื่นวิญญาณไปบุกถล่มและเปิดฉากฆ่าล้างอย่างอำมหิตที่ราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยและเผ่าฝูโปแล้วจึงมีหลายอาณาจักรที่เห็นด้วยและตอบรับว่าจะส่งยอดฝีมือมาเข้าร่วมเพื่อปราบปรามพวกลัทธิหมื่นวิญญาณด้วย
แต่ที่น่าโมโหก็คือ มีบางอาณาจักรที่ขี้ขลาดตาขาวยอมยกธงขาวยอมแพ้ให้กับลัทธิหมื่นวิญญาณตั้งแรกพร้อมกับแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมงานชุมนุมปราบอสูรด้วยอย่างแน่นอนอีกทั้งยังยินยอมที่จะก้มหัวให้พวกปีศาจนั่นด้วย
ตอนนั้นเองสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันตกและภาคใต้ก็เกิดความตึงเครียดขึ้นจนถึงขีดสุด
การปะทะหักหาญกันระหว่างฝ่ายธรรมะและอธรรมครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะเปิดม่านขึ้นในไม่ช้านี้แล้วผู้คนทั้งหลายต่างจับจ้องไปที่ศูนย์กลางของความวุ่นวายโกลาหลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
อาณาจักรชูอวิ๋น
..................................
หลินหยางเดินทางออกจากราชอาณาจักรโล่ยื่อกลับไปที่เมืองอวิ๋นเฉิงซึ่งใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆ
ซึ่งเหล่าคนที่ต้องการเข้าร่วมชุมนุมปราบอสูรครั้งนี้ทั้งหมดก็ล้วนเดินทางตามเขามาที่เมืองอวิ๋นเฉิงแล้วโดยพักอาศัยอยู่ในพระราชวังชูอวิ๋นส่วนหลินหยางนั้นหลังจากที่จัดการเรื่องราวทั้งหลายเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาจากท้องพระโรงคนเดียว จากนั้นก็เดินไปที่ตำหนักเย็นที่กลายเป็นที่พักอาศัยของเขาไปแล้ว
ย่างก้าวของเขาเป็นไปอย่างเชื่องช้าพร้อมกับคิ้วที่ขมวดอยู่
ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในหัวกันแน่...
แอ๊ด
เขาค่อยๆ เปิดประตูของตำหนักเย็นขึ้นแต่คาดไม่ถึงว่าจะมีเงาร่างที่สวมใส่เสื้อผ้าสีดำสายหนึ่งนั่งรออยู่ในห้องก่อนแล้ว
“ท่านหัวหน้าต้วน?” หลินหยางขมวดคิ้ว
ต้วนเทียนหยาก็ยังคงลึกลับพิศวงเหมือนเดิมก่อนหน้านี้หลินหยางยังเห็นเขายืนอยู่ข้างกายของหลินเฮ่ายวนอยู่เลยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาโผล่อยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่
ไม่บ่อยนักที่จะเห็นต้วนเทียนหยานั่งอยู่บนเก้าอี้เขาหันมามองทางหลินหยาง จากนั้นก็เอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแต่ก็สามารถทำให้หลินหยางขนลุกได้ว่า
“เจ้า กำลังกังวล...”
หลินหยางไม่คิดเลยว่า เขาที่สามารถหลอกเหล่าคนใหญ่คนโตจากทั่วภูมิภาคตะวันตกและใต้ได้อย่างแนบเนียนแต่กลับไม่สามารถปิดบังยอดฝีมือผู้ลึกลับคนนี้ได้
ในช่วงหนึ่งปีกว่าๆ นี้หลินหยางได้เจอกับต้วนเทียนหยาแทบจะทุกวัน แต่จำนวนประโยคที่สนทนากันทั้งหมดนั้นรวมกันแล้วยังไม่น่าถึงร้อยประโยค
การต่อสู้คือภาษาที่ใช้ในการสื่อสารที่ดีที่สุดระหว่างสองคนนี้
ซึ่งต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า ต้วนเทียนหยาผู้นี้เป็นยอดฝีมือเพียงคนเดียวที่หลินหยางไม่สามารถมองเห็นถึงระดับพลังที่แท้จริงของเขาได้อีกฝ่ายเป็นเหมือนหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ไม่ว่าหลินหยางจะแข็งแกร่งขึ้นมากแค่ไหนต้วนเทียนหยาก็สามารถดึงเอาพลังในระดับที่ทัดเทียมกับหลินหยางออกมาใช้ได้เสมอ
เกรงว่าในทวีปชี่อู่แห่งนี้คงมีเพียงต้วนเทียนหยาเท่านั้นที่รู้ว่าพลังที่แท้จริงของหลินหยางนั้นมีมากน้อยแค่ไหนและตอนนี้ หลินหยางก็พบว่าอีกฝ่ายไม่ได้รู้จักแค่พลังต่อสู้ของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้นด้วย...
แม้แต่จิตใจของเขาก็ยังถูกต้วนเทียนหยาผู้นี้มองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
หลินหยางเม้มปากแน่นจากนั้นก็นั่งลงไปที่ฝั่งตรงข้ามของต้วนเทียนหยาจากนั้นก็เล่าสิ่งที่ตัวเองกังวลอยู่ออกมา
“มันก็ไม่ได้ถึงกับกังวลหรอกแต่ข้าแค่ไม่มั่นใจเฉยๆ”
“เพราะว่าไม่รู้จักศัตรู?”
“ทั้งใช่ และไม่ใช่...”
ต้วนเทียนหยาที่กำลังมองหลินหยางอยู่ก็รอให้เขาพูดต่อให้จบ
แววตาของเขาสั่นเครือ กล่าวขึ้นว่า
“สามารถทำศพปลุกเสก สามารถปลดปล่อยพลังระดับโพ่ไห่ขั้นต้นออกมาได้ผู้ที่ควบคุมมันจากเบื้องหลังจะต้องเป็นยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นกลางเป็นอย่างต่ำแน่ถึงจะสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้...”
“อืม แต่ของเจ้าดูจะมีระดับเหนือกว่าเขาอีกนะ?”
“เอ่อ... ของข้า ถ้าจะพูดกันจริงๆ มันไม่นับเป็นศพปลุกเสกแล้วละ”
ต้วนเทียนหยาเผลอพูดถึงไพ่ตายลับอีกใบของหลินหยางเพียงแต่ว่าในที่แห่งนี้มีแค่พวกเขาสองคนหลินหยางจึงพูดต่อว่า
“แต่สิ่งที่ข้าไม่มั่นใจก็คือศัตรูมียอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางแบบนี้อยู่กี่คนกันแน่? ในมือของมันนอกจากศพปลุกเสกแล้ว พวกมันยังมีไพ่ตายอย่างอื่นอีกรึเปล่า...”
“ยังไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยก็กล้าส่งสาสน์ท้ารบออกไปแล้วรึ?”ต้วนเทียนหยาในวันนี้ดูจะพูดเยอะผิดปกติ
หลินหยางพยักหน้ายอมรับในจุดนี้
“โศกนาฏกรรมแบบเมื่อวันก่อนนั่น ข้าไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกไอ้พวกนั่นมันเป็นปีศาจที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิงยิ่งปล่อยให้พวกมันมีชีวิตอยู่นานขึ้นหนึ่งวันก็จะมีคนอีกมากที่ต้องประสบภัยแบบนั้นอีก”
“เจ้าเลยคิดจะใช้วิธีนี้ล่อพวกมันมาหาอย่างนั้นรึ?”
“ดูจากสันดานอันเย่อหยิ่งโอหังของพวกลัทธิหมื่นวิญญาณแล้วการชุมนุมครั้งใหญ่ที่เราจัดขึ้นซึ่งได้รวบรวมยอดฝืมือระดับสูงไว้ที่เดียวกันแบบนี้พวกมันจะต้องบุกมาหาถึงที่แน่”
“ดูไม่ออกเลยว่าเจ้าจะมีความเมตตาอยู่ในใจด้วย”
“ฮ่ะฮ่ะ ไม่ขนาดนั้นหรอกข้าแค่คิดว่าเรื่องบางเรื่องเราก็ต้องทำด้วยเหมือนกันแค่นั้น”
หลินหยางพลันรู้สึกว่าคำพูดของเขาในวันนี้ล้วนกล่าวออกมาจากใจจริงก่อนหน้านี้ที่เคยคุยกับเวินติ่งเทียนเขายังไม่เคยจริงใจด้วยขนาดนี้มาก่อนเลย
เขารู้สึกได้ถึงความสนิทสนมอันแปลกประหลาดบางอย่างที่เกิดขึ้นกับต้วนเทียนหยา
“อืม ใช้ได้”
นี่เป็นครั้งแรกที่ต้วนเทียนหยาเอ่ยปากชมหลินหยางในช่วงเวลาหนึ่งปีกว่านี้ถึงแม้จะเป็นแค่คำพูดสั้นๆ แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เพียงแต่ว่าน้ำเสียงที่อ่อนโยนของต้วนเทียนหยาแบบนี้ก็หายไปอย่างรวดเร็วไม่นานต้วนเทียนหยาก็กลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง
“การจะอัญเชิญยอดฝีมือจากภพภูมิที่สูงกว่ามาได้จำเป็นต้องทะลวงม่านพลังป้องกันของภพภูมิให้ได้ก่อนทั้งผู้ที่อัญเชิญและผู้ถูกอัญเชิญทั้งสองฝ่ายจะต้องมีสิ่งตอบแทนที่เหมาะสมจำนวนมหาศาลด้วยระดับของลัทธิหมื่นวิญญาณแล้วการอัญเชิญยอดฝีมือระดับโพไห่ขั้นกลางหนึ่งคนนั้นนับเป็นขีดจำกัดที่สูงที่สุดของพวกมันแล้ว”
“ท่านรู้ได้อย่างไร?” หลินหยางอึ้งไปทันที
“ข้ารู้แล้วกัน”
อ้าว...
ต้วนเทียหนยาตอบกลับอย่างไร้เหตุผลเหมือนกับพลังของเขาเลยมีแต่ปริศนาเต็มไปหมด
หลินหยางมองตรงไปที่อีกฝ่ายอยากจะมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำนั่น แต่ต้วนเทียนหยายังพูดต่อไปอีกว่า
“ต้นกำเนิดของลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นมาจาก ‘ลัทธิวิญญาณอสูร’ ซึ่งอยู่ใน ‘ภพปรโลก’ เป็นแค่ลัทธิระดับสามดาวของภพภูมิระดับกลางเท่านั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลขนาดนั้นหรอก”
“ท่านรู้ถึงขนาดนั้นเลย?” หลินหยางที่คิดว่ารู้จักต้วนเทียนหยาดีแล้วนั้นเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองคิดผิดมาตลอด ผิดอย่างมหันต์ด้วย
ความลึกล้ำของสหายเฒ่าผู้นี้มันมากกว่าที่เขาคิดไว้เยอะเลย
แต่ข้อมูลของตาต้วนก็ได้มอบความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมให้กับหลินหยางแล้ว
ถ้าหากอีกฝ่ายมีแค่ยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นกลางคนเดียวจริงๆ ละก็อย่างนั้นการต่อสู้ในอีกสี่วันให้หลังหลินหยางก็มีความมั่นใจมากถึงแปดส่วนว่าจะสามารถชนะได้
“แต่สิ่งที่เจ้าต้องระวังก็คือพวกลัทธิวิญญาณอสูรนั่นมียุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิอันทรงพลังอยู่หลายชิ้นในภพปรโลกเองก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่เบา มีโอกาสสูงมากที่เจ้าต้องเผชิญกับมัน”
“ระดับวิถีจักรพรรดิ?”
“กลัวแล้วรึ?”
“ฮ่ะฮ่ะ ไม่หรอก แค่รู้สึกตื่นเต้นน่ะ”
คราวนี้กลับเป็นต้วนเทียนหยาที่เป็นฝ่ายมองหลินหยางไม่ออก
อันที่จริงเป้าหมายของเขาในวันนี้ก็คือการมาช่วยให้หลินหยางสบายใจขึ้นแต่เขาก็พบว่า ทันทีที่หลินหยางรู้ว่าศัตรูมีแค่ยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นกลางแค่คนเดียวนั้นหลินหยางก็ไม่รู้สึกกังวลอะไรอีกเลย
ส่วนเรื่องยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดินั้นมันคือสุดยอดสมบัติที่ระดับสูงกว่ายุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันเสียอีก แต่ละชิ้นล้วนมี“พลังแห่งยุทธภัณฑ์จักรพรรดิ” ที่แต่ละชิ้นก็ล้วนมีรูปแบบพลังที่เฉพาะตัวไม่ซ้ำใครด้วยซึ่งอานุภาพของมันนั้นไม่ใช่แค่สามารถเสริมพลังฟ้าดินทั้งห้าธาตุลงไปเหมือนกับยุทธภัณฑ์ระดับราชันด้วย
แต่เรื่องของอาวุธที่ทรงพลังขนาดนั้นกลับไม่ได้ทำให้หลินหยางรู้สึกกังวลอะไรมากขึ้นเลย
แถมยังให้ความรู้สึกเหมือนว่าอาวุธนั่นจะกลายมาเป็นของหลินหยางด้วย
“เจ้ามีวิธีแล้ว?”
“มีแล้ว” หลินหยางพยักหน้า
“ดี” ต้วนเทียนหยาเองก็ชัดเจน
เขาทำหน้าที่ลุล่วงตามจุดประสงค์แล้วสิ่งที่ต้องบอกก็บอกไปหมดแล้วด้วย จึงลุกขึ้นยืนและเตรียมจะจากไป
หลินหยางเองก็ตามไปส่งเขาถึงหน้าประตูอย่างมีมารยาท
ต้วนเทียนหยาพลันหยุดเท้าลงอย่างกะทันหันแล้วหันมาบอกว่า “ไม่ต้องห่วง มีข้าอยู่”
เอ๊ะ?
คำพูดนี้มาแบบกะทันหันเกินไปจนหลินหยางยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง
แต่เวลาสั้นๆ แค่นั้นต้วนเทียนหยาก็ได้เดินห่างออกไปไกลแล้ว
“ตาต้วนวันนี้ดูแปลกกว่าปกตินะ...”
หลินหยางพึมพำออกมาพร้อมกับเกาคางไปด้วย
แต่ว่าไม่นานเขาก็เริ่มกลับมาทบทวนถึงสิ่งที่ต้วนเทียนหยาบอกมาอีกครั้ง
ถ้าหากศัตรูมียุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิอยู่จริงๆ ละก็ก็ได้เวลาของอุปกรณ์ชิ้นนั้นที่หลินหยางใช้เวลากว่าครึ่งไปในการลงทุนลงแรงอย่างมหาศาลเพื่อสร้างมันขึ้นมาแล้ว
..................................
และหลังจากนั้นไม่กี่นาที ภายในห้องพักผ่อนของหลินเฮ่ายวนต้วนเทียนหยาก็ได้กลับมายืนอยู่ข้างๆ หลินเฮ่ายวนอย่างเงียบเชียบแล้ว
องค์จักรพรรดิแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นผู้นี้ที่ปกติมักจะมีสีหน้านิ่งสงบนั้นแต่สีหน้าของเขาในตอนนี้กลับปรากฏให้เห็นถึงความรู้สึกอ่อนไหวที่ไม่ค่อยได้เห็นจากหน้าของเขา
เขาหลับตาลงแล้วเอนหลังลงไปพิงบนเก้าอี้จากนั้นก็กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกเสียใจและความไม่ยินยอมพร้อมใจว่า
“เหลือเวลาไม่มากแล้ว...”
..................................
เวลาไม่กี่วันที่เหลืออยู่นั้นเหล่าคนใหญ่คนโตทั้งหลายในอาณาจักรชูอวิ๋นก็ได้เริ่มเตรียมการต่างๆ ที่ลานชมฟ้าที่เป็นสถานที่จัดงานชุมนุมปราบอสูรภายใต้การนำของหลินหยาง
ถึงแม้ว่าจะได้ข้อมูลมาจากลัทธิหมื่นวิญญาณแล้วก็ตามแต่หลินหยางก็ยังไม่สามารถวางใจอะไรได้ เพราะว่านี่คือการต่อสู้ครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายที่เกี่ยวพันถึงชะตากรรมของทั้งดินแดนทิศตะวันตกและทิศใต้อีกทั้งเขายังแบกรับอนาคตของทุกๆ คนเอาไว้บนหลังตัวเองด้วย จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด