บทที่ 7 คณะกรรมการนักเรียน
ณ โรงเรียนช่างที่เคยมีเื่กับแก๊งปะเหลียนเอสคอร์ทก่อนหน้านี้ ตอนนี้พวกเขารวมตัวกันที่หลังห้องน้ำชายตามเคย คราวนี้พวกเขาไม่เหลือความซ่าเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว จากที่เคยมีหัวโจกหลายคนแบ่งเป็ซุ้มหลาย ๆ ซุ้มทั่วโรงเรียน แต่ตอนนี้เหลือกันอยู่แค่ไม่กี่กลุ่มเอง บางทีหลาย ๆ กลุ่มอาจถูกเรียกตัวไปก็ได้ เนื่องจากหัวหน้าใหญ่ของพวกเขากำลังคิดการใหญ่อยู่ บางส่วนอาจจะไปรวมกันที่โรงเรียนร้างที่ซึ่งเป็ฐานทัพใหญ่ของแก๊งปะเหลียนแฟมิลี่อยู่ก็เป็ได้
แดงนั่งนิ่งพิงผนังห้องหน้าเอื่อยเฉื่อยอยู่บนโต๊ะเก่า ๆ ที่กองรวมกันไว้หลังอาคารเรียนที่อยู่ติดกับห้องน้ำ เพื่อน ๆ ของเขาแจกจ่ายบุหรี่ไปจุดสูบตามเคย ต่างเฝ้ามองอาการเช่นนี้ของลูกพี่พวกตน ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว แต่แล้วชายหนุ่มตัวบางเล็กที่ใบหน้ามีรอยแผลเป็เหนือคิ้วซ้ายยาวสามเิเผมหยิกสีดำสนิทยืนพิงผนังห้องสูบบุหรี่อยู่ข้าง ๆ แดง จากนั้นเขาดีดก้นบุหรี่ออกไปแล้วหันมาพูดกับแดงอย่างจริงจัง
"นี่นาย..! มึงไม่คิดจะทำอะไรต่อไปอีกแล้วเหรอ กูเห็นมึงนิ่งแบบนี้มาอาทิตย์นึงแล้วนะ"
แดงยังคงนิ่งอยู่เหมือนเดิม ไม่ต่อปากต่อคำอะไรเลย ปล่อยให้นายคนนี้พูดอยู่ฝ่ายเดียว
"มึงไม่อยากเอาคืนเหรอ...อีกอย่าง หัวหน้าใหญ่ก็เรียกมึงไปพบ นี่ก็ผ่านมาเป็อาทิตย์แล้วมึงยังไม่ไปหาหัวหน้าใหญ่เลย"
เพื่อน ๆ ที่ฟังอยู่ต่างมองไปที่แดงเป็ตาเดียวราวกับรอให้เขาตอบอะไรกลับมา แต่แดงยังคงนิ่งอยู่เหมือนเดิม ไม่โต้ตอบอะไรเลยสักครั้งแม้หนุ่มคนนี้จะว่าอะไรเขาไปสักเท่าไหร่ก็ตาม
"นี่มึงไม่ฟังที่กูพูดเลยเหรอ ได้...! กูจะตามไปเอาคืนเอง หัวหน้าใหญ่สนับสนุนกูอยู่แล้ว กูไม่หวังพึ่งมึงก็ได้!"
สิ้นเสียงของชายหนุ่มตัวบางเล็กที่มีแผลหนือคิ้วซ้าย เมื่อเห็นแดงยังนิ่งอยู่แบบนี้เขาก็หมดความอดทนสะบัดหน้าเดินออกไปทันที ส่วนคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็วิ่งตามออกไปเป็บางส่วน ที่เหลือก็ยังคงอยู่กับแดงผู้เป็หัวหน้าโดยไม่ทิ้งไปไหน
อาจเป็เพราะเขาได้รับความพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายหรือไม่ก็เสียใจที่ต้องสูญเสียเพื่อนสนิทไปคนหนึ่งที่ดีกับเขามาก ๆ อยู่ข้าง ๆ เขามาโดยตลอด เขาถึงได้นิ่งซึมไปได้ขนาดนี้ นี่ถือเป็เื่ที่หนักหนาที่สุดของแก๊งดิอายเลยก็ว่าได้ เพราะตอนนี้ได้แตกออกเป็สองฝ่าย ไม่เหลือความยิ่งใหญ่เหมือนเช่นเคยอีกแล้ว
ลมสงบร่มรื่นยามบ่ายสอง บัดนี้กริ้นท์นั่งทำการบ้านอยู่ที่สวนตะแบกเพียงคนเดียว ไม่มีความวุ่นวายใด ๆ มาคอยรบกวน ได้สินแต่เสียงธรรมชาติกับเสียงคนคุยกันเบา ๆ อยู่ห่าง ๆ ทำให้สมองของเขาสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น แต่บัดนั้น! มีเสียงแหลม ๆ ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
"กลายเป็เด็กเรียนไปแล้วเหรอเพื่อน! "
เขาหันไปมองตามเสียงที่ดังมา เห็นแบงค์ถือไอศกรีมมาสองแท่งตามองตรงมาที่กริ้นท์เดินยิ้มร่าเข้ามาหา กริ้นท์หยิบกระเป๋าไปวางไว้บนโต๊ะเพื่อให้เพื่อนนั่งลงข้าง ๆ จากนั้นแบงค์ก็ยื่นไอศกรีมมาให้แท่งนึง
"ขอบใจ"
แบงค์ฉีกห่อไอศกรีมทิ้งลงในถังขยะเล็ก ๆ ใต้โต๊ะหินอ่อนแล้วพูดมา "นายได้ยินข่าวของพวกแก๊งดิอายหรือยัง"
กริ้นท์ส่ายหน้าตาจดจ้องไปที่มือที่กำลังฉีกห่อไอศกรีมแล้วหันไปตั้งใจฟังข่าวที่เพื่อนกำลังจะเล่าให้ฟัง
"ตอนนี้พวกนั้นได้แตกออกเป็สองฝ่ายแล้ว ได้ยินมาว่าแกนนำของแก๊งนั้นมีเื่ขัดแย้งไม่ลงรอยกัน แต่เป็เื่อะไรฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน"
"งั้นเหรอ..." เขาตอบอย่างไม่ค่อยสนใจนัก ทำให้แบงค์โมโหในท่าทีของเพื่อนทันทีทันใด
"นี่นายเป็หัวหน้าแก๊งก็ต้องสนใจข่าวของวงการนี้บ้างสิ! "
"โทษที ๆ ฉันนึกคำตอบข้อนี้ขึ้นมาได้น่ะ เลยต้องรีบเขียนลงไปก่อน เดี๋ยวก็ลืมอีก"
"ให้ตายสิ...นายเนี่ยนะ" แบงค์บ่นออกมา "ว่าแต่นายทำการบ้านวิชาอะไร"
"วิชาคณิต ของครูสุชาญ" เขาตอบเสียงเรียบเฉื่อย
และบัดนั้นก็ทำให้แบงค์ใตาเบิกโพลงขึ้นทันที เขาลืมไปซะสนิทเลยว่ามีการบ้านวิชานี้ด้วย และคาบเรียนต่อไปก็เป็ของอาจารย์สุชาญอีก เวรกรรม!! เขายังไม่ได้ทำเลยซักกะตัว พอนึกได้ก็รีบหยิบสมุดหนังสือขึ้นมาทำด้วยทันที
ระหว่างที่ทั้งคู่เงียบไป ต่างจดจ่ออยู่กับการบ้านที่กำลังทำอยู่ ขณะนั้นก็มีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาหาทั้งสองคน พลางพูดเสียงดังมาด้วยว่า
"นี่..พวกนายทำการบ้านกันเป็ด้วยเหรอ"
ทั้งสองหันไปมองพร้อมกัน เห็นแจ็คเดินยิ้มร่าอย่างสบายใจเข้ามาใกล้ ทันทีที่แจ็คนั่งลงที่อีกฝั่งตรงหน้าของคนทั้งสอง แบงค์ก็รีบจับไหล่ทั้งสองข้างของคนที่เพิ่งมาถึง ใบหน้าจริงจังจนแจ็คอึ้งไปทันใด
"แจ็ค...นายฟังฉันนะ" เขาเขย่าไหล่รัว ๆ จนแจ็คงงงันตาเลิกกว้างเข้าไปใหญ่ "นายทำวิชาคณิตยัง"
"เอ่อ .." แจ็คไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ดูเพื่อนจริงจังเอามาก ๆ พอเขาอ้าปากจะตอบก็ถูกกริ้นท์ขัดขึ้นมาก่อนว่า
"แจ็คอยู่คนละห้องกับเรานะ ใช่ว่าเขาจะเรียนอยู่บทเดียวกับเรา เผลอ ๆ เขาจะเรียนช้ากว่าห้องเราด้วยซ้ำ"
ถึงจะยังไงแบงค์ก็ยังไม่ละพยายาม แววตาของเขาส่อประกายมีหวัง พยายามขอร้องแจ็คจนสุดใจ "เอาเถอะน่า ลองเอาออกมาดูก่อน! "
กริ้นท์ไม่หวังว่ามันจะเป็แบบที่เขาคิด ยากมากที่แจ็คจะเรียนนำหน้าพวกเขาไปก่อน ถึงแม้จะเป็อย่างนั้นจริง ๆ ก็ใช่ว่าแจ็คจะทำไปแล้วด้วย ดูยังไง ๆ แจ็คก็ไม่ต่างไปจากพวกเขานั่นแหละ คงขี้เกียดทำการบ้านเหมือน ๆ กันอีกด้วย
"ไม่หรอก" แจ็คพูดเรียบ ๆ อย่างให้ความหวังเมื่อเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "ฉันจำได้ว่าคาบแรกของวันเปิดเทอม ห้องฉันเรียนวิชาคณิตเป็คาบแรก ยังไงห้องฉันก็ต้องเรียนนำหน้าห้องพวกนายอยู่แล้ว"
"พูดจริงเหรอ...!"
"อื้มม"
แจ็คฮัมเสียงเป็คำตอบ มองดูประกายวิบวับ ๆ ในดวงตาของแบงค์ที่ดีอกดีใจมากที่สุดในตอนนี้ จากนั้นเขาก็หยิบสมุดวิชาคณิตออกมาให้เพื่อนทั้งสองลอก
"ไม่น่าเชื่อเลยแฮะ ว่านายจะทำการบ้านเป็กับเขาด้วย" กริ้นท์พูดอย่างแปลกใจ
"ถึงจะดูอย่างนี้ก็เถอะ ฉันก็ตั้งใจเรียนเป็เหมือนกันนะ" แจ็คยิ้มหน้าบาน "ว่าไปนั่น...จริง ๆ มันก็เป็บางครั้งที่ฉันตั้งใจเรียน แต่ส่วนมากก็เละเทะเหมือนพวกนายนี่แหละ หึ ๆ "
แบงค์ตั้งใจเขียนลงไปในสมุดโดยไม่หันมาคุยกับเพื่อนเลย
ณ โรงอาหารที่ตอนนี้มีนักเรียนรับประทานอาหารกันอยู่แค่ไม่กี่คน บัดนี้ท็อปได้ยืนห้ามเพื่อนสาวตัวขาวใสที่รัวลิ้นด่านักเรียนรุ่นน้องอย่างเกรี้ยวกราด ความดุดันของเธอทำเอาท็อปแทบดึงไว้ไม่อยู่ เธอก็พยายามจนสุดแรงเพื่อจะพุ่งเข้าไปให้ได้ แต่ถูกท็อปดึงแขนไว้ไม่ยอมปล่อยให้หลุดไปได้เหมือนกัน ในเมื่อทำอะไรไม่ได้เธอก็ด่าเอา ๆ จนรุ่นน้องกลุ่มนั้นหน้าเหว๋อไปตาม ๆ กัน
"ไปเร็ว...รีบไป ฉันจะดึงไว้ไม่อยู่แล้ว"
สิ้นเสียงของท็อป น้อง ๆ กลุ่มนั้นรีบพากันวิ่งหน้าเสียออกไปทันที หากอยู่ต่อต้องโดนเธอซัดเอาจริง ๆ แน่
"เธอเป็อะไรของเธอเนี่ยจีน" ท็อปถามไปเมื่อเห็นน้อง ๆ กลุ่มนั้นวิ่งพ้นแล้ว จากนั้นก็ปล่อยแขนเธอออก
"นายไม่น่าห้ามฉันเลยท็อป ฉันอยากเตะปากหมา ๆ ของพวกมันซักที...แม่งบังอาจนัก!! " เธอบอกน้ำเสียงยังคงเกรี้ยวกราดอยู่ไม่หาย
ท็อปถอนหายใจเช็ดเหงื่อที่หน้าผากซึ่งเกิดจากการออกแรงฉุดดึงตัวเพื่อนสาวไว้ "ทำไมล่ะ"
"ก็พวกมันเรียกฉันว่าหมวย...ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่ได้เป็ลูกครึ่งจีนสักหน่อย"
"มันก็เหมือนจริง ๆ นะ" ท็อปพูดเรียบ ๆ พยายามหุบยิ้มกลั้นขำไว้
"นี่นาย!!" เธอสวนมาอย่างทันควัน
หน้าขมวดจนใบหูแดงของเธอทำเอาท็อปรีบหุบปากไม่กล้าพูดอะไรต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าเวลาเธอโมโหจะบ้าดีเดือดขนาดไหน
ระหว่างนั้นธีเดินผ่านมาพอดี เขาเห็นใบหน้าโมโหของจีนเลยเดินเข้ามาถาม "เกิดอะไรขึ้นเหรอ.."
"ก็ใยนี่สิ...พยายามจะเตะปากรุ่นน้องให้ได้ลูกเดียว ฉันเลยต้องห้ามเธอไว้" ท็อปตอบแทนมา
"เอ้า..ทำไมอ่ะ"
ท็อปอ้าปากจะพูดออกไป แต่รังสีอำมหิตของเพื่อนสาวส่งผ่านมาทางด้านหลัง ทำเอาเสียววูบไปทั่วทั้งตัว เขาจึงเปลี่ยนเื่ไป "ช่างเถอะ เราไปหาอะไรกินดีกว่า อย่างไปสนใจเธอเลย"
ใบหน้าเกรี้ยวกราดของจีนหายออกไปหมด ได้ความงงงันเข้ามาแทนที่เมื่อเห็นเพื่อนทั้งสองเดินหนีออกไป
"เดี๋ยวสิ...รอฉันด้วย"
ประตูไม้สีดำของห้องหนึ่งที่อยู่บนชั้นสามของอาคารหลัก มีป้ายชื่อสีดำกำกับตัวอักษรสีเหลืองอยู่ระดับศีรษะเขียนไว้ว่า ห้องคณะกรรมการนักเรียน บรรยากาศภายในของห้องนี้เงียบวังเวงเป็ที่สุด ถึงแม้จะมีคนอาศัยอยู่ก็ตาม บนผนังเกือบถึงเพดานมีรูปภาพของประธานกรรมการแต่ละรุ่นเรียงกันเก้าภาพ ส่วนฝั่งตรงข้ามจะมีกระดานไวท์บอร์ดแผ่นใหญ่จดบันทึกการทำงานติดผนังไว้ โต๊ะทำงานตัวเล็กที่อยู่ติดมุมของผนังฝั่งรูปภาพมีหนุ่มคนหนึ่งนั่งพิงพนักเก้าอี้อยู่อย่างเงียบเชียบ ถัดมามีโต๊ะตัวยาวล้ำหน้าโต๊ะตัวเล็กออกมานิดหนึ่งมีนักเรียนชายหญิงนั่งทำงานอยู่สามคน พวกเขานั่งเงียบไม่มีใครพูดอะไรกันเลยจนถึงระยะหนึ่ง ก็มีคนเปิดประตูดังปัง แล้วเดินเข้ามาทันที บนอกซ้ายของเขาคนนั้นติดเข็มขัดสัญลักษณ์ของกรรมการนักเรียนเหมือนกัน เด็กหนุ่มที่นั่งพิงพนักเก้าอี้อยู่หันมาอย่างช้า ๆ มองคนที่เดินเข้ามา แล้วฟังชายคนนั้นพูดเมื่อเดินมายืนอยู่ตรงหน้า
"ประธาน...มีคนรายงานว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนนักเรียนมอหกห้องบีรีดไถเงินเด็กรุ่นน้องมาหลายวันแล้วครับ"
ชายหญิงสามคนที่นั่งอยู่โต๊ะยาวหันมาฟังด้วยเช่นกัน จากนั้นชายคนนี้ก็รายงานต่ออีกว่า "แต่ตอนนี้นักเรียนพวกนั้นถูกเด็กมอห้าจัดการไปเรียบร้อยแล้ว ประธานจะเอายังไงดีครับ"
เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าประธานคลุ่นคิดอยู่ครู่ก็ตอบมาว่า "ล่ารายชื่อของเด็กมอห้าพวกนั้นมาเดี๋ยวนี้"
"ครับ! "
สิ้นเสียงชายคนนั้นก็เดินออกจากห้องนี้ไป ดวงตาสีดำสนิทเหมือนกับเส้นผมของเขาผละจากชายคนที่เดินออกไปกลับมานั่งพิงพนักเก้าอี้เหมือนเดิม ปล่อยให้ชายหญิงสามคนนั่งมองอย่างกลัว ๆ กล้า ๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี สุดท้ายก็เปลี่ยนใจนั่งทำงานตามเดิม เพราะรู้ดีหากพูดอะไรแปลก ๆ ออกไปคงโดนดุเอาอย่างแน่นอน
โอม หรือ ทินวัฒน์ มณีรัตน์ อายุ 18 ปี เป็ประธานนักเรียนที่ไม่ว่าใครเห็นก็กลัว เนื่องจากเขาเคยทำร้ายคนที่มาก่อความวุ่นวายต่อโรงเรียนจนเดี้ยงมานักต่อนัก จึงไม่มีใครกล้าทำอะไรที่ไม่ดีต่อโรงเรียนอีกเลย แม้กระทั้งครูอาจารย์ยังกลัวในด้านนี้ของเขาด้วยเหมือนกัน โอมมีคู่อริอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่าเจมส์ ซึ่งเคยเป็นักเรียนเก่าของโรงเรียนนี้ด้วย ทั้งสองมีจุดยืนที่ต่างกัน เจอกันเมื่อไหร่เป็ต้องซัดกันจนวุ่นวายทุกครั้ง