18.30 น.
ในรถไฟฟ้า่เวลานี้แน่นอนว่าผู้คนมากมายต่างวิ่งเข้าขบวนเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณ ปี๊บๆๆ ...
แน่นขึ้น...
แน่นขึ้น...
และแน่นมากขึ้น...
แต่แปลกมั้ยที่คนแน่นขนาดนี้แต่รอบข้างฉันไม่มีใครกล้าเข้ามาเบียดหรือถ้าขยับเข้ามาใกล้แล้วก็ต้องกระเถิบออก
นิ้วโป้งขยับขึ้นลงไปบนหน้าจออย่างสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเ้าของเครื่องกำลังเช็คข่าวคราวในรอบวันว่ามีTopic น่าสนใจอะไรบ้าง จริงๆ ฉันไม่ได้สนใจคนรอบตัวนักหรอกแต่หูของฉันได้ยินเสียงซุบซิบข้างๆว่า
“แต่งตัวก็ดูดีแต่ตัวเหม๊นเหม็น!!!”
“ลืมทาโรลออนหรือเปล่าวะ”
“หรือนางชอบกลิ่นธรรมชาติ”
“ธรรมชาติลงโทษอ่ะดิ”
“โอ๊ย!!!…ขมคอว่ะ”
นักศึกษากลุ่มหนึ่งยืนคุยกันอย่างสนุกปากและส่งสายตามาที่ฉัน
ใช่ค่ะ!! ฉันเป็ผู้หญิงที่มีกลิ่น “กลิ่นไม่พึงประสงค์น่ะ” นี่มันคือปมด้อยของฉันมานานแสนนาน
จริงๆ โรลออนอะไรก็ทาอยู่ทุกวันแหละแต่ตกเย็นทีไรกลิ่นเต่าก็ฟุ้งออกมาตลอดเลย
(เฮ้อออ........................TT)
เมื่อถึงสถานีที่ฉันต้องลงแล้วฉันก็รีบๆ เดิน แบบตัวลีบๆ ออกมาจากขบวนรถไฟฟ้าหรือมันจะถึงเวลาที่ฉันต้องจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจังสักทีนะ
.
.
หลังจากที่กลับมาถึงบ้านอาบน้ำ สระผม ล้างกลิ่นเหม็นออกไป ตอนนี้ฉันตัวหอมแล้ว ฉันทิ้งตัวลงบนที่นอน ์ของฉันเองกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่แบบนั้น พลันฉุกคิดขึ้นมาว่ามีบางอย่างที่เราต้องจัดการอย่างจริงจังสักที“กลิ่นตัว”
มือเรียวเล็กเลยเอื้อมไปหยิบมือถือและพิมพ์ค้นหาไปว่า“กลิ่นตัวขั้นรุนแรง แก้ไขยังไง” ค่อยๆ เลื่อนอ่านไปแต่ละเว็บไซต์ ต่างก็แนะนำให้ใช้โรลออนยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ใช้สารส้มใช้สมุนไพรซึ่งแต่ละวิธีฉันลองทำมาหมดแล้วจ้า
แต่ผลลัพธ์ก็คือน้องเต่ายังคงติดหนึบไม่หายไปจากฉันสักทีหรือชาติที่แล้วฉันไปผลักใครตกบ่อส้วมหรือเปล่านะฉันเลยต้องมาชดใช้กรรมอยู่ทุกวันนี้ ถอนหายใจยาวๆ เอามือวางไว้เหนือหน้าผากนูน เอ๊ะ!! ตาเรียวเล็กไปสะดุดกับคำว่า “โบท็อกซ์ลดเหงื่อ” หรือนี่จะเป็ทางออกของฉัน
.
.
ปั้กๆๆๆ!!!!!
“ตื่นเร็วยัยขี้เซา”
เช้าวันหยุดแทนที่ฉันจะได้นอนตื่นสายแต่พี่ชายตัวดีดันมาเคาะห้องั้แ่ไก่ยังไม่ขัน
ปั้กๆๆๆๆๆๆๆ!!!!!!!
“ไปช่วยไล่งูหน่อย”
“งูเข้าบ้าน”
ะโโวยวายอยู่หน้าห้อง
คนตัวเล็กค่อยๆ ขยับลุกจากที่นอนสวนทางกับคนด้านนอกที่ดูร้อนรนเปิดประตูออกไปคุณพี่ชายก็ส่ง “ข้าวโพด” ให้โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงพร้อมพูดสั่งส่งๆ ว่า
“อุ้มไว้ก่อนเดี๋ยวโดนงูฉก”
ข้าวโพด ไม่ใช่ข้าวโพดฝัก แต่เป็ไซบีเรี่ยน 1 เดือน เ้าข้าวโพดขนฟูนุ่มนิ่ม สีขาวเหมือนหิมะผิดกับสภาพอากาศเมืองไทยจริงๆ
ฉันเดินลงจากชั้น 2มาก็พบว่าพี่ชายกำลังต่อสู้กับเ้างูตัวยาวสีเขียวขนาดลำตัวยาวประมาณ 2 ไม้บรรทัดโดยการเอาสารเคมีไล่แมลงฉีดจนงูสีเขียวมึนและเริ่มแน่นิ่งไปพี่ชายรีบใช้ที่คีบขยะคีบเ้างูไปปล่อย
“เดี๋ยวมา”
รีบพูดรีบเดินออกไปก่อนที่งูจะฟื้นขึ้นมาทำให้วุ่นวายอีกครั้ง
“อิ๊งๆๆๆ”
เ้าข้าวโพดร้องและเริ่มอยู่ไม่สุขในอ้อมแขนของฉัน
“อ่ะๆ… ปล่อยก็ได้”
ทันทีที่ปล่อยเ้าลูกหมา1 เดือนลงกับพื้น เ้าตัวดีดันวิ่งไปดมๆ เลียๆ พื้น ที่เป็สนามรบของพี่และงูเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว
“เชี่ยย!!!”
“ 0[]0 ”
อุทานออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพี่ชายเพิ่งฉีดสารเคมีไล่งูจนเมาสลบไปแล้วเ้าข้าวโพดก็วิ่ง 100เมตร ไปดมๆ เลียๆ งานงอก ฉันรีบวิ่งไปอุ้มข้าวโพด
“ทำไงดีๆ!!!”
สติแตกและเหงื่อก็เริ่มแตกตามสติ
“พาไปหาหมอ”
“ต้องพาไปหาหมอ”
“ไม่ซิ”
“เพิ่ง6 โมงกว่า”
“ร้านหมอยังไม่เปิด”
“ต้องปฐมพยาบาลก่อน”
ฉันรนจนมือไม้สั่นพูดเองเออเอง รีบเปิดโทรศัพท์ค้นหาวิธีปฐมพยาบาลสัตว์เลี้ยงเบื้องต้นเมื่อได้รับสารพิษเข้าไป
“ป้อนน้ำเชื่อม”
เว็บไซต์หนึ่งที่ดูน่าเชื่อถือบอกไว้
“เอาวะ!”
“ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
รีบไปเปิดตู้เย็นเอาน้ำเชื่อมปริมาณตามที่เว็บไซต์แนะนำป้อนให้ข้าวโพดหลังจากนั้นก็รีบกดโทรศัพท์หาลุงหมอที่เป็สัตวแพทย์
(ได้โปรดนะลุงหมอ)
(รับโทรศัพท์หนูหน่อย)
ภาวนาในใจ
ตู่ดดดด...
ตู่ดดดด...
ตู่ดดดด...
ตู่ดดดด....
“ฮาโหล”
ทันทีที่ปลายสายเอ่ยเสียงฉันรีบร่ายยาวไม่เว้น่หายใจ
“ลุงหมอ”
“ข้าวโพดๆ”
“หมาหนูเลียยาฆ่าแมลงเข้าไป”
“ตอนนี้มันมีอาการเหมือนจะอ้วกเลย”
“ฮื่อๆๆ…”
“สงสัยยาจะออกฤทธิ์แล้ว”
“ลุงหมอช่วยรักษาให้หน่อยนะ”
“หนูจะไปหาตอนนี้เลย”
“นะนะนะ… ลุงหมอ”
ไม่รู้ปลายสายจะได้ยินทุกคำพูดที่ฉันร่ายยาวเป็วรรคเป็เวรหรือไม่แต่ก็ให้คำตอบที่ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นได้นิดนึง
“อื้มๆ”
“รีบๆพามาเลย”
“เดี๋ยวเปิดประตูรอไว้”
“ขอบคุณค่ะลุงหมอ”
วางสายปุ๊บก็อุ้มข้าวโพดออกไปใส่ไว้ในตะกร้าหน้ารถสองขาขึ้นคร่อมจักรยานและปั่นออกไปเหมือนขับมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่จักรยาน โชคดีที่เป็่เช้าวันหยุดรถไม่เยอะ 2 ป้ายรถเมล์เลยมาถึงได้ในไม่กี่นาที
“ลุงหมอ!!”
“หนูมาแล้ว!!!!”
ลงจากรถจักรยานตั้งขาตั้ง มือคว้าเ้าตัวเล็กที่อยู่หน้ารถและรีบเดินเข้าร้านลุงหมอไป
“มาแล้วหรอ”
เสียงชายวัยใกล้ 60เอ่ยทัก พร้อมเดินเข้ามาคว้าตัวเ้าหมาน้อยผู้น่าสงสารพาไปที่เตียงตรวจและรักษาทันทีฉันได้แต่ยืนภาวนาอยู่ห่างๆ ขอให้เ้าข้าวโพดปลอดภัย
.
.
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง…
ลุงหมอเดินมาเรียกฉันที่นั่งรออยู่ข้างนอกและพูดในสิ่งที่ทำให้ฉันใจฟู
“ข้าวโพดปลอดภัยแล้วนะ”
“โชคดีมาหาลุงเร็ว”
“แล้วเ้าขนปุย”
“ก็คงไม่ได้เลียยาฆ่าแมลงไปเยอะเท่าไหร่”
“อาการไม่น่าเป็ห่วง”
“คราวหน้าก็ระวังดีๆล่ะ”
“ขอบคุณค่ะลุงหมอ”
ที่จริงฉันไม่ได้เป็ญาติกับหมอหรอกเพียงแต่มีน้องหมามากี่ตัวๆ ฉันก็พามาที่นี่จนสนิทกับหมอจนถึงขั้นเรียกลุงและเรียกให้มาเปิดร้านก่อนเวลาได้ต้องสนิทขั้นไหนเนี่ย
“ค่ารักษาเท่าไหร่หรอคะ”
เอ่ยถามออกไป
“ไม่เป็ไรลูก”
“นิดหน่อยเอง”
ลุงหมอผู้ใจดีไม่คิดเงิน
“เอ้ย…คิดเงินเถอะค่ะคุณลุง”
“หนูเกรงใจ”
“เรียกลุงมาเปิดร้านก่อนเวลาด้วย”
“แหะๆ”
คนตัวเล็กพูดเกรงใจ
“อืมมงั้นน...”
คุณลุงหมอทำท่าฉุกคิดขึ้นมาได้แว้บหนึ่ง
“เปลี่ยนจากจ่ายเงิน…”
“มาสอนอังกฤษเ้าจ็อบมันหน่อย”
“จะสอบเข้ามหา’ลัยอยู่ละ”
“อ่านหนังสือหนังหาบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“หนูเก่งภาษาอังกฤษนี่”
“สอนมันหน่อยนะ”
“เสาร์อาทิตย์ว่างๆ ก็มาสอน”
“เอาข้าวโพดมาเล่นด้วยก็ได้”
“ที่นี่มีเพื่อนเยอะเลย”
คุณลุงหมอคิดค่าจ้างเป็อย่างอื่นแทนตัวเงิน
“เอ่ออออ...”
“ก็...ก็ได้ค่ะ”
พยักหน้าตอบรับลุงหมอไปเบาๆแต่ในสมองคิดว่าจะได้ช่วยน้องหรือจะได้ หยุมน้องกันแน่
“ลุงหมอ”
“งั้นหนูไปก่อนนะคะ”
“ขอบคุณมากๆ เลยเื่วันนี้”
กล่าวลาก่อนจะปั่นเ้าสองล้อออกไป ระหว่างทางกลับบ้านก็แวะร้านสะดวกซื้อ หาอาหารสำหรับคนและสัตว์
(อยากกินโอริกินิแซลมอน)
เดินตรงไปยังเชลฟเอื้อมสุดแขนไปหยิบของที่้า แต่ดันลืมดูข้างๆ ว่ามีน้องพนักงานร้านสะดวกซื้อกำลังนับสต๊อกอยู่บวกกับปฏิกิริยาที่ย่นจมูกและหันมามองหน้าฉันทำให้ฉันรู้ตัวทันทีว่าฟีโรโมนของฉันมันออกฤทธิ์อีกแล้วซินะ
“แหะๆ”
“ ==” ”
ยิ้มแห้งๆ แทนคำขอโทษและเดินหนีบเต่าไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ฉันต้องหาทางกำจัดแกออกไปจากชีวิตจริงๆ จังๆ สักที นังเต่า!!