ในภาวะสงครามเช่นนี้ กองทหารจำนวนมากได้ถูกเกณฑ์ไว้ตามจุดสำคัญต่างๆ เพื่อสยบผู้ที่พยายามจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน ทหารเดินเท้าและทหารม้าจำนวนมากตั้งขบวนรอต้อนรับมิเนอร์วาด้วยสายตาหวาดกลัว ชายหนุ่มที่เดินทางมาถึงที่หมายได้ชี้นิ้วไปยังพลายัตที่อยู่บนประตูเมืองเขตบูรพา ผู้คนที่ตามติดชายหนุ่มมาจากด้านหลังหยุดยืนอยู่ในที่ไกล และมองไปยังทิศที่นิ้วอีกฝ่ายชี้
"อดีตสหายทั้งหลายเอ๋ย… ต้องให้ข้าสอนหรือไม่ว่าหน้าที่ของทหารคือสิ่งใด? เจ้าต้องปกป้องเขตแดนจากศัตรูภายนอกที่หมายจะรุกราน หาใช่การอุปโลกน์ตั้งตนขึ้นมาเป็นใหญ่ ปกครองบริหารผู้คนอย่างไร้ความสามารถ เฉกเช่นที่พวกเจ้ากำลังทำอยู่ในตอนนี้ หากชมชอบสงครามนัก เช่นนั้นข้าก็จะมอบสงครามอันเป็นนิรันดร์ให้แก่พวกเจ้า หากเจ้านั่นไม่ได้รับการลงโทษ ก็อย่าหวังเลยว่าพวกเจ้าจะได้นอนหลับอย่างเป็นสุข"
ฝูงห่าผีวิญญาณเงาด้านหลังชายหนุ่มต่างก็กระโจนพุ่งไปด้านหน้า หมายจะสูบกลืนเลือดเนื้อจากอีกฝ่าย แน่นอนว่าทหารเหล่านั้นย่อมไม่อยู่เฉยยอมตายไปอย่างง่ายๆ พวกมันเองก็ดิ้นรนแตกฮือไปคนละทิศคนละทาง ผู้ที่ตกตายลงวิญญาณก็ค่อยๆ ลอยออกมา ส่วนคนเป็นที่เหลือร่างก็ร่วงลงไปทีละร่าง ราวกับใบไม้ที่ปลิดปลิวไม่อาจต้านทานแรงลม
"ทหารบาปทั้งหลาย… จงตื่น!"
ยันต์โลหิตใบหนึ่งเผาไหม้ตัวเองก่อนจะกลายเป็นวังวนโลหิต ที่ดูดซับวิญญาณทั้งหมดโดยรอบเข้ามาเปลี่ยนให้เป็นกองทหารเงาผี สิ่งนี้ไม่อาจที่จะเรียกได้ว่าเป็นสงคราม สมควรเรียกว่าเป็นการฆ่าอยู่ฝ่ายเดียวน่าจะเหมาะสมกว่า พลายัตเองก็ไม่ยอมอยู่เฉย มันดิ้นรนทุกวิถีทางใช้อาวุธที่มีทั้งหมดเข้ากระหน่ำโจมตี วิทยาการความรู้ที่ถูกขโมยไปของมิเนอร์วาถูกนำมาปรับใช้อย่างหน้าด้าน ถึงแม้จะยังไม่รู้วิธีผลิตปืนสั้น แต่พวกมันก็มีระเบิดไว้ในครอบครองเป็นจำนวนมาก เกิดเสียงตูมตามดังสนั่นหวั่นไหวทหารเงาหลายร่างเป็นอันต้องสลายหายไป ก่อนจะควบแน่นรวมตัวปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง มิเนอร์วาจ้องมองพวกมันหนีตายอย่างเหยียดหยัน
"ทั้งโกงกิน รับสินบาทคาดสินบน รังแกกดขี่ประชาชน โกหกหน้าตายไปวันๆ ชอบนักใช่ไหมสมบัติของประชาชนเช่นข้า งั้นก็เอาไปเลยข้ามอบให้!"
เสียงกรีดร้องหวาดผวาดังก้องทั่วกำแพงเมือง ทหารทุกนายได้ถูกฝูงห่าผีเข้ารุมล้อม พวกมันล้มตายลงทั้งหมดไม่มีเหลือแม้แต่คนเดียว พลายัตเองก็มองไปยังหัตถ์ขวาแห่งราชา แต่อีกฝ่ายก็ไร้วี่แววที่จะเข้ามาช่วยเหลือ มันรู้แล้วว่าตนเองได้ถูกทอดทิ้ง ดังนั้นจึงกัดฟันหนีหายไปทางฐานหลักของตนเอง แต่การกระทำนั้นดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไร และยังทำให้ทุกสิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม ทหารทุกนายที่เข้ามาขัดขวาง ทั้งหมดล้วนมีจุดจบกลายมาเป็นทหารผีให้แก่ชายหนุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่นานพลายัตก็ไร้ทางหนี มันถูกชายหนุ่มที่ก้าวตามมาทางด้านหลังเดินมาดักทางอยู่ด้านหน้า กงล้อสีเงินยวงปรากฏขึ้นที่ด้านหลังพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักน่าขนลุก
"ลองเดินทางไปเที่ยวในสังสารวัฏดูสักรอบก็แล้วกัน ดูสิว่าเจ้าจะได้ลงนรกชั้นไหน ข้าจะจองจำเจ้าในนรกชั้นนั้นตลอดชีวิตของข้า!"
โลกตรงหน้าพลายัตเปลี่ยนไปทันทีที่มันมองเห็นกงล้อสังสารวัฏ มันถูกทรมานจองจำด้วยโทษต่างๆ จำนวนมากที่มองไม่เห็น ความรู้สึกที่พลายัตได้รับนั้นช่างยาวนานไม่จบสิ้น ตัวมันในโลกความจริงยืนนิ่งค้างจมจ่อมไปกับภาพมายา จนกระทั่งทนไม่ไหว เกือบจะตกตายลงในมหานรกขุมที่ 4 แต่พลายัตก็ไม่อาจจะอดทนไว้ได้นาน ตัวมันสิ้นใจลงในมหานรกขุมที่ 5 วิญญาณโหยหวนทรมานของมันลอยออกมาจากร่าง ชายหนุ่มคว้าวิญญาณชั่วนี้ไว้ และหยิบหุ่นฟางตัวหนึ่งขึ้นมา
จากนั้นจึงนำทั้งสองสิ่งจับประกบเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งสวดร่ายมนตร์สำหรับการจองจำสะกดวิญญาณ หุ่นฟางและดวงวิญญาณบาปได้ผสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ชายหนุ่มจึงใช้ตะปูสีดำตัวหนึ่งกดลงกลางร่างของหุ่นฟาง ปรากฏเป็นเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดของพลายัตดังกระจายไปทั่วอากาศ ผู้ใดได้ยินก็เป็นอันต้องหนาวสะท้าน ผนึกแปดวิถี วิถีที่ 5 ผนึกมหาโรรุวะถูกประทับกักขังวิญญาณร้าย ใช้ตะปูดำตัวนั้นเป็นสื่อกลางจองจำลงโทษอีกฝ่าย
มอบทัณฑ์อันยาวนานจนกว่าผนึกคลายไปเอง เพราะการตกตายของชายหนุ่ม เพียงไม่นานเสียงหวีดแหลมนั้นก็หายไป ทรัพย์สมบัติบนร่างศพที่นอนกองอยู่ทั้งหมด และที่ถูกซ่อนอยู่ในที่ลับ ได้ถูกรวบรวมมากองไว้ตรงหน้าชายหนุ่ม รวมๆ แล้วคงมีไม่ต่ำกว่าสองพันล้านเหรียญทองเป็นอย่างน้อย
"โกงกินไปก็มากมาย ยังไม่รู้จักพอ ละโมบโลภมากไร้ที่สิ้นสุด ตกตายลงด้วยความทรมานเช่นนี้ก็สมควรแล้ว รายถัดไปก็เป็นเจ้า!... ข้ารับใช้บัดซบแห่งราชาผู้โง่เขลา"
ชายหนุ่มตวัดสายตาอาฆาตจ้องไปยังเงาร่างสีดำที่อยู่ไกลออกไป เสียงหัวเราะสะใจของเหล่าวิญญาณดังขึ้นอึงอลหยอกล้อไปกับสายลมหนาว แม้แต่ครึ่งเทพที่ได้เห็นภาพโหดเหี้ยมเมื่อสักครู่ยังต้องรู้สึกสะท้านไปจนถึงไขสันหลัง ชายหนุ่มพลิกมือกวาดสมบัติทั้งหมดเก็บเข้าไปในแหวนเก็บของ แล้วก้าวขาเดินเข้าหาครึ่งเทพผู้นั้นไปอย่างช้าๆ กองทัพวิญญาณหลายพันตนถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เสียงโหยหวนดังกระจายไปทั่วทุกแห่งหน ภาพของกองทัพวิญญาณกำลังเดินหน้าตามหลังมิเนอร์วา ได้ปรากฏขึ้นในสายตาทุกคู่ของทหารรักษาประตูเมืองชั้นใน
เมื่อเห็นว่าแม้แต่ครึ่งเทพยังถดถอย พวกมันเองก็แตกฮือถอยร่นจากไปเช่นกัน เมื่อเดินทางผ่านกำแพงเมืองมาถึงเขตตัวเมืองชั้นใน ชายหนุ่มก็รีบมุ่งหน้ากลับไปที่บ้านของตนก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อมองไปทั่วทุกหนแห่งแต่กลับไม่พบเจอผู้ใด ความเย็นเยียบบาดจิตจับขั้วหัวใจ ไฟโทสะลุกโหมยิ่งกว่าครั้งใด ไม่คาดว่าจะมีผู้ที่กล้าสัมผัสเกล็ดย้อนของมังกร เสียงหัวเราะบ้าคลั่งยิ่งดังสะเทือนไปทั่วทุกทิศทาง กลิ่นอายแห่งความตายกระจายตัวเต็มอากาศ เหล่าคนธรรมดาสามัญต่างก็หวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะออกมาจากบ้าน ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยววิปลาส
ถึงแม้จะพอเดาได้ว่ามารดาของตัวเองคงไม่พ้นที่จะตกอยู่ในอันตราย แต่ก็ยังหวังไว้ลึกๆ ว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ล้ำเส้นมากจนเกินไป แต่หวังก็ส่วนหวังความจริงนั้นปรากฏให้เห็นตรงหน้าอย่างชัดเจน กองทัพวิญญาณทั้งหลายกรีธาทัพมุ่งหน้าไปยังสำนักแพทย์โลหิตพิษ และปลุกดวงวิญญาณแค้นทั้งหลายให้ตื่นขึ้น ฝูงห่าผีเงาวิญญาณในตอนนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาเกือบหมื่นตนแล้ว พวกมันพกพาคลื่นความพยาบาทติดตามชายหนุ่มเข้าสู่พื้นที่เขตใจกลางเมืองหลวง ตรงดิ่งไปที่ราชวังอันเป็นเป้าหมายถัดไป เสียงหัวเราะคิกคักบ้าคลั่งของเหล่าวิญญาณลอยมาตามสายลม ส่งเสียงหวีดหวิวพิลึกพิลั่นมาจากสถานที่อันห่างไกล
กองทหารหลวงถูกจัดเตรียมรอไว้อยู่ก่อนแล้ว ทหารราบและทหารม้ารวมถึงพลธนูมีจำนวนมากกว่าแสนนาย ทหารจากวังหลวงเหล่านี้ล้วนเป็นกองทัพหลัก ที่มีหน้าที่สำหรับปกป้องปราสาทราชวัง พวกมันแต่ละคนที่อ่อนแอที่สุดยังคงเป็นถึงผู้วิเศษชั้นสูง ที่เยี่ยมยุทธ์แข็งแกร่งก็เป็นถึงแม่ทัพเหนือมนุษย์ขั้นสูงสุด แม้จะรู้สึกหวาดผวาขนลุกกับเสียงเยียบเย็นบ้าคลั่งที่ลอยมาตามสายลมนั้น แต่ทันทีที่เห็นร่างเป้าหมายปรากฏขึ้นในระยะโจมตี ห่าฝนลูกศรก็ได้ถูกยิงออกไป หวังทำลายร่างเงาดำจำนวนมากให้พรุนเป็นรู
ลูกศรที่ยิงออกมาจากทักษะวิชาต่างๆ บ้างปกคลุมด้วยไฟจนเป็นศรเพลิง บ้างก็หมุนคว้างอย่างรวดเร็วด้วยสายลมเพิ่มอำนาจในการเจาะทะลวง ยังมีบ้างที่แปลงกายเป็นงูอัสนีเลื้อยคดเคี้ยวยากเดาทาง ลูกศรจำนวนมากบ้างก็ถูกปัดป้องบ้างก็ปักเข้าใส่ร่างเงาหมายสังหารให้ตกตาย แต่ช่างน่าเสียดายที่วิญญาณอาฆาตเหล่านี้ใช้เงาของมิเนอร์วาเป็นที่สิงสู่
ถึงแม้จะตายลงแต่ร่างที่สลายกลายเป็นเงาก็กลับไปรวมตัวกับเจ้าของร่างที่แท้จริง ทำให้ถือกำเนิดขึ้นใหม่และสามารถปรากฏตัวได้อีกครั้ง เรียกได้ว่าหากไม่มีวิธีผนึกเงาของชายหนุ่มแล้วล่ะก็ ไม่ว่ามิเนอร์วาจะเดินทางไปที่แห่งหนใดบุรุษผู้นี้คือหนึ่งคนหนึ่งกองทัพ แถมยังเป็นกองทัพที่ฆ่าไม่ตายทำลายไม่ได้ แม้แต่ครึ่งเทพผู้มากับสายฝนยังต้องสังหรณ์ใจรู้สึกไม่ดี
"คิกๆ ข้าเองก็ไม่อยากสังหารคนมากไปกว่านี้ หนอนทรยศก็ได้ตกตายแล้ว นำมารดาของข้ามาและจ่ายหนี้เลือดแก่พวกเขาซะ ผู้ที่เข้าร่วมโจมตีวังมรณะสาบสูญและสำนักแพทย์โลหิตพิษให้ปลิดชีพตนเอง อีกทั้งยังต้องจ่ายค่าเสียหายให้ตัวข้า ท่านพ่อ และท่านหมออีกด้วย หากตกลงก็จะเลิกแล้วกันไป แต่ถ้ายังคิดไม่ได้อีก เช่นนั้นก็อย่ามีมันเลยสมองโง่นั่นน่ะ"
จิตใจของชายหนุ่มในตอนนี้เริ่มพิลึกพิลั่นบ้าคลั่งราวกับคนสติแตก แต่ภายใต้ห้วงอารมณ์เช่นนั้นก็ยังคงรักษาสติด้านความเป็นเหตุเป็นผลเอาไว้ได้ สาเหตุที่ยังเหลือทางถอยสุดท้ายเอาไว้ ก็เป็นเพราะว่ายังไงอีกฝ่ายก็เป็นถึงราชวงศ์ย่อมมีกำลังคนและกำลังทรัพย์มหาศาล หากจะให้ปะทะกันจริงๆ ชายหนุ่มก็ต้องทุ่มสุดตัวไม่น้อย เพราะที่นี่ย่อมมีครึ่งเทพหลายคนอาศัยอยู่ เป็นการทุ่มสุดตัวในการที่จะหลบหนีด้วยความมั่นใจในพลังที่ตนมี
หากหนีสำเร็จวันข้างหน้าก็คงจะลอบเร้นกายเข้าโจมตีมันพวกอีกสักหลายครา ฆ่าแล้วจึงหนี เพื่อสร้างฝูงห่าผีวิญญาณหลอนใต้ปกครองให้มีจำนวนมหาศาล เรียกได้ว่าหนึ่งคนมีพลังเท่าทหารหนึ่งเมือง
"เหอะ! นังแพศยา… เจ้าเลี้ยงลูกมาเช่นไรกัน? ทำไมถึงได้กล้าบังอาจพูดจาดูหมิ่นราชวงศ์เช่นนั้น?"
ร่างเงาหลายร่างปรากฏขึ้นที่กำแพงเมือง หนึ่งในเงาร่างนั้นเป็นดีมัวร์ที่กำลังใช้ดาบจ่อคอสตรีนางหนึ่ง นางถูกมัดมือปิดปากนั่งตัวสั่นอยู่บนกำแพงเมือง มิเนอร์วาม่านตาหรี่วูบกลิ่นอายคุคลั่งกระเพื่อมไหว บังเกิดเสียงครืนครั่นลั่นอากาศ สรรพธาตุต่างก็พากันสั่นไหว ไอหมอกดำรอบกายเป็นราวกับมหาสมุทรคลั่งปะทุอย่างเดือดดาล พาลไปทั่วทุกตัวคน สายตาชายหนุ่มเลื่อนไปที่เกรเซียที่มีใบหน้าเศร้าสลด หลบตาต่ำตกอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังสวมมงกุฎเปล่งประกาย
"ข้าพูดแล้วไม่คืนคำ ให้คำตอบข้าได้แล้ว!"
น้ำเสียงอาฆาตนี้สั่นเครืออยู่เล็กน้อย ด้วยความเสียใจตำหนิคิดว่าตนเองใช้เวลาเดินทางนานมากเกินไป จนเรื่องราวตาลปัตรลงเอยเช่นนี้
"เหอะ… เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นตัวอะไร? ทำไมยังไม่รีบคุกเข่าหมอบกราบอีก ไอ้เด็กเวร!"
"ข้าจะนับแค่ 3 ตอบมา… 3!"
จิตใจของชายหนุ่มเต้นเร่าๆ คล้ายจะอดรนทนไม่ไหวแล้ว ใกล้ปะทุระบายออก แต่ทางฟากฝั่งกำแพงเมืองยังคงยิงห่าธนูลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง ชายหนุ่มไม่คิดหลบด้วยซ้ำเพราะศรหลายดอกถูกกดข่มพลังวิญญาณลงจนแทบจะเหลือเพียงแรงโจมตีกายภาพล้วนๆ ต่อให้ถูกชะลอความเร็วแล้วแต่ก็ยังพุ่งมาอย่างรุนแรง ปะทะเข้ากับร่างกายของชายหนุ่มอย่างจัง เกิดเป็นจ้ำเลือดเล็กน้อยซึมออกมา คงกระพันชาตรีย่อมเป็นหนึ่งในสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา หลังจากผ่านพิธีกรรมแช่น้ำว่านสมุนไพร
"องค์ราชาเจ้านี่กำลังก่อกบฏ! โปรดลงโทษสูงสุดสั่งประหารเจ็ดชั่วโคตรด้วยเถิด…"
ดีมัวร์เอ่ยท้วงเสียงดังราวกับตั้งใจให้ชายหนุ่มได้ยิน คราแรกที่ได้เห็นชายหนุ่ม พวกมันยังไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ใด เพราะชายหนุ่มนั้นเติบโตรวดเร็วผิดจากที่พวกมันคาดเดาไปเยอะมาก ทั้งหน้าตารูปร่างและระดับชั้นชีวิต แต่เมื่อมิเนอร์วาเรียกร้องข้อเสนอ พวกมันก็รู้ทันทีว่าบุรุษน่าขนลุกเบื้องหน้า คือเด็กหนุ่มที่พวกมันหมายสังหาร แต่เมื่อแผนปฏิวัติของพลายัตเริ่มต้นขึ้น กิจการทุกอย่างของซัลวาโตเรถูกพวกมันเข้าเข่นข้าปล้นชิง และที่สำคัญ เอกสารกระดาษสำคัญมากมาย ที่เคยใช้เป็นขอมูลวิจัยทั้งหมดได้ถูกขโมยไปด้วย
ดังนั้นพวกมันเลยตามร่องรอยที่ชายหนุ่มเคยวิจัยนี้ ผลิตของที่ลอกเลียนแบบคล้ายกันได้สำเร็จ จากนั้นแผนการใหญ่จึงได้เริ่มต้นขึ้น องค์รัชทายาทคนก่อนหน้าตายลงด้วยอุบัติเหตุอย่างเป็นปริศนา ขุนนางและเหล่าชนชั้นสูงต่างก็สนับสนุนพวกเดียวกัน เพื่อแลกกับการติดสินบนหรือไม่ก็สมบัติวิเศษ องค์ชายเก้าก่อตั้งกิจการที่คล้ายกันแถมยังก่อสร้างจนแล้วเสร็จภายในเร็ววัน วีดถูกประกาศให้เป็นพืชถูกกฎหมายสิ่งนั้นยิ่งพาให้ประชาชนส่วนหนึ่งชมชอบในวิสัยทัศน์ และด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์รุ่นปัจจุบัน
"2!..."
"ด้วยนามแห่งเราซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ชายหนุ่มเบื้องหน้าผู้นี้ดูหมิ่นเบื้องสูง กล่าววาจาล่วงเกินราชวงศ์เดิมทีล้วนต้องประหารเจ็ดชั่วโคตร แต่ข้านั้นมีเมตตาให้ลงโทษประหารเพียงมารดาที่ไม่สั่งสอนบุตรให้ดี ส่วนเจ้าก็จงโทษตนเองเถิดที่เป็นต้นเหตุให้มารดาต้องเสียชีวิต ให้ลงทัณฑ์จองจำตลอดกาล!"
ราชาองค์ใหม่กระชากเกรเซียที่พยายามขัดขืนเข้าไปกอดดม และชี้นิ้วเอ่ยพิพากษาชายหนุ่มกล่าวอ้างถึงความเที่ยงธรรมอันจอมปลอม ซึ่งเต็มไปด้วยการใส่ร้ายป้ายสี สั่งการให้ก่อกบฏสังหารปล้นชิงอย่างโจ่งแจ้ง แต่กลับทำตัวราวกับเป็นผู้บริสุทธิ์โดนรังแก ละครลิงเช่นนี้ช่างน่าตลกยิ่งนักในสายตาชายหนุ่ม แต่ไม่คาดคิดว่าเจ้าดีมัวร์คนนั้นมันจะกล้าลองดี ทันทีที่ราชาองค์ปัจจุบันสั่งจบก็เป็นวินาทีเดียวกับที่มิเนอร์วาพุ่งไปข้างหน้า ชายหนุ่มพยายามเผาผลาญทุกสิ่งอย่างที่ตนมี เพียงเพื่อแลกมากับความเร็วที่มากที่สุด ชายหนุ่มเอื้อมมือไปไขว่คว้าอย่างสุดกำลัง แต่ก็ไม่สามารถหยุดอีกฝ่ายได้ทันเวลา
คมดาบที่เคยจ่อลำคอขาวของซูทาร์นาถูกลดลง และแทงเข้าที่ด้านหลังทะลุมาจนถึงกลางหน้าอก ใบหน้าเปื้อนน้ำตาเศร้าโศกาของมารดาคือสิ่งสุดท้ายที่ชายหนุ่มได้มองเห็น โลหิตทะลักออกมาจากปากของนางทำให้ลมหายใจที่มีแทบจะขาดห้วง ด้วยบาดแผลอันสาหัสสุดท้ายแล้วมารดาผู้เป็นที่รักก็หลับตาสิ้นสติล้มลงไป ร่างกายที่เปล่งแสงเก้าสียามนี้ชุดชะงักลงที่กลางสนามรบ ฝูงห่าเกาทัณฑ์ยังคงพุ่งลงมาไม่หยุดหย่อน เข้าปะทะร่างที่ยืนห่างจากกำแพงเมืองไม่ไกลอย่างไม่สะท้านสะเทือน
"อา…"
ลมหายใจที่กลั้นเอาไว้ยามทุ่มสุดแรงเกิดถูกปล่อยออกมาอย่างบื้อใบ้ ภาพทรงจำเมื่อครั้งเยาว์วัยที่เคยใช้ชีวิตร่วมกับมารดาจนถึงช่วงเติบใหญ่ได้ปรากฏขึ้น ชายหนุ่มพึ่งรู้สึกได้ว่าพักหลังมานี้ตนเองได้จากบ้านมานานเกินไปแล้ว ปล่อยให้มารดารอคอยอย่างโดดเดี่ยว นับเป็นเวลานานหลายเดือนที่ทั้งสองไม่ได้เจอหน้ากัน แต่อนิจจาการพบหน้ากันครั้งสุดท้ายของสองแม่ลูกในหนนี้ เป็นอันต้องลาจากกันอย่างไม่มีวันหวนกลับ ดวงตาชายหนุ่มนั้นแดงก่ำคลอไปด้วยน้ำตา ทั่วร่างสั่นสะท้านเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร หมอกดำรอบกายยิ่งเต้นปะทุเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม แผนที่เคยคิดเอาไว้เมื่อก่อนหน้ายามนี้ได้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว
"เช่นนั้นพวกเจ้าทั้งหมดก็ไปชมดูสังสารวัฏสักรอบหนึ่งเถิด…"
ปรากฏวงล้อสีเงินสว่างเจิดจ้าขึ้นที่ด้านหลังของมิเนอร์วา พร้อมกับการหมุนวนสาดแสงอาบย้อมไปทั่วแห่งหน ทุกชีวิตที่อยู่บริเวณกำแพงเมืองนั้นต่างก็จมจ่อมสู่ห้วงมายา สัมผัสภาพการมองเห็นทั้งหมดถูกช่วงชิงไป ทุกหนแห่งกลายเป็นนรกภูมิร้อนแผดเผา พวกมันทุกคนทำได้เพียงดิ้นรนหนีทัณฑ์ทรมานต่างๆ ที่พุ่งเป้ามาหา กองทัพเงาผีแตกฮือสูบกินพลังวิญญาณจากทหารทุกหมู่เหล่า พวกมันทั้งหลายต่างก็ยืนโง่งมไม่ได้สติ เหล่าครึ่งเทพเองก็มองเห็นนรกภูมิหลากหลายขุม พวกมันดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างยากลำบากจนตกมาสู่ภพภูมิเปรตวิสัยเดินหิวโหยด้วยสติที่อ่อนล้า
จากนั้นจึงก้าวเข้าสู่ภพเดรัจฉานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอันรัญจวน พวกมันที่เกือบจะคิดว่ากลิ่นสาบนั้นหอมหวานอยู่หลายครั้ง ก็ได้ดิ้นรนจนเดินทางมาสู่ภพแห่งอสุรกายบ้าคลั่ง ที่มองไปทางไหนก็เจอแต่เสียงแห่งความไม่พึงพอใจ ไร้ซึ่งความสุขให้ได้ยิน เหล่าครึ่งเทพทั้งหลายต่างดิ้นรนจนหลุดออกจากพลังของกงล้อสังสารวัฏ จะอย่างไรพวกมันเหล่านั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นครึ่งเทพ ย่อมมีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเป็นธรรมดา บางคนอีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะกลายเป็นเทพแท้จริงแล้ว พร้อมที่จะหลุดพ้นออกจากวิญญาณมนุษย์ และแปรเปลี่ยนเป็นวิญญาณเทวะ
ถึงแม้เวลาที่พวกมันสติหลุดจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว ที่จะให้กองทัพเงาวิญญาณได้สูบกลืนพลังชีวิตจากเหล่าทหารจำนวนมาก ซึ่งยืนไม่ได้สติอยู่ในขณะนี้ ชายหนุ่มโยนยันต์สีแดงขึ้นไปในอากาศ และเอ่ยร่ายปลุกฝูงวิญญาณอาฆาตให้ลืมตาตื่น ครึ่งเทพบางคนที่พึ่งได้สติเองก็ไม่ธรรมดา หลายคนมีสมบัติวิเศษที่สามารถป้องกันภูตผีวิญญาณได้
ในขณะที่บางคนก็ใช้อาวุธวิเศษสำหรับโจมตีวิญญาณผีโดยเฉพาะ ตอนนี้พวกมันต่างก็ช่วยกันรับมือวิญญาณแค้นที่กำลังกลืนกินกองทัพทหาร จิตสังหารของชายหนุ่มท่วมท้นปกคลุมฟ้า กองทัพเงาถูกทำลายและฟื้นคืนกลับมาอย่างต่อเนื่อง แมคไกวเองก็โผล่มาอยู่ข้างกายราชาของมัน และใช้อาณาเขตสายฝนกร่อนทำลายวิญญาณเงาที่กำลังอาละวาดอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์โดยรอบเป็นไปอย่างชุลมุนโกลาหล
มิเนอร์วาที่ยืนมองอยู่ในที่ไกลเดินเข้าหาอย่างช้าๆ จิตใจวุ่นวายสับสนสติด้านความเป็นเหตุเป็นผลเริ่มมลายหายไป มีเพียงภาพที่มารดาถูกแทง และสิ้นใจไปต่อหน้าเท่านั้นที่ปรากฏวนเวียนไม่รู้จบ หากจะมีสิ่งใดให้ชายหนุ่มรู้สึกเสียใจในชีวิตนี้ เห็นทีก็คงจะเป็นความรู้สึกผิดจนได้แต่โทษตำหนิตนเอง ที่ไร้ความสามารถ อกตัญญูไม่มีปัญญารักษาชีวิตของมารดาผู้เป็นที่รักเอาไว้ได้ ทั้งๆ ที่ห่างกันเพียงเอื้อมมือไขว่คว้า แต่ก็สุดปัญญาจะหยุดยั้งภัยอันตรายไม่ให้เกิด ดังนั้นยามนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีการเอ่ยยื่นเสนอใดอีก มีเพียงตัวเลือกหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ให้ต้องกระทำ
หากข้าไม่ม้วยมรณา ชีวาพวกเจ้าก็สิ้นสูญ!
ชายหนุ่มสะบัดหน้าจ้องมองดีมัวร์จิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้น เมื่อเริ่มทำใจรับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นบ้างแล้ว ความคิดอ่านก็กลับมาอีกครั้ง มิเนอร์วาสังเกตได้ถึงพลังวิญญาณของตัวเองที่อ่อนแอลงมากอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มจึงหยุดเท้าที่ก้าวอยู่ลงยืนนิ่งแหงนหน้าจ้องมองท้องนภา
"ด้วยประกาศิตอันชอบธรรมนี้ ขอเอื้อนเอ่ยต่อจักรพรรดิเทวะผู้ปกปักโชคชะตาแห่งทิศตุลย์ ในนามองค์เหนือหัวผู้ใช้ความดีถ่วงดุลความชั่ว ขอท่านโปรดเพ่งพินิจมองทางนี้ และทำให้ทั่วทุกที่นั้นเท่าเทียม!"
ในท้องฟ้าที่ไกลลิบจากพื้นโลก บนดินแดนแห่งหนึ่งที่เป็นเหมือนภูเขาสวรรค์ ตรงบริเวณธารน้ำตกมีเต่าชราตัวหนึ่งหลับตานอนอยู่ ที่ด้านข้างปรากฏเทพีผู้หนึ่งที่เคยใช้ใบหน้านั้นมอบมหาโชคลาภอำนวยพรสุดท้ายให้แก่มิเนอร์วา ในยามนี้ดวงตาสีฟ้าคู่หนึ่งก็ถูกลืมขึ้นแล้วจดจ้องไปยังทิศที่มีผู้เรียกถึงมัน เทพแต่มารแต่ละตนล้วนมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ตาชั่งสีทองที่อยู่บนกระดองขนาดยักษ์กำลังโน้มเอียง บนตาชั่งด้านซ้ายมีเงาร่างของมิเนอร์วายืนอยู่เบื้องหน้ากองซากศพนับแสนร่าง กลิ่นอายความชั่วร้ายแพร่กระจายจนทำให้ตาชั่งด้านซ้ายทิ้งตัวหนัก ก่อนที่จะหยุดลงอย่างรวดเร็วกะทันหัน และดีดภาพร่างของชายหนุ่มขึ้นข้างบนอย่างรุนแรง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเองปรากฏถาดตาชั่งจำนวนมากทางด้านขวาขึ้นมาถ่วงดุล ร่างศพจำนวนมากถึง 67 ล้านร่างได้ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ทันทีที่ตัวเลขที่แน่ชัดปรากฏออกมา กลิ่นอายความชั่วร้ายที่มากกว่าของมิเนอร์วาตั้งไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า ก็ปกคลุมตกชั่งด้านขวาทั้งหมดส่งผลให้มีน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น ฟากฝั่งซ้ายแม้จะเป็นการฆ่าเช่นกัน แต่กลับน้อยกว่ามากอย่างเทียบไม่ติด ดังนั้นในตอนที่ตาชั่งซ้ายขวาได้หยุดการชั่งตวงลง
ร่างศพจำนวนมากจากทั้งสองฝั่งก็ลุกขึ้นยืน ราชาองค์ปัจจุบันและเหล่าครึ่งเทพในสนามรบเองก็พบเจอสถานการณ์ไม่ต่างกัน พวกมันต่อสู้ดิ้นรนพยายามทำให้ศพทั้ง 67 ล้านคนนั้นสงบไม่ก็สลายหายไป ช่างแตกต่างกันเหลือเกินกับของมิเนอร์วาที่ล้วนคุกเข่าให้อย่างเคารพเชื่อฟัง แม้จะเคยเป็นวิญญาณฝ่ายศัตรู แต่เมื่อได้สัมผัสกับแสงศักดิ์สิทธิ์อบอุ่นอันเป็นแสงแห่งกุศลนั้น ก็รู้สึกว่าความทรมานที่แฝงอยู่ภายในได้รับการชำระล้าง จึงเปลี่ยนเป็นซื่อสัตย์ภักดี บนถาดตาชั่งฝั่งขวาผู้คนต่างชุลมุนวุ่นวายเอาตัวรอดกับจนเหน็ดเหนื่อย แม้แต่ระดับครึ่งเทพเองก็ยังหอบหายใจแรง