ธุรกิจร้านอาหารหรือฟาร์มเลี้ยงหนูต่างเป็นธุรกิจที่มีกำไร แต่บาสรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ กำไรที่ได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับแรงที่เราลงมือทำ แล้วถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าเขาจะมีเงินเก็บแต่ว่ากลับไม่สามารถทำให้พ่อแม่อยู่สบายได้
นั่นคือสิ่งที่บาสแคร์ยิ่งกว่าความรัก แม้จะต้องสูญเสียหรืออกหัก ทว่ากลับไม่เท่าความรู้สึกที่ทำให้พ่อแม่อยู่สบาย
แม้ตอนนี้พ่อรุ้งกับแม่หน่อยจะมีเงินใช้จ่ายไม่ขาดสาย มีรถกระบะโก้ๆขับ แต่ใครล่ะจะรู้สถานการณ์จริงๆ ของพวกแกเป็นไง ตอนนี้ผ่านมาได้สามปีกว่าแล้ว ตั้งแต่เปิดร้านขายครั้งแรกจนถึงวันนี้ กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่...ก็อย่างที่รู้ช่วงเวลาน้ำขึ้นให้รีบตัก กอบโกยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การค้าขายที่เป็นอยู่ก็เหมือนกัน มีช่วงขึ้นลงตามยุคตามสมัย
ตอนนี้ในตลาดเริ่มมีคนเอาของจากชาวบ้านไปขายแบบพ่อรุ้งแล้ว โดยเฉพาะปลาดุกย่าง มีร้านมาเปิดเหมือนกันสองสามร้านเห็นจะได้ แม้ว่าพ่อรุ้งจะมีลูกค้าขาประจำ แต่ร้านเปิดใหม่ก็น่าลิ้มลองคนจึงแห่ไปซื้อ ทำให้แกขาดรายได้ที่เคยได้รับเมื่อก่อน จากห้าหกพันเมื่อก่อนตอนนี้ได้เพียงแค่วันละสามพันบาทเท่านั้น
แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าได้อยู่ รถไม่ต้องผ่อน ลูกสาวลูกชายก็มีเงินไว้ใช้จ่ายส่วนตัว พวกแกเพียงออกค่าจิปาถะนิดหน่อยๆเท่านั้นไม่ได้ลำบากอะไร
แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่บาสรู้ว่ามันคงใกล้ถึงเวลาแล้ว สมควรจะให้พวกแกนอนเล่นอยู่ที่บ้าน เข้าสวนเล็กน้อยๆดีกว่าขับรถไปขายของ เพราะงั้นบาสจึงเลือกครีมชั่งกิโล มันเป็นวิธีที่ทำให้เขาได้เงินเร็วที่สุด แม้ว่าคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากเขาจะหน้าพัง แต่แล้วยังไง? ก็ในเมื่อพวกมันโง่ชอบของถูกเองนี่
“ก็จะเอามาขายน่ะพี่” บาสไม่ได้ปิดบัง แถมยังถามว่า “พี่จะขายด้วยกันปะ”
หมอเอ้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ดื่มกาแฟพลางครุ่นคิดสิ่งที่บาสพูดพลาง
“ครีมราคาถูกพวกนั้นมันห่วยนะบาส เอาจริงๆนะ แม้แต่พี่ยังไม่กล้าใช้เลย แล้วมันจะขายได้เหรอ?” หมอเอ้ไม่กล้าใช้ของราคาถูกอยู่แล้ว ครีมบำรุงไม่เหมือนกับเสื้อผ้า ถ้าหากหน้าเธอเสียแล้วใครจะรับผิดชอบล่ะ หมอเอ้ชอบเข้าคลีนิคในห้าง เข้าคอร์สราคาแพง อย่างน้อยก็สัปดาห์ละครั้งเห็นจะได้ ไม่แปลกเลยที่หน้าเธอจะกระจ่างชัดอ่อนเยาว์ยิ่งสาวรุ่นเดียวกัน
“พี่ไม่กล้าใช้แต่คนอื่นเขาไม่คิดเหมือนพี่นะสิ บาสอยากได้ครีมที่ขาวเร็วๆ ผสมสารปรอทเยอะยิ่งดี”
“บาส...แน่ใจเหรอ?”
“ครับพี่ บาสจะไม่อยู่หน้าฉากหรอก ถ้าหากเกิดปัญหาอะไรรับรองมาไม่ถึงบาสแน่ ที่บาสต้องการคือสร้างแบรนด์ขึ้นมา โดยใช้สาวสวยหุ่นดี แต่ต้องไร้สมองนะ เห็นแก่เงิน ชักจูงง่ายๆ แต่อย่างที่บอกต้องไร้สมองนะ”
การขายครีมชั่งกิโลน่ะขายดี โดยเฉพาะจ้างพวกเน็ตไอดอลมารีวิวนะ ขายดีมากเลย นั่นคือสิ่งที่บาสเห็นจากชีวิตก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะตอนนี้ที่เฟสบุ๊คเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น โลกออนไลน์จะเปิดกว้างหลังจากนี้ การขายของออนไลน์จะได้รับความนิยมอย่างล้นหลามถึงที่สุด
แล้วอะไรล่ะที่เราสามารถทำได้ ใช้ต้นทุนต่ำ ราคาถูก กำไรงาม? สิ่งนั้นไม่ยากเลย ก็แค่ครีมชั่งกิโลราคาถูก เอามากวนๆโง่ๆในห้องแล็บของเรา ผสมสีและไฮเตอร์นิดหน่อย แค่นี้พวกเด็กน้อยหน้าโง่ที่อยากขาวก็ซื้อกันเป็นเกลียว
แม้ว่าการทำธุรกิจนี้จะดูเสี่ยง เพราะเป็นครีมไม่ได้มาตรฐาน บาสจึงเลือกอยู่หลังฉาก ให้คนอื่นทำเหมือนเป็นเจ้าของแบรนด์สร้างเครือข่ายกระจายสินค้า เมื่อเกิดปัญหาบาสก็จะไม่ได้รับผลกระทบ หุ่นเชิดที่เห็นแก่เงินนั่นจะรับเคราะห์แทน ฟังดูเหมือนโหดร้าย แต่นี่คือโลกความจริง เธอควรจะภูมิใจด้วยซ้ำที่มีเงินใช้เพราะบาส แม้จะต้องติดคุกแล้วยังไง? ก็ดีแล้วนี่ มีข้าวฟรีๆให้แดรกอีกต่างหาก
ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่นผลิตภัณฑ์ อ.ย. ปลอม บาสได้คิดถึงเรื่องนี้แล้ว เขาพอจะรู้มาว่าเพื่อนของหมอเอ้ สามารถช่วยได้ นั่นจึงเป็นวลีที่เขาฮิตติดปากว่า มีเงินจะทำอะไรก็ได้ ส่วนพวกที่บอกว่าเงินไม่สามารถซื้อความสุขได้นั้นมันไม่จริงเลย สำหรับคนที่พูดและคิดแบบนี้ ก็แค่คนขี้แพ้ขี้อิจฉาเท่านั้นเมื่อมีเงินสิเราถึงมีความสุข ไม่มีเงินจะไปมีความสุขได้ไง อยากกินอะไรก็ได้กิน ไม่ต้องอดอยากปากแห้งนั่งแทะปลาทูตัวละยี่สิบบาทไปวันๆ
“ว่าไงพี่ สนใจจะร่วมธุรกิจกับบาสหรือเปล่า”
“ไม่ล่ะ” หมอเอ้ส่ายหน้า บาสไม่ได้แปลกใจอะไร ตอนนี้ครีมกวนยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นัก หมอเอ้คงคิดว่ามันไม่คุ้มที่จะลงทุน แค่ขายหนูนาย่างเป็นอาชีพเสริมก็ทำรายได้ดีอยู่แล้ว แล้วทำไมเธอจะต้องเอาเงินที่มีไปเสี่ยงด้วยล่ะ?
“แต่พี่ช่วยเราได้นะ บาสอยากได้ครีมราคาเท่าไหร่” แม้ว่าหมอเอ้จะไม่ร่วมหุ้นเเต่เธอยังช่วยบาส นั่นทำให้บาสยิ้มมุมปาก เขารู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ แล้วก็ดีเหมือนกัน ธุรกิจที่ต้องร่วมหุ้นกับเพื่อนหรือญาติพี่น้องน่ะ ตอนแรกดูเหมือนจะไปได้สวย แต่สุดท้ายก็จบไม่สวยสักราย ทำเองรวยเองดีกว่า ไม่ต้องแบ่งใครกินหรือมีปัญหากับใคร
“ไม่เกินห้าสิบบาท...ต่อโล” บาสคิดสักครู่หนึ่งก่อนจะบอก
ราคาที่เขาพูดค่อนข้างไปทางสูงด้วยซ้ำ เพราะครีมชั่งกิโลจริงๆแล้วมีราคาถูกมาก ก็แน่ล่ะของไม่ได้มาตรฐานนี่นา ชั่งเป็นกิโลแล้วมากวนๆ ใส่กระปุกขาย แล้วเราจะตั้งกระปุกเท่าไหร่ล่ะ? แค่ครีมกระปุกโง่ๆก็ปาไปร้อยกว่าแล้ว แล้วลองคิดดูสิ ว่าราคาต้นทุนใช้เงินแค่กี่บาทกัน ภาชนะที่ใส่ไม่ถึงยี่สิบบาทด้วยซ้ำ ครีมก็ใช้ไม่กี่กรัม นี่ทำกำไรให้เรายิ่งกว่าธุรกิจที่เคยทำมาซะอีก
ธุรกิจขายครีมจะทำในบาสรวยในเร็ววัน เขาเชื่อว่าถ้าหากทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คิดไว้ อาจจะมีเงินหลายสิบล้านในบัญชีเพียงหนึ่งปี!
นี่ไม่ได้เป็นการคิดเกินจริง เพราะธุรกิจนี้มีแต่ได้กับได้ และอีกอย่างมีคนโง่ที่ติดตามเน็ตไอดอลจำนวนมาก คนเหล่านั้นจะชอบซื้อของที่เน็ตไอดอลรีวิว แม้ว่ามันจะไม่ได้คุณภาพก็ตาม แต่แล้วไง? ก็ในเมื่อไอดอลที่เราชอบใช้ เราก็ต้องใช้สิ มันก็เป็นแบบนี้ ส่วนจะหน้าผังหรือเป็นภูมิแพ้ผิวลอก นั่นเป็นเรื่องของพวกเขาไม่เกี่ยวกับบาสซะหน่อย
บาสแยกกับหมอเอ้หลังจากคุยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เสร็จ เธอยังบอกอีกว่ามีคนโง่หน้าตาดีแต่สวยอยู่เหมือนกัน เป็นรุ่นน้องสมัยเรียนมัธยมต้น ทิ้งกับผัวมีลูกไว้ดูเล่นสองคน แต่ว่าหน้าตาของเธอยังสวยสดอยู่ หน้าอกใหญ่ ผิวขาว ปากเล็กเป็นกระจับ หลังสักลายที่เด็กน้อยชื่นชอบ เหมาะที่จะให้เป็นแม่ค้าขายครีมหน้าฉาก.........
“นี่ปราง ส่วนนี่บาสนะ” หมอเอ้แนะนำทั้งสองคนให้รู้จัก
บาสนั่งอยู่ในร้านกาแฟที่ตลาด เป็นร้านเล็กๆมีแค่สองโต๊ะเท่านั้น หมอเอ้วันนี้ยังสวยเหมือนเดิมส่วนสาวปรางที่นั่งข้างก็สวยไม่แพ้กันดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าปรางจะมีอายุสามสิบปีหรือผ่านการมีลูกมีผัวมาแล้ว ปรางเหมือนกับสาวอายุยี่สิบต้นๆ ไม่ต่างจากหมอเอ้เท่าไหร่ขาวสวย หน้าอกใหญ่ ใบหน้าเรียวธรรมชาติ แต่งอีกนิดหน่อยน่าจะเป็นแม่ค้าที่ดูไฮโซได้เลย
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีจ้ะ” ปรางดูเขินๆ แม้ว่าบาสจะไม่ได้หล่อเริ่ดอะไรมาก แต่ตอนนี้ใบหน้าเขาถือว่าเปลี่ยนไปจากช่วงม.ต้นพอสมควร ใบหน้าขาวกระจ่าง ร่างสูงโปร่ง แต่งตัวไม่เหมือนกับคนในรุ่นเดียวกัน สวมนาฬิกาและสวมรองเท้าแบรนด์ดัง ขับรถกระบะสี่ประตู เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน จึงทำให้สาวๆมองตาเป็นเกลียว อยากเอาเป็นผัวว่างั้น
“พี่เอ้ได้บอกรายละเอียดให้ฟังคุณแล้วใช่มั้ยครับ” จริงๆแล้วบาสก็ไม่ใช่คนพูดเพราะเท่าไหร่นัก แต่นี่คุยกับผู้หญิงที่เพิ่งเจอ จะให้เรียกว่าเธอหรือแกก็ยังไงอยู่ คำที่เหมาะสมจึงเป็นคำว่าคุณ แม้อาจจะฟังดูแปลกไปบ้าง แต่ไม่เลวเลย
“ใช่จ้ะ หมอเอ้ได้บอกรายละเอียดไว้แล้ว แต่บาสไม่ต้องพูดเป็นทางการแบบนั้นก็ได้นะ พี่ฟังแล้วมันแปลกๆ พูดเป็นกันเองดีกว่า” ปรางเธอเป็นคนง่ายๆอยู่แล้ว สำหรับเพื่อนที่สนิทกับเธอ มักจะเรียกเธอว่า สวยใสยายไร้สมอง นั่นเพราะเธอมักถูกผู้ชายหลอกอยู่เสมอ
แม้ปรางจะเป็นคนสวย แต่รสนิยมของเธอค่อนข้างแย่ ไม่ได้เป็นผู้ชายหล่อ คนที่เข้ามาในชีวิตส่วนมากมีแต่สถุนทั้งนั้น ไม่ติดคุกก็เมาเหล้าทั้งปี เรียกว่าห่วยไม่เป็นผู้เป็นคนยังได้ แต่เธอก็ยังเอา เอามันส์ๆอย่างเดียวว่างั้น...
“ถ้างั้นก็ดี บาสอยากให้พี่ปรางมาเป็นแม่ค้าขายครีมให้ พี่ไม่ต้องมายุ่งกับการสร้างหรือผลิตภัณฑ์ครีมทั้งนั้น พี่เพียงแค่ต้องถ่ายรูปยั่วๆกับครีม เฟ้นหาตัวแทนจำหน่ายให้กระจายสินค้า ส่วนเงินเดือนที่พี่จะได้คือ...สองหมื่นบาทต่อเดือน” บาสบอกสิ่งที่ต้องทำก่อนจะสังเกตสีหน้าของปราง
สีหน้าที่บาสได้เห็นคือเธอตกตะลึงมาก อ้าปากค้างไม่ห่วงสวยเลยล่ะ หากไม่ได้หมอเอ้สะกิดเธอคงไม่ได้สติ ปรางเอามือทาบหน้าอกก่อนจะมองบาส เธอหายใจหนักๆก่อนจะถามเน้นย้ำว่า“พี่จะได้สองหมื่นจริงๆเหรอ”
บาสวางถ้วยกาแฟในมือก่อนจะตอบ “ใช่...พี่จะได้สองหมื่นบาทต่อเดือน แต่ยังไงซะนั่นคือเงินเดือนแรกของพี่ ถ้าหากพี่สร้างแบรนด์ให้ใหญ่ขึ้นแล้วมีตัวแทนจำนวนมากได้ล่ะก็...บางทีเดือนต่อไปพี่อาจจะได้สามหมื่นก็ได้”
“สามหมื่น!” ปรางตาเป็นประกายทันทีที่ได้ยินคำว่าสามหมื่น แม้ว่าเธอจะดูเหมือนคนโง่แต่ยังรู้ค่าของเงิน ตอนนี้ปรางทำงานร้านสะดวกซื้อค่าแรงเดือนละเก้าพันบาท สำหรับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสองแล้ว เงินแค่เก้าพันแน่นอนว่าไม่พอใช้ เพราะงั้นเงินจำนวนนี้จึงเป็นอะไรที่เย้ายวนเป็นพิเศษ
“อย่าว่าแต่สามหมื่นเลย แม้แต่หมื่นเดียวพี่ก็ทำแล้ว”“บาสดีใจนะที่ได้ยินพี่พูดแบบนี้”“แล้ว...เมื่อกี้บอกว่าพี่ต้องทำยังไงบ้างนะ”“เห้อ....เอาเป็นว่า เต้นยั่วแล้วกัน พี่ทำได้ใช่มั้ย”