ยามเช้าของสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ แสงอาทิตย์สาดส่องลอดทะลุแนวกำแพงสูงใหญ่ สาดลงมายัง ลานฝึกกว้าง ที่พื้นดินถูกเหยียบย่ำจนแน่นแข็ง เสียงฝีเท้าของเหล่าศิษย์ฝึกหัดดังประสานกันเมื่อทุกคนถูกสั่งให้เรียงแถวหน้ากระดานโดยไร้คำสั่งอื่นใด บรรยากาศขึงขังปกคลุมเต็มลาน ทุกคนต่างหายใจรอดูว่าเหตุใดวันนี้จึงถูกเรียกรวม
ไม่นานนัก เหล่าศิษย์ ป้ายทองแดง หลายคนก็เดินเข้ามาเป็ระเบียบเรียงหน้าเป็สองแถว พวกเขาใบหน้านิ่งสงบ แววตาเฉียบขาด แผ่รังสีความเข้มแข็งที่กดดันให้ศิษย์ฝึกหัดต้องยืดตัวตรงโดยไม่รู้ตัว
ถัดจากนั้นปรากฏบุรุษสองคนในชุดประจำสำนักสีเหลืองอร่ามสง่างาม เดินตามเข้ามาด้วยกิริยาน่าเกรงขาม ทั้งคู่เป็ ผู้าุโป้ายทอง หนึ่งผู้สูงวัยร่างผอมบาง เคราสีขาวแซมดำ ใบหน้าแฝงร่องรอยแห่งกาลเวลา อายุคงราวหกสิบ อีกผู้หนึ่งยังหนุ่มแน่นกว่ามาก อายุราวสี่สิบ แววตาเฉียบคมดั่งเหยี่ยว ด้านหลังยังมีครูฝึกป้ายเงินกับศิษย์ป้ายเงินอีกหลายท่านยืนเรียงประกอบขบวน
ศิษย์ฝึกหัดทั้งหมดใจเต้นระรัว บรรยากาศในลานฝึกเงียบกริบ
ผู้าุโวัยชราก้าวขึ้นไปด้านหน้า กวาดตามองเหล่าศิษย์ด้วยสายตาแหลมลึก ก่อนกล่าวเสียงชัดกังวาน
“ข้ามีนามว่า ซือหม่าเถิง ผู้าุโแห่งสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ วันนี้พวกเ้าทั้งหมดจะได้รับการเลื่อนฐานะ จากศิษย์ฝึกหัดสู่ ศิษย์ป้ายทองแดงขั้นหนึ่ง ถือเป็ศิษย์โดยตรงของสำนักแล้ว!”
สิ้นคำ เสียงอื้ออึงแ่เบาทั่วลาน หลายคนอยากโห่ร้องด้วยความยินดี แต่ก็พยายามกลั้นอารมณ์ รักษาความสงบตามกฎสำนักไว้ ทว่ารอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้าแต่ละคนก็ยากจะปิดบัง
ต่อมา บุรุษวัยกลางคนในชุดเหลืองอีกคนก้าวออกมา เขาผิวเข้ม คิ้วดกหนา เสียงหนักแน่นมั่นคง
“ข้าคือ กูโฉ่ว ศิษย์ป้ายทองของสำนัก วันนี้จะอธิบายเื่ลำดับขั้นของศิษย์ในสำนักให้พวกเ้ารู้จักเสียก่อน”
เขาเว้น่เล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“ลำดับศิษย์ของสำนักแบ่งเป็สามชั้น ทองแดง เงิน และ ทอง แต่ละขั้นจะมี สามขั้น รวมแล้วเก้าระดับ ก้าวไปทีละก้าว ไม่ต่างจากปีนขึ้นบันไดสู่จุดสูงสุดของสำนักเรา
ศิษย์ป้ายทองแดงขั้นหนึ่ง จะได้รับ เงินเดือน 8 ตำลึง และมีสิทธิ์เข้าพักในเรือนรวมของสำนัก ค่าเช่าเพียง เดือนละ 4 ตำลึง เป็ห้องคู่ มีครัวและห้องน้ำรวม ผู้ใดประสงค์จะเข้าพัก สามารถไปลงทะเบียนได้หลังพิธี”
ทันทีที่สิ้นคำ บรรดาศิษย์ฝึกหัดที่กำลังจะได้เลื่อนขั้น ต่างเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น มู่เฉิน เองหัวใจแทบจะทะลุออกมา เงินเดือน 8 ตำลึง! ที่พักเพียง 4 ตำลึง! เพียงเท่านี้เขาก็ไม่ต้องทนลำบากอยู่บ้านร้างผุพังอีกต่อไป ไม่ต้องออกล่าสัตว์ป่าจับปลามาประทังชีวิตอีกแล้ว
จากนั้น เหล่าศิษย์ป้ายทองแดงหลายคนเดินเข้ามาพร้อมถาดไม้ใหญ่ ภายในบรรจุชุดสำนักสี น้ำตาลอ่อน เป็ระเบียบ แต่ละชุดมี ป้ายทองแดงขั้นหนึ่ง วาง้า และด้านหลังป้ายสลักชื่อของผู้ถืออย่างชัดเจน
เมื่อมู่เฉินรับชุดมาในมือ ความรู้สึกอบอุ่นและภาคภูมิใจเอ่อล้นขึ้นมาในอก เขาใช้นิ้วััเนื้อผ้าอย่างถนุถนอม ก่อนกอดแนบอกอย่างเงียบงัน ความฝันที่จะมีที่ยืนในยุทธภพ วันนี้ได้เริ่มต้นแล้วจริง ๆ…
เสียงฆ้องดังขึ้นสามครั้งทั่วลานกว้างด้านหน้าตำหนักหลักของ สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้
เหล่าศิษย์ใหม่กว่าหลายสิบชีวิตคุกเข่าลงเป็แถวแน่นขนัด
ผู้เฒ่าผู้ดูแลพิธีเอ่ยเสียงดังกังวาน
“เหล่าศิษย์ผู้เข้าสำนักใหม่ วันนี้ท่านทั้งหลายจักได้เอ่ยคำสัตย์สาบานต่อฟ้าดินและต่อิญญาแห่งสำนัก เพื่อเป็หนึ่งเดียวกับสำนัก หากละเมิดสัตย์ ต้องถูกลงโทษตามกฎสำนัก”
ทันใดนั้น ศิษย์ใหม่ทุกคนต่างประสานมือ ก้มศีรษะลงและเปล่งคำปฏิญาณออกพร้อมกัน
“ศิษย์แห่งสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ ขอสาบานต่อ์และผืนดิน! จะยึดมั่นในกฎ จะซื่อสัตย์ต่อสำนัก จะไม่ทรยศหักหลัง หากฝ่าฝืนให้ลงโทษตามกฏสำนัก!”
เสียงก้องสะท้อนกังวานไปทั่วสำนัก
เมื่อจบคำปฏิญาณ พลันมีแสงทองบางเบาราวกับหมอกจางคลอรอบลานประหนึ่งเป็การประทับตราจาก์ ศิษย์ทั้งหลายต่างก้มลงคารวะอย่างพร้อมเพรียง ถือเป็การสิ้นสุดพิธี
หลังจากนั้นศิษย์บางส่วนเลือกกลับบ้านเพื่อแจ้งข่าวแก่ครอบครัว บางคนเลือกเข้าพักอาศัยในสำนักเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ และในกลุ่มนั้นมี มู่เฉิน รวมอยู่ด้วย
รุ่งเช้าวันถัดมา..
ท้องฟ้าเพิ่งสว่าง เสียงฆ้องยามเช้าเรียกให้ศิษย์ทุกคนมารวมตัวที่ลานกลาง
มู่เฉินสวมชุดสำนักที่เคยดูเรียบง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับสำนักใหญ่ทั้งสี่ แต่เมื่อเขาสวมลงบนร่างกลับรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก
ที่เอวห้อย ป้ายทองแดงขั้นหนึ่ง ถึงแม้จะเป็ระดับต่ำสุด แต่สำหรับเขามันกลับเปรียบเสมือนเกียรติยศแรกเริ่มของชีวิต
ศิษย์ใหม่ถูกแบ่งกลุ่มรวมกับรุ่นพี่ป้ายทองแดงขั้นสองและสาม เพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตในสำนัก รุ่นพี่เ่าั้อธิบายถึง กฎระเบียบและงานประจำ เช่น งานเฝ้ายาม งานดูแลหอคัมภีร์ งานรักษาความสะอาดลานฝึก หรือแม้กระทั่งงานส่งสาร
“ทุกคนจักต้องรับงานตามตาราง หากขาดหายไปโดยไม่รายงาน มีโทษสถานหนัก สำนักคุ้มภัยมิได้เลี้ยงคนกินแรง”
รุ่นพี่เอ่ยเตือนเสียงเข้ม
มู่เฉินตรวจสอบตารางงานของตนเอง ก็พบว่าหน้าที่แรกคือ เฝ้ายามหอคัมภีร์ภายนอก
เมื่อไปถึงหอคัมภีร์ ศิษย์ที่ผลัดเวรเดิมยื่นบันทึกส่งต่อให้ ก่อนเดินจากไป เหลือเพียงเขากับศิษย์พี่ป้ายทองแดงขั้นสองคนหนึ่ง
ศิษย์พี่นั้นเป็ชายรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้ม เอ่ยขึ้นเรียบๆ
“งานเฝ้ายามคือการฝึกฝนวินัยและสายตา จงจำไว้…ยามปฏิบัติหน้าที่ ห้ามพูดพร่ำเกินจำเป็ ห้ามหลับไหล ห้ามละทิ้งตำแหน่ง หากมีเหตุจำเป็ ต้องเหลือผู้เฝ้ายามอยู่เสมอ”
มู่เฉินพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ เขาถามคำถามมากมาย ทั้งเื่วิธีสังเกตผู้มาขอคัดลอกตำรา เื่กฎเกี่ยวกับศิษย์ที่เข้าออกหอ ศิษย์พี่ก็อดทนตอบทุกข้ออย่างเต็มใจ
สองชั่วยามผ่านไปโดยที่มู่เฉินยืนตัวตรง มองสอดส่องรอบด้านไม่ขาดสาย
เมื่อมีศิษย์เวรใหม่มาผลัดเปลี่ยน ศิษย์พี่ก็พยักหน้าให้ และมู่เฉินโค้งคารวะพร้อมเอ่ยขอบคุณ ก่อนทั้งสองจะแยกย้ายออกไป