บทที่ 54 ยังมีหน้ามาพูดอีก
ตอนนี้ หานเกาอี้เอนกายพิงหลังอยู่บนหัวเตียง แขนซ้ายใส่เฝือก พันผ้าพันแผล ดวงตาบวมแดง สันจมูกเขียวคล้ำ ดูน่าสงสารอย่างสุดขีด
ทว่าความรังเกียจกลับผุดวาบขึ้นมาในใจ แต่หญิงสาวก็ยังเดินเข้าไปนั่งที่ข้างเตียง
“คุณโดนอะไรมา” เธอถาม
หานเกาอี้ไม่กล้าบอกหรอกว่า เขาพยายามลวนลามจวีซือหนานแต่ไม่สำเร็จ เลยโดน กงเจ๋ออวี้ต่อยจนน่วม เขาจึงเอ่ยเสียงอ่อนว่า “มีพนักงานสองสามคนมาเรียกร้องค่าจ้าง ฉันไม่มีจ่าย พวกเขาเลยต่อยตีฉันจนเป็นแบบนี้”
โดนพนักงานรุมงั้นเหรอ
จวีซือเฝยทำหน้าสงสัย “แล้วทำไมคุณไม่แจ้งตำรวจล่ะ”
หานเกาอี้ถอนหายใจ “ตอนนี้โรงงานในภาคตะวันตกเฉียงใต้กับธนาคารกำลังตามหาฉัน ฉันแจ้งตำรวจไม่ได้หรอก ถ้าแจ้งไป ก็เท่ากับเปิดเผยที่อยู่ของฉันน่ะสิ เธอมาแล้วก็ดี ช่วยหาเงินมาให้ฉันหน่อยสิ ฉันอยากไปต่างประเทศพักใจระยะหนึ่ง”
จวีซือเฝยย่นคิ้วไม่พอใจ “คุณเรียกฉันมาก็เพื่อจะพูดเรื่องนี้อย่างนั้นเหรอ”
“แล้วจะให้พูดเรื่องอะไรล่ะ”
เธอจึงตอบอย่างหงุดหงิด “คุณก็รู้สถานการณ์ของที่บ้านฉันในตอนนี้ ฉันไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอกนะ”
“งั้นเธอมีเท่าไหร่ก็ให้ฉันก่อนสิ พอฉันหายดีแล้วจะไปหาพ่อ แล้วจะรีบคืนให้”
พูดจบ หานเกาอี้ก็จะไปควานหากระเป๋าที่เธอวางไว้ข้าง ๆ
“เอ้า! ก็ได้ ๆ ฉันจะเอาให้เอง”
จวีซือเฝยรำคาญเขามากขึ้นทุกที จึงหยิบบัตรออกมาโยนไปข้าง ๆ ตัวเขา “ฉันมีแค่สองหมื่นหยวน พอคุณกลับมาอย่าลืมคืนฉันด้วยล่ะ”
หานเกาอี้ไม่ค่อยพอใจนัก “เธอจะมีแค่สองหมื่นได้ยังไง”
“ทำไมฉันจะมีแค่สองหมื่นไม่ได้ล่ะ”
“ก่อนหน้านี้ฉันซื้อกระเป๋าให้เธอใบละสองสามหมื่น ไหนจะเครื่องประดับอีก ชิ้นหนึ่งก็หลายหมื่นอยู่นะ ของพวกนั้นไปไหนหมดแล้วล่ะ ขายหมดแล้วเหรอ”
เมื่อโดนหานเกาอี้พูดจี้ใจดำ จวีซือเฝยก็รู้สึกอายนิดหน่อย “ของพวกนั้นเป็นของที่คุณซื้อให้ฉัน เป็นของที่ระลึก ขายทิ้งไปไม่ได้หรอกนะ”
“งั้นเธอก็โทรหาจวีกั๋วเจิ้ง ให้เขาโอนเงินมาให้เธอสิ ถึงเธอจะไม่มี แต่พ่อเธอต้องมีแน่ ก่อนหน้านี้ ฉันก็เคยให้เงินบ้านเธอไม่น้อยเลยนะ”
เฮอะ! ยังจะมาพูดอีก!
จวีซือเฝยสบถในใจ แต่กลับพูดตรง ๆ ออกไปไม่ได้
เธอทำเพียงแต่อ้อมค้อมปฏิเสธไป “ไม่ได้หรอกนะคะ ในฐานะที่ฉันเป็นคนอ่อนกว่า จะให้ไปขอเงินจากผู้อาวุโสได้ยังไง อีกอย่าง บริษัทของพ่อฉันก็ถูกถอนทุนไปไม่น้อยเพราะกงเจ๋ออวี้ ช่วงนี้ก็เลยลำบากพอตัวเลยล่ะ”
หานเกาอี้ได้ยินแบบนี้ แล้วมองสีหน้าของจวีซือเฝยอีกครั้ง ก็เข้าใจในทันที
ชายหนุ่มจึงถามเสียงเข้มขึ้นมาว่า “ดูท่าทางเธอแล้ว พอฉันไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ เธอก็ไม่อยากอยู่กับฉันแล้วสินะ”
“ไม่ใช่นะ ทำไมคุณพูดแบบนั้นล่ะ” จวีซือเฝยถูกเขาถามจี้จุดจนใจสั่นขึ้นมา แต่เรื่องแบบนี้ เธอไม่มีทางยอมรับหรอก
หานเกาอี้ไม่เชื่อคำพูดของเธอเลย
พวกเขารู้จักกันมาตั้งนาน จะไม่รู้จักเธอดีพอหรือไง
เขาลุกขึ้น จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินมาต้อนจวีซือเฝยราวกับกำลังไล่บี้มด “พอขอเงินก็อึกอัก นิสัยก็ไม่เหมือนเดิม แล้วยังไม่ยอมรับอีก เธอคงคิดในใจสินะว่า ฉันช่วยอะไรเธอไม่ได้แล้ว เลยอยากจะเขี่ยฉันทิ้งใช่ไหม”
จวีซือเฝยมองดวงตาดุดันของหานเกาอี้แล้วก็รีบอธิบายแก่เขา “คุณเข้าใจฉันผิดแล้วนะ ก็ช่วงนี้ฉันยุ่งอยู่ไงคะ”
“เธอยุ่งอะไร? พอยุ่งแล้วไม่มีเงินสักหยวนเลยงั้นเหรอ”
“ฉัน… ฉันยังไม่ได้เงินเดือนเลยนะคะ!”
หานเกาอี้มองตาเธอแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะประชดประชัน “ดี! ยังไม่ยอมรับอีกใช่ไหม? งั้นเธอก็อธิบายให้ฉันฟังหน่อยสิ เรื่องที่เธอแอบทำอะไรกับกงเจ๋ออวี้เมื่อไม่นานมานี้ มันหมายความว่ายังไง? หืม?”
ได้ยินประโยคนี้ จวีซือเฝยรู้สึกหนาวสั่นสันหลังวาบขึ้นมา
เขารู้เรื่องนี้ได้ยังไง!?
“หืม?”
เห็นหานเกาอี้ไม่ยอมเลิกถาม จวีซือเฝยจึงกัดฟันพูด
“ได้! ฉันยอมรับก็ได้! ฉันไม่ทนอยู่กับคุณต่อไปไม่ได้แล้ว แต่นี่ไม่ใช่ความตั้งใจของฉัน และไม่ใช่เพราะฉันเปลี่ยนใจ! เมื่อคืนพ่อฉันเพิ่งมาคุยกับฉัน บอกว่าตระกูลหานดูเหมือนจะลุกขึ้นมาไม่ได้อีกแล้ว เขาขอให้ฉันรีบเลิกกับคุณ คุณก็รู้นิสัยพ่อฉันนี่ ถ้าฉันไม่ทำตามที่เขาต้องการ ฉันกับแม่ก็จะไม่มีที่ยืนในบ้านหลังนั้น แต่นี่ก็ไม่ใช่ความผิดฉันนะ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ...”